โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หาร 100 VS. 500 เรื่องตลกการเมือง?

MATICHON ONLINE

อัพเดต 26 ก.ค. 2565 เวลา 04.52 น. • เผยแพร่ 26 ก.ค. 2565 เวลา 02.11 น.

หมายเหตุมุมมองนักการเมือง นักวิชาการ ที่มีการเสนอให้กลับไปใช้สูตรการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จากสูตรหาร 500 กลับมาใช้สูตรหาร 100 จะมีทางออกอย่างไร รวมถึงความเป็นไปได้ที่กฎหมายสะดุดจนต้องกลับไปใช้ระบบเลือกตั้งแบบเดิมปี 2562 คือบัตรใบเดียว มี ส.ส.เขต 350 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ150 คน ด้วยระบบจัดสรรปันส่วนผสม

ชูศักดิ์ ศิรินิล
ประธานคณะทํางานฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย (พท.)

กรณีที่ประชุมรัฐสภามีมติเสียงข้างมากเห็นด้วยกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. …ให้แก้สูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จากสูตรหาร 100 เป็นหาร 500 นั้น ผมคิดว่าความพยายามในการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ขัดรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 91 ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ 1.เจตนารมณ์ของการแก้รัฐธรรมนูญ แก้มาเพื่อเปลี่ยนให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบเหมือนกับในอดีต และ 2.ถ้อยคำที่นำมาแก้มาตรา 91 เป็นถ้อยคำเดียวกับที่นำมาจากรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2554 ทุกตัวอักษร สำหรับฉบับปี 2554 ใช้สูตรหาร 125 เพราะในการเลือกตั้งปีนั้น ส.ส.แบ่งเป็น 375 กับ 125 เมื่อเป็นถ้อยคำเดียวกันแล้วครั้งนี้รัฐบาลมาแก้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เป็นบัตร 2 ใบเหมือนกัน รัฐบาลก็ควรจะเห็นด้วยกับการใช้สูตรหาร 100 เพราะมันแยกกันนับ ถึงเรียกกันว่าระบบคู่ขนาน แต่การที่รัฐบาลเห็นด้วยกับสูตรหาร 500 จึงผิดกับหลักรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน

ส่วนประเด็นที่มีความพยายามจะกลับมาใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว หลังจากรัฐธรรมนูญที่เพิ่งแก้ไขเปลี่ยนไปใช้บัตรเลือกตั้งสองใบนั้น ถ้ามองลึกลงไปส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่ใช้สูตร 100 มาคู่กับบัตรใบเดียว ในขณะที่สูตรหาร 500 มาคู่กับบัตรคู่ขนาน ทั้งนี้ รัฐบาลอาจจะไปคิดสะระตะแล้วว่าการแก้กฎหมายเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะไม่ผ่านสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอาจจะคิดแล้วว่าจะไม่ได้รับผลประโยชน์ อาจจะไปเข้าใจผิดว่าสูตรหาร 500 จะได้ ส.ส.มากขึ้น ถ้าคิดให้ดีอาจจะไม่ได้เลยก็ได้ แต่สำหรับผมประเด็นหลักคือยังไงขัดกับรัฐธรรมนูญแน่นอน และมีแนวโน้มว่าจะไม่ผ่านความเห็นชอบจาก กกต. เนื่องจาก กกต.เสนอร่างแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาให้ใช้สูตรหาร 100

ความพยายามในการแก้กฎหมายครั้งนี้ ในทางกฎหมายต้องกลับไปแก้รัฐธรรมนูญอีกครั้ง ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้มีระยะเวลาเหลือน้อย เพราะจะครบวาระในเดือนมีนาคม 2566 หากยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้งในตอนนี้ในทางปฏิบัติจะทันหรือไม่นั้น ก่อนอื่นคือความชอบธรรมมันไม่มี ถ้าคิดจะแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าจะแก้ได้คือทำให้กฎหมายนี้ตกไปถึงจะไปแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ความชอบธรรมไม่มีเลย และเป็นเรื่องที่ตลกที่สุด รัฐบาลเพิ่งแก้รัฐธรรมนูญเปลี่ยนเป็นบัตรคู่ขนานเมื่อไม่นานมานี้เอง วันดีคืนดีอยากกลับมาใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวอีกใครได้ยินได้ฟังเรื่องนี้คงจะบอกว่าประเทศนี้มันตลกสิ้นดี

