เมื่อตัวประกอบทะลุมิติมาเป็นคุณแม่เลี้ยงเดียวยุค80
ข้อมูลเบื้องต้น
เธอคือ ‘หลินเหยาซื่อ’ ที่มีชีวิตอยู่ในปีค.ศ.2023
แต่เพราะอุบัติเหตุรถบัสตกเขาลงไปในแม่น้ำ
ทำให้เธอลืมตาอีกครั้งและพบว่าตัวเองอยู่ในร่าง ‘หลินเหยาซื่อ’ อายุยี่สิบสอง
และยังเป็นคุณแม่ลูกแฝดที่ใช้ชีวิตอยู่ในปี ค.ศ.1980
เหตุการณ์บางอย่างทำให้ 'กั๋วคังเหริน' หายสาบสูญ
เมื่อกลับมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเองมีลูกฝาแฝดวัยสามขวบ
ผู้หญิงที่เขาแต่งงานด้วยจำสามีตัวเองไม่ได้
“คุณต้องการพูดอะไรกันแน่”
“เอ่อ…ก็…ก็…เผื่อคุณอยากจะหย่า…อุ๊บ!”
ยังไม่ทันพูดจบประโยค ริมฝีปากของเขาก็ปิดปากเธอไว้สนิท มือข้างหนึ่งประคองท้ายทอยเธอไว้ไม่ให้หลบหนี
“ห้ามพูดเรื่องหย่าอีก”
เขาทำตาดุใส่แต่สายตามองที่ริมฝีปากหวานที่เพิ่งลิ้มรส
“ระหว่างคุณกับผมจะไม่มีเรื่องนั้นเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”
แนะนำตัวละคร
หลินเหยาซื่อ : อายุ 22 ปี
กั๋วคังเหริน : อายุ 28 ปี
กั๋วจางหย่ง ( กล้าหาญ ) กั๋วจางลี่ / ( งดงาม) ลูกแฝดชายหญิงวัย 3 ขวบ
ป้าฮุ่ยชิว : ป้าแม่บ้านที่อยู่มานาน
………………….
สวัสดีนักอ่านที่สนับสนุนผลงานของ ‘เพลงมีนา’ค่ะ ก่อนอื่นต้องขอบคุณนักอ่านที่น่ารักที่ช่วยอุดหนุนผลงานด้วยนะคะ
จริงๆ เรื่องนี้ตั้งใจเขียนเป็นเรื่องสั้นๆ สองหมื่นคำ อาชีพนักเขียนก็เหมือนอาชีพอื่นๆ หากรายรับไม่สัมพันธ์กับรายจ่าย เราก็ต้องหารายได้เพิ่ม ตัวไรต์เองที่เขียนนิยายได้ช้านอกจากต้องดูแลคนป่วยและแมวเจ็บแมวจรที่มาอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันแล้ว ก็ยังต้องทำงานอื่นเลี้ยงชีพไปด้วย แม้จะขลุกขลักทำงานไม่ได้อย่างที่ต้องการนัก และทำให้นักอ่านต้องรอนาน แต่สัญญาว่าจะไม่ทิ้งงานเขียนและหวังว่านักอ่านจะไม่ทิ้งนักเขียนเหมือนกัน Ha
เมื่อตัวประกอบทะลุมิติมาเป็นคุณแม่เลี้ยงเดียวยุค80 อย่างที่บอกคือตอนแรกจะเขียนเป็นนิยายขนาดสั้นสองหมื่นคำ เรื่องไม่มีปมอะไร แต่พอเขียนๆไป ก็แบบ เอ่อ…พระเอกบทน้อยไปไหม เอ่อ..เพิ่มตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย เลยลากยาวมาถึงเกือบหกหมื่นคำ ใช้เวลาสองเดือนกว่าๆ ถึงจบได้ลง และจากการเพิ่มบทให้พระเอกไปก็เลยทำให้เนื้อเรื่องสวนทางกับชื่อเรื่อง อันนี้ ไรต์ขอโทษจริงๆ แฮ่ๆ หวังว่านักอ่านจะให้อภัยนะคะ
ขอให้รื่นรมย์กับการอ่านและหวังว่าจะติดตามผลงานของเพลงมีนาต่อไปนะคะ
ขอบคุณค่ะ
เพลงมีนา
ปล. แวะไปทักทายน้องแมวในTikTok ของไรต์ได้ค่ะ @plengmena
และช่องนิยายเสียง www.youtube.com/@storyandnovel
e-book มาแล้วค่ะ
ตอนที่1. ลืมตา
