โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

BOT Digital Finance Conference 2023 ธปท. ชู 4 ประเด็นการเงินดิจิทัล-ความยั่งยืน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 ก.ย 2566 เวลา 09.21 น. • เผยแพร่ 19 ก.ย 2566 เวลา 01.46 น.

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดงานBOT Digital Finance Conference 2023 ภายใต้แนวคิด Building Ecosystem for Responsible Innovation ระหว่างวันที่ 14 – 15 กันยายน 2566 ณ ศูนย์การเรียนรู้ ธปท. โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญ 85 รายจาก 15 ประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวคิดในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัล การปรับใช้นวัตกรรมต่าง ๆ ในภาคการเงิน โดยเฉพาะ Artificial Intelligence (AI) การใช้ประโยชน์จาก Open Data และการสนับสนุนนวัตกรรมที่ดูแลความเสี่ยงบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม (responsible innovation)

ทั้งนี้ การเสวนาเวทีหลักในวันที่ 15 กันยายน 2566 มีประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. AI กับภาคการเงิน

สำหรับ Generative AI อย่าง ChatGPT ที่เป็นกระแสในขณะนี้ ซึ่งสามารถสร้างเนื้อหาใหม่ เช่น ข้อความ รูปภาพ และเพลง ได้เองจากการเรียนรู้ชุดข้อมูลที่มีอยู่เดิม ผู้บรรยายหัวข้อ“Generative AI: Possibilities in Financial Services and Journey Towards Adoption” เห็นว่า เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยสร้างโอกาสในการดำเนินธุรกิจได้มาก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาและนำเสนอบริการตามความต้องการเฉพาะบุคคลได้ในวงกว้าง (mass personalization) และการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานโดยเฉพาะงานที่ทำซ้ำ ๆ (repetitive) เพื่อให้พนักงานมีเวลาทำงานอื่น ๆ ที่สำคัญยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีนี้ เช่น การสร้างข้อมูลเท็จ การใช้วิธีการทางจิตวิทยาเพื่อหลอกโจรกรรมข้อมูล ตลอดจนการฉ้อโกงหลอกลวงต่าง ๆ หน่วยงานที่จะนำ Generative AI มาใช้จึงต้องเข้าใจความเสี่ยงเหล่านี้อย่างถ่องแท้ก่อนนำมาปรับใช้กับธุรกิจ รวมทั้งต้องใช้อย่างมีจริยธรรมและความรับผิดชอบ

นอกจากนี้ ผู้ร่วมเสวนาหัวข้อ “Empowering Financial Inclusion with AI” ได้ยกตัวอย่างstartup ไทยที่นำ AI และ ML (Machine Learning) มาวิเคราะห์ข้อมูลของเกษตรกร เช่น สภาพอากาศและข้อมูลการเพาะปลูกในอดีต เพื่อคาดการณ์ผลผลิตและรายได้ รวมทั้งช่วยวางแผนเพิ่มผลิตภาพ ซึ่งทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้มากขึ้นจากการมีข้อมูลให้ธนาคารพิจารณาความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อและความสามารถในการชำระคืนเงินของเกษตรกร

ขณะเดียวกัน startup อินโดนีเซียก็สามารถช่วยให้ร้านค้าขนาดเล็กในชุมชนสามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อสั่งซื้อสินค้ามาขายได้ด้วยการ เปลี่ยนข้อมูล suppliers, distributors และคำสั่งซื้อ จากการเปลี่ยนวิธีเก็บเอกสารเป็นกระดาษให้มาอยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่สามารถนำมาวิเคราะห์โดย AI และ ML เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของสถาบันการเงินได้เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาเห็นว่า ปัจจัยที่จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางเงินโดยใช้ AI ได้แก่ การมี open data และ cloud computing power ที่เพียงพอ talents ที่เหมาะสม และการสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐ ซึ่งรวมถึงการลดขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินการต่าง ๆ

2. โอกาสทางธุรกิจใหม่เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ผู้ร่วมเสวนาหัวข้อ“New Business Opportunities for Sustainable Growth” เห็นว่า ปัจจุบันเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่สุดในการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงมิติด้านความยั่งยืน มากกว่าที่จะเน้นเพียงผลกำไร เนื่องจาก stakeholders เข้าใจและให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคให้สอดคล้องกับแนวคิด ESG (Environment, Social, Governance) นักลงทุนที่ใช้ปัจจัย ESG ประกอบการตัดสินใจลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลที่พร้อมสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจและตัวกลางทางการเงิน

สิ่งสำคัญคือการเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรและการสร้างความร่วมมือ โดยบทบาทของสถาบันการเงินไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินเท่านั้น แต่สามารถช่วยเชื่อมโยง stakeholders ต่าง ๆ เข้ามาร่วมกันคิดหา use cases ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงและแนวทางการดำเนินการที่เหมาะสมได้ โดยมีข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอเป็นพื้นฐาน

ทั้งนี้ ในการพิจารณาโอกาสทางธุรกิจที่ควรดำเนินการ ควรเริ่มจากการตั้งคำถามว่า “ทำไม” แล้วจึงพิจารณานวัตกรรมที่จะใช้ ความสามารถของรูปแบบธุรกิจที่จะรองรับปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น (scalability) และการกำหนดราคาที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ (affordability)

3. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับธุรกรรมดิจิทัล

ผู้บรรยายหัวข้อ “Digital Strategy for Public Infrastructure: India’s Experience” ได้แบ่งปันประสบการณ์การพัฒนา India Stack ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ประชากรอินเดียกว่า 1 พันล้านคนที่เดิมไม่มีบัตรประชาชนและบัญชีธนาคาร สามารถเข้าถึงโลกดิจิทัลและบริการทางการเงินได้ India Stack มีองค์ประกอบหลัก ได้แก่

  • ระบบ digital identity ที่กำหนดเลขประจำตัวประชาชนและเชื่อมโยงกับข้อมูลชีวมิติของแต่ละคน (ระบบ Aadhaar) ซึ่งช่วยทำให้กระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตนสำหรับใช้บริการดิจิทัลต่าง ๆ สามารถทำได้โดยมีต้นทุนต่ำ
  • ระบบการชำระเงินแบบ real time (ระบบ Unified Payment Interface หรือ UPI) ซึ่งช่วยให้ประชาชนทำธุรกรรม online และชำระเงินได้อย่างไร้รอยต่อ
  • ระบบจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ของแต่ละคนบน Cloud storage ที่เชื่อมโยงกับเลขประจำตัวประชาชน ซึ่งช่วยให้ประชาชนเข้าถึงเอกสารเพื่อทำธุรกรรม online ต่าง ๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมงอย่างน่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ สถาบันการเงินในอินเดียได้เริ่มให้บริการ account aggregator ที่ช่วยรวบรวมบัญชีและข้อมูลทางการเงินที่แต่ละคนมีกับสถาบันการเงินต่าง ๆ ซึ่งหากเจ้าของข้อมูลให้ความยินยอมในการเปิดเผยข้อมูล ก็จะช่วยให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลลูกค้าระหว่างผู้ให้บริการทางการเงินต่าง ๆ เพื่อสมัครใช้บริการทำได้โดยสะดวก รวดเร็ว และลดความซับซ้อนของขั้นตอน

ผู้ร่วมเสวนาหัวข้อ“Building Digital Highway for Businesses to Thrive in The Digital Era” เห็นว่า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอาจมีจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนที่แตกต่างกันได้ตามบริบทของแต่ละประเทศ เช่น กรณีอินเดียเริ่มจาก digital ID กรณีเกาหลีใต้เริ่มจาก data และกรณีไทยเริ่มจาก payment (PromptPay) แต่เมื่อโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการให้บริการบุคคลก้าวหน้าไประดับหนึ่งแล้ว ประเทศส่วนใหญ่จะมีประเด็นพิจารณาทำนองเดียวกัน

กล่าวคือ จะนำโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวมาพัฒนาต่อยอดให้รองรับการทำธุรกรรม online และส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินสำหรับนิติบุคคล เช่น สินเชื่อสำหรับการดำเนินธุรกิจ ได้อย่างไร โดยเฉพาะสำหรับ SMEs ที่อาจไม่สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวได้หากมีภาระต้นทุนที่สูงเกินไป ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาเห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับนิติบุคคลประสบความสำเร็จ ได้แก่ 3 C’s (Collaboration ด้วยใจที่เปิดกว้าง, Connectivity ผ่านการพัฒนา Open API และ Common platform ที่ร่วมกันกำหนด open standards) ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับแนวทาง 3 O’s ของ ธปท. (Open Competition, Open Data และ Open Infrastructure) ได้อย่างลงตัว

สำหรับประเทศไทย ขณะนี้ภาคเอกชนกำลังร่วมกันพัฒนา platform รองรับการพิสูจน์ยืนยันตัวตนและการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของนิติบุคคล โดยเบื้องต้นจะครอบคลุม

  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์
  • e-consent & delegation
  • e-KYC
  • digital signature
  • e-document management

ซึ่งจะให้บริการรองรับทั้งภาคการเงินและภาคธุรกิจอื่น ๆ ต่อไป

4. Responsible Innovation เพื่ออนาคต

ผู้บรรยายหัวข้อ “Responsible Innovation : Creating a Better Future for All” เห็นว่า responsible innovation เป็นเรื่องท้าทาย แต่จำเป็นต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นจริงเพื่ออนาคตดีกว่าของทุกคน โดยนวัตกรรมดังกล่าวต้องคำนึงถึงจริยธรรม ความเท่าเทียมกัน และความยั่งยืน ขณะเดียวกันก็ช่วยส่งเสริมการสร้างผลิตภาพ ความสามารถในการแข่งขัน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งหลายกรณีเป็นความเสี่ยงระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ภัยธรรมชาติ และปัญหาค่าครองชีพ

นอกจากนี้ ผู้บรรยายได้แบ่งปันประสบการณ์ในการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ให้ความสำคัญกับทั้งความพึงพอใจของลูกค้า มิติความยั่งยืน และการช่วยสร้างความเป็นอยู่ที่ดีในสังคมโดยรวม เช่น โครงการ Green Logistics และ Digital Healthcare

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...