การที่รัฐบาลแก้รัฐธรรมนูญเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างนี้ จะทำให้มุมมองจากประชาชนมองว่ารัฐบาลกำลังเล่นตลกอะไรอยู่หรือไม่ มองได้ชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ต้องการสืบทอดอำนาจเพื่อดำรงตำแหน่งต่อ สำหรับเหตุผลเรื่องการเปลี่ยนสูตรหาร 100 เป็นสูตรหาร 500 ใครเป็นคนสั่งน่าจะรู้ เพราะว่า กกต.เห็นเป็นเอกฉันท์กับสูตรหาร 100

ชัยธวัช เสาวพนธ์
นักวิชาการอิสระ จ.เชียงใหม่

เดิมพรรคร่วมรัฐบาลสนับสนุนสูตรหาร 100 ภายหลังไปสนับสนุนสูตรหาร 500 เพื่อชิงความได้เปรียบเลือกตั้งสมัยหน้าและสนับสนุนพรรคเล็กได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่ม ที่สำคัญกลัวพรรคเพื่อไทย (พท.) ชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลาย หรือแลนด์สไลด์ แต่หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือซักฟอกรัฐบาล ที่พรรคร่วมรัฐบาล พรรคขนาดเล็ก และ ส.ส.งูเห่า ลงมติไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี รวม 11 ราย ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เห็นว่าพรรคเล็กและ ส.ส.งูเห่ามีอำนาจต่อรองผลประโยชน์เพื่อแลกเปลี่ยนการลงมติดังกล่าวมากเกินไป ทำให้การเมืองถอยหลังลงคลอง ไม่ก้าวเดินไปข้างหน้า

ภายหลังการซักฟอกรัฐบาลจบไปแล้ว พปชร.และพรรคร่วมรัฐบาลไม่จำเป็นต้องให้พรรคเล็กและ ส.ส.งูเห่าสนับสนุนอีกแล้ว จึงหันกลับไปใช้สูตรหาร 100 เพื่อให้พรรคร่วมรัฐบาลได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มากขึ้น เป็นการกำจัดหรือเขี่ยพรรคเล็กออกจากวงจรการเมือง ให้เหลือที่นั่งในสภาน้อยที่สุด เพื่อลดอำนาจต่อรองผลประโยชน์ดังกล่าว เนื่องจากการเลือกตั้ง ส.ส.ใช้บัตร 2 ใบเลือกพรรคและผู้สมัคร โดยใช้หมายเลขต่างกันทำให้พรรคใหญ่ที่มีฐานเสียงและเครือข่ายได้เปรียบกว่าพรรคเล็ก ดังนั้น การใช้สูตรหาร 100 อาจทำให้พรรคเล็กหายไป เพราะต้องได้เสียงสนับสนุน 120,000-150,000 คะแนน ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 1 คน ไม่ใช่ 50,000-70,000 คะแนนอีกแล้ว

ประเด็นสำคัญของการใช้สูตรหาร 100 เนื่องจาก กมธ.ต้องการผลักดันกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และพรรคการเมืองให้ผ่านก่อนรัฐบาลครบวาระ ที่สำคัญไม่ขัดรัฐธรรมนูญปี’60 ที่ได้แก้ไขไปแล้วในอนาคตอาจเหลือพรรคการเมืองขนาดใหญ่และขนาดกลางเพียง 10-15 พรรคเท่านั้น เพราะพรรคเล็กจะถูกกลืนและกวาดตกเวทีไป ดังนั้น พรรคเล็กต้องปรับตัว หรือมีกลุยทธ์ใหม่เพื่ออยู่รอดในเวทีการเมือง อาจถึงขั้นยุบพรรคเพื่อไปรวมกับพรรคขนาดใหญ่ หรือขนาดกลางมากขึ้น เพี่อมีโอกาสเดินเข้าสู่สภา หรือมีที่ยืนในเวทีการเมืองได้