ทันทีที่ตัดสินใจลืมตา ภาพแรกที่เห็นคือเด็กน้อยสองคนที่หน้าตาคล้ายกันจนเหมือนพิมพ์เดียวกันนั่งจ้องหน้าด้วยแววตาวิตกกังวล มันไม่ใช่แววตาที่เด็กสามขวบควรมี ทำให้เธอตัดสินใจยื่นมือไปคว้าเอาเด็กสองคนมากอดแล้วหอมแก้มฟอดใหญ่ เสียงหัวเราะคิกคักจึงดังขึ้น
“แม่ตื่นแล้ว” หญิงสาวบอกกับเด็กน้อยที่ตอนนี้ปีนขึ้นเตียงเธอเรียบร้อยแล้ว “ทำไมลูกๆ ตื่นเช้ากันจัง หรือว่าหิวกันแล้ว”
“หม่ำๆ”
“ขอโทษนะ แม่ตื่นสายเอง” เธอจุ๊บแก้มนุ่มๆ ของเด็กๆ ไม่กี่นาทีต่อมา แม่บ้านวัยห้าสิบก็โผล่หน้าเข้ามาด้วยสีหน้าสำนึกผิด
“ขอโทษค่ะคุณผู้หญิง ป้าเตรียมอาหารเช้าอยู่ไม่คิดว่าคุณหนูจะตื่นแล้วมากวนคุณผู้หญิง”
“ช่างเถอะ” หญิงสาวโบกมือไปมาแล้วบอกกับเด็กฝาแฝดชายหญิงทั้งสอง “ขอแม่ล้างหน้าแปรงฟันก่อน ไปรอแม่ข้างนอกก่อนนะคะ”
เด็กน้อยทั้งสองพยักหน้ารับแล้วกระโดดลงจากเตียงเดินไปพร้อมกับคุณป้าแม่บ้าน หลังจากบานประตูห้องปิดสนิทแล้ว หญิงสาวก็ถอนหายใจออกมา พลางหันไปมองตัวเองในจากกระจกโต๊ะเครื่องแป้งที่อยู่ใกล้เตียงนอน
นี่คือใบหน้าของผู้หญิงที่ชื่อ หลินเหยาซื่อ เจ้าของใบหน้างดงามอ่อนหวาน แม้จะอายุเพียงยี่สิบสองแต่ก็มีลูกแฝดชายหญิงแสนน่ารักชื่อ กั๋วจางลี่และกั๋วจางหย่ง ทั้งสองใช้แซ่กั๋วตามบิดาก็คือกั๋วคังเหรินที่หายสาปสูญไปตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้อง
หลินเหยาซื่อได้แต่ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงนี้ได้เลย เธอคือ ‘หลินเหยาซื่อ’ ที่มีชีวิตอยู่ในปีค.ศ.2023 แต่เพราะอุบัติเหตุรถบัสตกเขาทำให้เธอลืมตาอีกครั้งและพบว่าตัวเองอยู่ในร่าง ‘หลินเหยาซื่อ’ อายุยี่สิบสอง คุณแม่ลูกแฝดที่ใช้ชีวิตอยู่ในปี ค.ศ.1980
ครั้งแรกที่เธอลืมตาขึ้นคือเมื่อเจ็ดวันที่แล้ว หลินเหยาซื่อไม่มีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเลยสักนิด เธอรู้เพียงแค่ว่า ร่างกายนี้อ่อนแอจนน่าเวทนา ตรอมใจกับการหายไปของสามีจนร่างกายทรุดโทรมลงทุกวัน สุดท้ายก็เป็นลมหมดสติไปถึงเจ็ดวัน การหลับไปยาวนานของเจ้าของร่างเป็นสาเหตุให้เด็กแฝดทั้งจะมองแม่ด้วยแววตาหวั่นวิตก ด้วยกลัวว่าแม่จะหลับไปยาวนานไม่ตื่นขึ้นมาอีก หลินเหยาซื่อต้องตั้งสติอยู่เป็นวันๆ เธอยังคิดว่าตัวเองคงแค่ฝันไป หากตื่นมาอีกครั้งคงกลับไปสู่ร่างของตนเอง แต่ลืมตากี่ครั้ง เธอก็ยังอยู่ในร่างนี้และสิ่งแวดล้อมในยุค 80
แม้จะไม่มีความทรงจำของเจ้าของร่างนี้ แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่หลินเหยาซื่อที่เป็นเล่นเป็นตัวประกอบในซีรีย์และภาพยนตร์มาหลายสิบเรื่อง เธอมีทักษะการแสดงอยู่ไม่น้อย อาศัยเหตุที่ตัวเองหลับไปนานทำให้ความทรงจำหายไป บ้านหลังใหญ่มีแม่บ้านชื่อฮุ่ยชิวคอยดูแลอยู่เพียงลำพัง ฮุ่ยชิวเล่าทั้งน้ำตาหลังจากที่รู้ว่าคุณผู้หญิงของบ้านความจำเสื่อม จำไม่ได้แม้กระทั่งลูกฝาแฝดชายหญิง ฮุ่ยชิวทั้งสงสารและเวทนาหลินเหยาซื่อจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดทำให้เธอพอจับต้นสายปลายเหตุได้บ้าง
