โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

ราคาวัสดุก่อสร้างพรวด 35% อสังหาเร่งกวาดตลาด 3 ล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 31 ก.ค. 2565 เวลา 02.38 น. • เผยแพร่ 31 ก.ค. 2565 เวลา 02.38 น.

LPN ส่องเทรนด์อสังหาฯครึ่งปีหลัง กับดักธุรกิจเพียบ เผยวัสดุก่อสร้าง 11 หมวดแพงยกแผง “เหล็ก-สุขภัณฑ์” ขึ้นหนักมาก 12-35% จับตาบ้าน-คอนโดฯ โซนปลอดภัยราคา 3 ล้านบวกลบ มนุษย์เงินเดือนซื้อได้

“เอพี ไทยแลนด์” แตกบ้านเดี่ยวไฟติ้งแบรนด์ MODEN 3-5 ล้าน ไตรมาส 4/65 ผุด 3 โครงการรวด มูลค่ารวม 3.5 พันล้านบาท

ครึ่งปีหลัง-เซฟโซนต่ำ 3 ล้าน

นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล พี เอ็น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN เปิดเผยว่า จากการประเมินครึ่งปีหลัง 2565 ภาพรวมเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว เป็นผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันและราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการก่อสร้างซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 30% ของต้นทุนพัฒนาโครงการทั้งหมดต้องปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

ในขณะที่ราคาที่ดินซึ่งคิดเป็นต้นทุนสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในสัดส่วน 30-35% ของภาพรวมต้นทุนทั้งหมด ถึงแม้บางทำเลมีราคาปรับตัวสูงขึ้น แต่การที่กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (Property Tax) มีผลบังคับใช้

รวมทั้งรัฐบาลตัดสินใจให้มีการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเต็มจำนวน 100% ในปี 2565 (จากเดิมให้ส่วนลด 90% เจ้าของทรัพย์สินมีภาระจ่ายจริงเพียง 10% ในปี 2563-2564)

“Property Tax ทำให้แลนด์ลอร์ดมีการปรับพฤติกรรมถือครองที่ดิน จากเดิมตั้งใจจะเก็บที่ดินไว้เพื่อรอเวลาเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้วตั้งราคาขายสูง ๆ ปัจจุบันมีบางรายยอมที่จะลดราคาที่ดินลงมาให้อยู่ในระดับราคาที่เหมาะสม เพื่อลดภาระจ่ายภาษีที่ดินฯ จึงมองว่าเป็นจังหวะที่ดีในการซื้อที่ดินของดีเวลอปเปอร์ สำหรับนำมาใช้ในการพัฒนาโครงการในอนาคต”

นายโอภาสกล่าวว่า นอกจากนี้ เทรนด์ความต้องการที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งปีหลัง 2565 เนื่องจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทั้งวิกฤตสงครามและโควิด-19 ลูกค้ามีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย เพราะลูกค้าบางกลุ่มบางอาชีพยังไม่แน่ใจรายได้ในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและยังเป็นที่ต้องการของตลาดจึงเป็นกลุ่มระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท

ซึ่งสามารถเจาะกำลังซื้อได้ทั้งตลาดกลางและบน เนื่องจากกลุ่มผู้ซื้อระดับบนที่ไม่แน่ใจรายได้ในอนาคต มีแนวโน้มที่จะปรับลดงบประมาณในการซื้อที่อยู่อาศัยลงมา ให้อยู่ในระดับราคาที่มีความสามารถในการจ่ายได้โดยไม่เดือดร้อน

ทาวน์เฮาส์-บ้านแฝด 2-6 ล.พรึ่บ

นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom) บริษัท วิจัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือ LPN กล่าวว่า เขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลในช่วงครึ่งปีแรก 2565 (มกราคม-มิถุนายน 2565) มีบ้านและคอนโดฯ เปิดใหม่ 163 โครงการ จำนวน 51,946 หน่วย เพิ่มขึ้น 121% มูลค่ารวม 188,373 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก 2564

แบ่งเป็นการเปิดตัวคอนโดฯ 48 โครงการ 30,579 หน่วย เพิ่มขึ้น 231% มูลค่ารวม 78,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% มีอัตราการขายเฉลี่ย 33% ต่อโครงการต่อเดือน และการเปิดตัวบ้านแนวราบ 115 โครงการ 21,367 หน่วย เพิ่มขึ้น 49% มูลค่า 110,295 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% เทียบกับระยะเดียวกันของปี 2564 มีอัตราการขายเฉลี่ย 12% ต่อโครงการต่อเดือน

โดยโครงการบ้านแนวราบที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดเป็นทาวน์เฮาส์ราคา 2-5 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่มีจำนวนหน่วยเปิดตัวและหน่วยขายได้สูงที่สุด มีอัตราการขายเฉลี่ย 12% ต่อโครงการต่อเดือน ทำเลที่มีการเปิดตัวสูงสุดอยู่ในย่านรังสิต-ลำลูกกา รองลงมาคือ เพชรเกษม-อ้อมน้อย และศรีนครินทร์-บางนา-สุวรรณภูมิ