อย่างไรก็ตาม อยากให้ กมธ.พิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้ใช้บัตรเลือกตั้ง2 ใบ เบอร์เดียวกัน ไม่ใช่คนละเบอร์ เพื่อป้องกันประชาชนสับสนและลดบัตรเสียได้ เชื่อว่าประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากขึ้น แต่ผลการซักฟอกรัฐบาล ฝ่ายค้านทำการบ้านมาดี ทำให้ประชาชนมองเห็นจุดอ่อนการใช้สูตรหาร 500 ก่อนพิจารณาและตัดสินใจเลือก ส.ส.สมัยหน้า ซึ่งฝ่ายค้านได้ใช้การซักฟอกดังกล่าวเป็นเวทีหาเสียง เพราะรัฐบาลเหลืออายุเพียง 7-8 เดือนก่อนครบวาระ จึงเป็นการเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง เพื่อเรียกความนิยมพรรคและตัวผู้สมัครไปพร้อมกัน อาจนำไปสู่การเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้าด้วย

ผศ.วีระ หวังสัจจะโชค
ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

เรื่องการเปลี่ยนสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อและระบบการเลือกตั้ง ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องทางออกต้องพูดถึงหลักการพื้นฐานก่อนว่ากติกาในการเลือกตั้งควรจะต้องเป็นกติกากลาง มีความแน่นอนในระดับหนึ่ง หากมีการแก้ไขควรให้นำไปสู่การปฏิบัติได้ ไม่ใช่แก้ไขเพื่อรองรับเกมทางการเมืองของใครคนใดคนหนึ่ง และจะยิ่งมีปัญหา ถ้าหากเกิดการแก้ไขแล้วยังไม่ทันได้นำไปใช้แต่จะให้มีการแก้ไขอีก ซึ่งยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าสถาบันนิติบัญญัติของเรา ทั้ง ส.ส.และ ส.ว.มีปัญหาในการกำหนดกติกา แทนที่จะให้กติกาเป็นตัวกำกับเกมการเมือง กลายเป็นว่าเกมการเมืองมาเป็นตัวชี้นำว่าจะออกกติกาแบบไหน

ส่วนเรื่องของการเปลี่ยนสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แน่นอนว่าตอนนี้เรามีการแก้รัฐธรรมนูญ เนื้อหามีลักษณะที่สอดคล้องกับการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ บัตร 2 ใบที่เป็นแบบหาร 100 มากกว่า เพราะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างที่มีการเปลี่ยนเกมทางการเมือง ทำให้เปลี่ยนไปเป็นการหาร 500 ในลักษณะดังกล่าว เข้าใจกันดีว่าเป็นการเปลี่ยนเกมเพื่อสกัดพรรคที่ได้ ส.ส.เขตจำนวนมาก ให้ได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อน้อยลงในการเลือกตั้ง หรือพูดง่ายๆ คือสกัดการแลนด์สไลด์ของพรรคเพื่อไทย (พท.) และในกระแสปัจจุบัน จากที่เห็นข่าวว่าอาจจะมีการเปลี่ยนสูตรคำนวณอีกหรือไปถึงขนาดเปลี่ยนจำนวนบัตรเลือกตั้งอีก ซึ่งจะเป็นปัญหาอย่างมาก เพราะหากมีการเปลี่ยนสูตรคำนวณจะต้องรอให้มีการแก้ไข
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.เสร็จก่อน เพราะกฎหมายนี้โหวตไปแล้ว ถ้าอยากจะแก้อะไร จะไม่ได้กลับมาในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) แล้ว