หญิงสาวธุระส่วนตัวเสร็จก็สำรวจตัวเองที่ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดกระโปรงยาวคลุมเข่าสีเรียบ ดูเหมือนเจ้าของร่างจะชอบแบบนี้ แต่เท่าที่เธอจำได้ในปี1980 เข้าสู่ยุคปฏิรูปและเปิดประเทศ รูปแบบเสื้อผ้าได้เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกรอบ โดยสีสันใหม่ๆ ของชุดล้วนมาจากอิทธิพลชาติตะวันตก ซึ่งได้รับการยอมรับกว้างขวาง แต่ในตู้เสื้อผ้าของหลินเหยาซื่อยังคงเป็นชุดฉีผาวและเสื้อผ้าสีเรียบแทบไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม หลังจากหลินเหยาซื่อตัดใจได้แล้วว่า ตัวเองคงไม่ได้กลับไปโลกปัจจุบัน เธอจึงตั้งสติและคิดทบทวนว่าจะใช้ชีวิตในโลกอดีตนี้อย่างไร ซึ่งวันนี้เธอตั้งใจจะตรวจบัญชีและเช็กการเงินที่ดูท่าทางจะง่อนแง่นเต็มที ป้าฮุ่ยชิวเล่าว่าแต่ก่อนบ้านหลังนี้มีคนรับใช้อยู่หลายคน แต่หลังจากนายท่านใหญ่ตายจากและคุณผู้ชายหายสาบสูญ การเงินที่มีปัญหา คุณผู้หญิงไม่สามารถจ้างทุกคนไว้ได้เหมือนก่อนจึงทยอยให้สมัครใจลาออกไปที่ละคนสองคน จนตอนนี้เหลือเพียงป้าฮุ่ยชิวที่ไร้ญาติขาดมิตรไม่มีที่ให้ไป อยู่รับใช้หลินเหยาซื่อเช่นที่เคยเป็นมา
‘คุณผู้ชายหายสาบสูญ’
ข้อมูลที่ได้รับมาทำให้หลินเหยาซื่ออึ้งไป ตื่นมาเจอลูกแฝดวัยสามขวบ เจอปัญหาการเงิน ซ้ำยังมาเจอปัญหาสามีหายตัวไปอีก เธอได้แต่สงสารชีวิตอาภัพของ ‘หลินเหยาซื่อ’ ในปี 1980 นี้เหลือเกิน แต่เพราะดวงตากลมโตสองคู่ที่จ้องมองนั้นแหละ ทำให้เธอรู้ว่า ไม่ว่าโชคชะตาจะเล่นตลกอะไรอยู่ ส่งเธอซึ่งใช้ชีวิตในปี2023กระโดดมาอยู่ในปี1980นี้ เธอรู้แค่ว่า จะใช้ชีวิตต่อไปและดูแลเจ้าเด็กแฝดนี้ให้ดีที่สุดเช่นกัน
เรื่องดีๆ เรื่องเดียวที่หลินเหยาซื่อพอนึกออกคือเจ้าของร่างนี้ แม้จะเป็นคุณแม่ลูกแฝดแต่รูปร่างยังอรชรและใบหน้าอ่อนหวานราวเด็กสาวอายุไม่ถึงยี่สิบ เธออดคิดไม่ได้ว่าถ้าใบหน้าและรูปร่างนี้เป็นของเธอในปี2023 เธอคงได้เป็นดารานักแสดงสมใจไม่ใช่แค่ตัวประกอบ หญิงสาวยิ้มขำให้ตัวเองในกระจกเงาตรงหน้า จัดแต่งผมหน้าม้าของตัวเองอีกเล็กน้อยแล้วเดินลงมาจากชั้นสองไปที่ห้องครัว ระหว่างทางก็อดกวาดตามองบ้านที่เพิ่งมาอาศัยได้ไม่กี่วันแต่เจ้าของร่างนี้อยู่มาตั้งแต่เกิด
ถ้า…ถ้าถึงคราวจำเป็น…ก็คงต้องขายบ้านหลังนี้