ในขณะที่บ้านแฝดราคา 3-6 ล้านบาท เป็นกลุ่มที่มีอัตราขายเฉลี่ย 11% เปิดตัวสะสมสูงสุดในทำเลบางใหญ่-ราชพฤกษ์ รองลงมาคือ บางนา-ตราด-สุวรรณภูมิ และบ้านเดี่ยว เปิดใหม่ราคา 6-10 ล้านบาท อัตราขายเฉลี่ย 13% เปิดตัวสะสมในทำเล บางใหญ่-ราชพฤกษ์ รองลงมาคือ ประชาอุทิศ-พุทธบูชา

“เหล็ก-สุขภัณฑ์” ขึ้นหนักมาก

แนวโน้มการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง 2565 ดีเวลอปเปอร์ยังคงมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้แนวโน้มเศรษฐกิจจะชะลอตัวจากผลกระทบสงครามรัสเซีย-ยูเครน อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อไทยแตะระดับ 7.66% ในเดือนมิถุนายน 2565 สูงที่สุดในรอบ 13 ปี ทำให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยครึ่งปีแรก 2565 อยู่ที่ 5.61% กระทบเป็นลูกโซ่ทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 5%

โดยดัชนีราคาก่อสร้างบ้านมาตรฐาน ณ ไตรมาส 1/65 อยู่ที่ 129.8 เพิ่มขึ้น 5.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/64 และเพิ่มขึ้น 3.9% เทียบกับไตรมาส 4/64

ทั้งนี้ ต้นทุนวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง 11 หมวด เปรียบเทียบไตรมาส 1/65 กับไตรมาส 1/64 มีการปรับเพิ่มขึ้น ดังนี้ 1.เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก เพิ่มขึ้น 35% 2.สุขภัณฑ์ เพิ่ม 12.7% 3.งานวิศวกรรมโครงสร้าง เพิ่ม 12% 4.วัสดุก่อสร้างอื่น ๆ เพิ่ม 8% 5.งานระบบไฟฟ้าและระบบสื่อสาร เพิ่ม 5%

6.ผลิตภัณฑ์คอนกรีต เพิ่ม 6.8% 7.อุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา เพิ่ม 6.6% 8.ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เพิ่ม 4.6% 9.งานสถาปัตยกรรม เพิ่ม 2.6% 10.งานระบบสุขาภิบาล เพิ่ม 2.2% 11.กระเบื้่อง เป็นหมวดสินค้าเดียวที่ไม่มีการปรับเพิ่มขึ้น และลดลง -3.2%

เอพีบุกไฟติ้งแบรนด์ “MODEN”

นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าบ้านเดี่ยว บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในรอบ 7 ปี (2558-2564) บ้านเดี่ยวเอพีประสบความสำเร็จในการถือครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในด้านยูนิตที่ขายได้มากสุดในตลาด ในขณะที่ปี 2565 ถือเป็นปีที่บ้านเดี่ยวเอพีเปิดตัวใหม่มากสุด 23 โครงการ มูลค่ารวม 32,650 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2564

ทั้งนี้ เมื่อรวมกับบ้านเดี่ยวที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ทำให้เอพีมีบ้านเดี่ยวสะสม 50 โครงการ ครอบคลุมราคาตั้งแต่ 3-20 ล้านบาท มีความหลากหลายทั้งโปรดักต์และเซ็กเมนต์ราคาที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย

สำหรับความท้าทายใหม่ของปีนี้คือการบุกเข้าไปยังตลาดใหม่ ๆ ในกลุ่มราคา 3-5 ล้านบาท ภายใต้กลยุทธ์ Market Penetration เพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดให้กับองค์กรอีกครั้ง โดยการบุกตลาดใหม่ครั้งนี้จะเป็นการเข้าไปในทำเลใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีสินค้าในพอร์ตเอพี โดยพัฒนาแบรนด์บ้านเดี่ยวไฟติ้งแบรนด์ “โมเดน-MODEN”

“บ้านเดี่ยว 3-5 ล้านบาท ถือเป็นอีกตลาดที่น่าสนใจ จากการศึกษาโอกาสทางธุรกิจพบว่าจำนวนซัพพลายที่เกิดจากดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ยังมีไม่มาก เอพีจึงอยากใช้ความชำนาญและความเชี่ยวชาญที่เรามีสร้างโอกาสในการเติบโต และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้ลูกค้าได้เลือกชีวีตดี ๆ ที่ต้องการ ซึ่งเราเชื่อว่าการเปิดตัวแบรนด์ MODEN ในครั้งนี้จะได้รับการตอบรับที่ดี ไม่ต่างจากแบรนด์บ้านเดี่ยวเอพีอื่น ๆ ที่ประสบความสำเร็จ”

โดยไฟติ้งแบรนด์ “MODEN” วางแผนเปิดพรีเซลในช่วงไตรมาส 4/65 จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวม 3,550 ล้านบาท เจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย Gen Z มีให้เลือก 5 แบบบ้านที่ให้ความรู้สึกใหม่ บนที่ดิน 50-54 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 163-227 ตารางเมตร โหมดราคา 3-5 ล้านบาท ได้แก่ MODEN บางนา-ศรีนครินทร์, MODEN พระราม 2 และ MODEN บางนา-เทพารักษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...