ฉะนั้น หากจะแก้ต้องรอกระบวนการแก้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ให้เรียบร้อยก่อนแล้วเข้าสู่กระบวนการแก้ใหม่ ซึ่งจะตลกมาก เพราะจะกลายเป็นว่าแก้สิ่งที่ยังไม่ทันใช้และกลับมาแก้อีกทีหนึ่ง ดังนั้น กติกาควรจะกำหนดการเมืองให้เป็นกลาง ไม่ใช่การเมืองกำหนดกติกาแบบนี้ หากอยากแก้ให้กลับไปสู่ระบบการเลือกตั้งแบบปี 2562 ที่ใช้บัตรใบเดียว หรือกลับไปคล้ายกับรัฐธรรมนูญ 2560 จะยิ่งมีปัญหาเข้าไปใหญ่ เพราะจะต้องกลับไปแก้รัฐธรรมนูญอีกทีหนึ่ง จะนำไปสู่ปัญหาใหญ่คือ “อายุของสภาผู้แทนราษฎร” ที่ตอนนี้เหลืออายุประมาณ 7 เดือน แสดงว่าการจะแก้ไขกฎหมายสักฉบับเป็นกฎหมายสำคัญอย่าง พ.ร.ป.นั้นเวลาอาจจะไม่เพียงพอ นี่คือข้อกังวลที่สำคัญมากๆ หากใครจะมาเปลี่ยนเกมในตอนนี้อีก ถ้าเวลาไม่เพียงพอ กฎหมายแก้ไม่เสร็จ และรัฐบาลครบวาระ จะนำไปสู่เดดล็อกทางการเมืองอีกครั้งว่าจะนำกติกาไหนมาใช้ในการเลือกตั้ง

ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ หากต้องกลับไปใช้ระบบการเลือกตั้งและสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบเดิม ในทางกฎหมายสามารถเป็นไปได้ แต่ในเชิงกติกาทางการเมืองในหลักรัฐศาสตร์ หากทำแบบนั้นถือว่าเป็นการเปลี่ยนกติกาเพื่อผลทางการเมือง ทำให้กติกาทางการเมืองในการเลือกตั้งไม่มีความหมาย แบบนี้ถ้าในอนาคตฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคุมเสียงในสภาได้ก็จะแก้กติกาเพื่อให้ฝ่ายตนเองได้เปรียบในการเลือกตั้ง จะทำให้กติกาในรัฐธรรมนูญกลายเป็นเหมือนของเล่นของนักการเมือง และจะทำให้สถาบันทางการเมืองไม่มีเสถียรภาพ

ส่วนในการประชุมรัฐสภา วันที่ 26-27 กรกฎาคมนี้ตอบไม่ได้ว่านักการเมืองจะใช้เกณฑ์ไหน เพราะการเปลี่ยนตั้งแต่รอบที่แล้วจากหาร 100 มาเป็นหาร 500 ก็ถือว่าเป็นพฤติการณ์ที่มีปัญหาแล้ว เนื่องจากเป็นการปฏิเสธหลักการที่ตนเองเสนอของพรรคร่วมรัฐบาล คือพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และ ส.ว. ซึ่งเสนอตอนแรกให้หาร 100 และคราวนี้จะมาเปลี่ยนอีก ผมเลยมองว่าเขาน่าจะไม่ได้รับการสนับสนุนตรงนี้ และไม่น่าเปลี่ยนเกมอีกครั้งในรอบนี้ เรื่องสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อและระบบการเลือกตั้งนั้นมีผลได้-เสียต่อเกมการเมืองแน่ๆ ว่าใครจะชนะหรือแพ้ แต่กติกาทั้งหลายควรจะเป็นกติกากลางที่ประชาชนได้ร่วมตัดสินใจ ถ้าเป็นบัตรใบเดียว อย่างน้อยที่สุดก็มีความชอบธรรมจากการลงประชามติในรัฐธรรมนูญ 60

เพราะฉะนั้น ถ้าจะมีการเปลี่ยนกติกาอะไรก็แล้วแต่อาจต้องทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติหันกลับมามองว่าประชาชนจะมองสถาบันในการร่างกฎหมายอย่างไร หากร่างกฎหมายแล้วเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแบบนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...