หลินเหยาซื่อดูสมุดบัญชีที่เจ้าของร่างเดิมทำไว้ซึ่งจดรายรับรายจ่ายอย่างละเอียด ทำให้รู้ว่าแต่ละเดือนแทบไม่พอใช้ หลินเหยาซื่อในปี1980 เป็นคุณหนูบอบบาง มารดาเสียไปตั้งแต่อายุเพียงแค่สิบขวบ บิดาไม่ได้แต่งงานใหม่ ทุ่มเทแรงกายและใจเลี้ยงดูลูกสาวอย่างดี หลินเหยาซื่อใช้ชีวิตแบบคุณหนูผู้ร่ำรวยสุขสบายจนวันที่เธออายุ 17 ก็มารู้ว่าบิดาป่วยด้วยโรคหัวใจ และเผื่อให้ตัวเองสบายใจจึงอยากเห็นลูกสาวคนเดียวได้แต่งงานกับผู้ชายที่ดีที่จะดูแลหลินเหยาซื่อได้ ชายคนนั้นคือ กั๋วคังเหริน ที่บิดาของเธอส่งเสริมอย่างออกหน้าออกตา ให้ทุนการศึกษาส่งไปเรียนที่อังกฤษหลายปีหวังให้กลับมาเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการดูแลกิจการของสกุลหลิน ในปีที่หลินเหยาซื่ออายุ18 ได้แต่งงานกับกั๋วคังเหริน แต่การแต่งงานนี้มีเงื่อนไขคือกั๋วคังเหรินต้องมาอยู่บ้านสกุลหลิน
ภายนอกเขาคือสามีที่ใส่ใจภรรยา แต่เรื่องในบ้านไม่มีใครรู้ และยิ่งทุกอย่างกลายเป็นความดำมืดที่ไม่มีใครล่วงรู้ก็คือ วันหนึ่งฮุ่ยชิวรับโทรศัพท์จากตำรวจซึ่งแจ้งว่าพบรถยนต์ของคุณกั๋วคังเหรินตกเขา สภาพรถพังเสียหาย ในที่เกิดเหตุพบศพหญิงสาวที่มาทราบภายหลังว่าเป็นนักร้องไนท์คลับแห่งหนึ่ง แต่ไม่พบร่างของกั๋วคังเหริน ไม่มีใครรู้ความสัมพันธ์ของกั๋วคังเหรินกับผู้หญิงคนนั้น แต่แน่นอนว่าข่าวที่ออกไปไม่ดีนัก ในปีนั้นเองที่หลินเหยาซื่อตั้งครรภ์อ่อนๆ เธอเองก็ไม่รู้ว่ากั๋วคังเหรินรู้หรือไม่ว่าภรรยาสาวตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว
หญิงสาวเดินเข้าในห้องครัว เด็กชายหญิงหน้าตาละม้ายคล้ายกันหันมามองแล้วสิ่งยิ้มกว้าง เด็กทั้งสองนั่งแกว่งเท้าไปมาบนเก้าอี้เด็ก หลินเหยาซื่อส่งยิ้มกว้าง เดินไปคว้าผ้ากันเปื้อนมาคาดเอวอย่างรวดเร็วและเตรียมลงมือป้อนอาหารเช้าให้เด็กทั้งสอง
“คุณผู้หญิงค่ะ ไก่ที่สั่งไว้มาส่งแล้วนะคะ”
“ไก่มาแล้วหรือ?” เธอหันไปมองนาฬิกา “มาแต่เช้าเลยรึ? หรือว่าฉันตื่นสาย”
ป้าฮุ่ยชิวแอบค้อนเข้าให้ “คุณผู้หญิงไม่น่าให้เงินไปก่อนเลยเจ้าค่ะ คราวหน้าคราวหลังได้ของแล้วค่อยให้เงินนะเจ้าค่ะ”
“แค่ไก่ไม่กี่ตัว เขาคงไม่โกงเราหรอก” หลินเหยาซื่อหัวเราะแล้วป้อนโจ๊กให้ลูกๆ
“ไก่” เด็กๆ ออกเสียงตามผู้เป็นมารดา
“ไก่” เธอออกเสียงชัดๆให้เด็กๆพูดตาม “บ้านเรามีไก่ก็จะมีไข่กินทุกวันแล้วนะ”
“คุณผู้หญิง…”
“ป้าค่ะ” หลินเหยาซื่อส่งยิ้มให้ “ถ้าเราไม่อยากขายบ้านนี้ก็ต้องหาทางลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ดินหลังบ้านยังว่าง เราทำแปลงผักกันนะคะ”
“ขายบ้าน?” เด็กแฝดพูดตามมารดาทั้งที่ไม่เข้าใจความหมายนัก หลินเหยาซื่อหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดที่มุมปากของเด็กๆ แล้วพูด
“จางลี่ จางหย่ง ชอบบ้านหลังนี้ไหมจ๊ะ”
เด็กแฝดหันมามองหน้ากันก่อนพยักหน้าหงึกหงัก
“ชอบก็ดีแล้ว แม่ก็ชอบบ้านหลังนี้เหมือนกัน” เธอยิ้มแล้วป้อนข้าวให้เด็กๆต่อ
ขอให้การ ‘ขายบ้าน’ เป็นทางเลือกสุดท้ายของเธอก็แล้วกัน ถึงจะมาอยู่ร่างนี้ไม่นาน แต่เธอก็ชอบบ้านหลังนี้เหมือนกัน
ตอนที่2. ไม่ง่ายเลยนะ
“บ้านหลังนั้นสวยจัง”
“ตึกสไตล์ยุโรป แสดงว่าเจ้าของบ้านต้องมีฐานะดีแน่ๆ”
“แต่แค่สองชั้นเองนะ”
“ดูสภาพสิน่าจะเกินห้าสิบปีแน่ๆ”
“นี่ๆ คุยกันพอหรือยัง ได้เวลาเข้าฉากแล้ว” เสียงหนึ่งดังเตือนบรรดาตัวประกอบให้เข้าฉาก “เหยาซื่อ เธอนะจำไว้ว่าเป็นแค่ตัวประกอบ ไม่ต้องทำตัวเด่นเกินหน้านักแสดงหรอกนะ”
“ค่ะ”
หลินเหยาซื่อยิ้มทะเล้นพลางก้มศีรษะเป็นเชิงขอโทษ เพื่อนร่วมป้องปากหัวเราะอย่างรู้ดีว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่ได้ใส่ใจกับเสียงหัวเราะนี้นัก
“จากตัวประกอบเดินไปเดินมาจนได้เป็นตัวประกอบที่มีบทพูด กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ง่ายเลยนะ” เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างชื่นชม
“ฉันนับถือเลย”
หลินเหยาซื่อแค่พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มแล้วเตรียมตัวไปเข้าฉาก แม้จะเป็นแค่ ‘ตัวประกอบ’ แต่เธอก็เคยเรียนการแสดงมาก่อน ยืดอกรับเลยล่ะ เธออยากเป็นดารา อยากเป็นนักแสดงที่เจิดจรัสเป็นที่รู้จัก แม้เป็นความฝันที่คนอื่นพากันหัวเราะเยาะว่าหญิงสาวที่เติบโตในสถานสงเคราะห์อย่างเธอจะใฝ่สูง ตั้งแต่จำความได้ เธอก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นั้น แม่บุญธรรมบอกว่า เธอถูกนำมาวางไว้ที่ประตูซึ่งก็เหมือนเด็กหลายๆ คนที่พ่อหรือแม่ไม่กล้านำมามอบให้ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ เด็กๆ ในสถานสงเคราะห์ต่างคาดหวังว่าจะมีครอบครัวใจดีมารับไปอยู่ด้วย เธอเองก็เช่นกัน เธอพยายามอย่างที่สุด ตั้งใจเรียน ฝึกเขียนอักษร วาดภาพ เล่นดนตรี แต่สุดท้าย…ไม่มีใครเลือกเธอเลย แม้ว่าเธอจะอยู่มานานแค่ไหนก็ตาม เธออยากเป็นดารา อยากเป็นคนที่มีแต่คนรุ่มล้อม ไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวและผิดหวังครั้งแล้วครั้งแล้ว เธอทำงานพิเศษ เก็บเงินไปเรียนการแสดง แต่เมื่อไปสมัครเป็นนักแสดงก็ได้เพียงบทเล็กๆ น้อยๆ เดินผ่านกล้องไปมา แต่ความมุ่งมั่นของเธอทำให้เริ่มได้รับแสดงที่มีบทพูด แม้จะเล็กน้อย แต่ก็ได้เห็นหน้าตัวเองตั้งหลายวินาที
แต่ยังไม่ทันได้เป็นดารา เธอก็ประสบอุบัติเหตุรถทัวร์ตกเขาแล้วโผล่มาในปี 1980 นี้แล้ว
หลินเหยาซื่อที่เริ่มปรับตัวกับชีวิตใหม่ได้แล้วสะบัดศีรษะไปมา เรื่องที่ผ่านมาแล้วก็ช่างมันเถิด ตอนนี้คือต้องใช้ชีวิตที่นี่ต่อไป โดยเฉพาะตอนนี้เธอมีลูกแฝดวัยสามขวบต้องเลี้ยงดู มือเรียวหยิบกรอบรูปที่มีรูปชายหญิงคู่หนึ่ง ผู้หญิงในภาพคือ ‘หลินเหยาซื่อ’ ส่วนผู้ชายในภาพน่าจะเป็น…
“พ่อ!”
เด็กสองคนส่งเสียงพร้อมกัน ยื่นมือมาหมายจะจับกรอบรูป หลินเหยาซื่อย่อตัวลงนั่งบนส้นเท้าทำให้เด็กๆ ได้จับรูปได้ถนัดมือ
“แม่!”
“อื้ม ถูกต้อง นี่แม่ แล้วนี่ก็พ่อ” หลินเหยาซื่อเอ่ยชมเด็กฝาแฝดทั้งสองคน ป้าฮุ่ยชิวเห็นว่าเธอจำอะไรไม่ค่อยได้จึงเล่าเรื่องราวความหลังช่วยฟื้นความทรงจำให้ หลินเหยาซื่อเองก็ยอมรับว่า บางครั้งจะมีภาพบางภาพปรากฏแวบๆ ขึ้นมาในหัว เดาเอาว่าเป็นความทรงจำของเจ้าของร่างนี้
เลี้ยงเด็กสามขวบสองคนไม่ใช่เรื่องยากสำหรับหลินเหยาซื่อ การที่เธอเติบโตในสถานสงเคราะห์เด็กทำให้ต้องช่วยดูแลเด็กคนอื่น เจ้าหน้าที่มีไม่พอ เธอต้องช่วยตั้งแต่อาบน้ำเปลี่ยนผ้าอ้อมป้อนนมป้อนอาหารตลอดจนเข้าครัวเพื่อช่วยแม่ครัวปรุงอาหาร งานทุกอย่างล้วนผ่านมือเธอมาแล้วทั้งสิ้น เมื่อได้มาอยู่ในร่างนี้เธอต้องเลี้ยงจางลี่-จางหย่ง ก็ไม่ทำให้ลำบากใจอันใด เพียงแค่ เธอไม่มีความรู้สึกหรือความทรงจำยามอุ้มท้องและคลอดลูก เธอจึงรู้สึกเพียงว่าตนเองเป็นคนเลี้ยงเด็กมากกว่าเป็นแม่จริงๆ แต่ไม่เป็นไร นานวันเข้า เธอคงสัมผัสความเป็นแม่ได้เอง
“พ่อก็หล่อเหมือนกันนะเนี้ย”
เหยาซินอดพูดไม่ได้ ในบ้านมีรูปกั๋วคังเหรินอยู่หลายภาพ ในห้องนอนของเธอก็มีอัลบั้มภาพที่มีรูปของกั๋วคังเหรินอยู่มาก ‘หลินเหยาซื่อ’ คงหลงรัก ‘กั๋วคังเหริน’ มากทีเดียว แต่น่าจะเป็นรักอยู่ฝ่ายเดียว เพราะนอกจากรูปแต่งงานสองสามรูปแล้ว ไม่มีรูปคู่อื่นเลย รวมทั้งแทบไม่เห็นรอยยิ้มจากผู้ชายในภาพ เพราะแบบนี้หรือเปล่า ในที่เกิดเหตุจึงพบร่างนักร้องสาวจากไนต์คลับคนหนึ่ง เขาอาจมีผู้หญิงที่ตัวเองเลี้ยงดูไว้ หรือบางที เขาอาจใช้สถานการณ์นี้ ไปใช้ชีวิตกับผู้หญิงคนอื่นก็ได้ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เขาก็น่าจะกลับมาหย่ากับ ‘หลินเหยาซื่อ’ ให้เรียบร้อยก่อนสิ หรือว่า ‘หลินเหยาซื่อ’ ไม่ยอมหย่า เขาจึงใช้วิธีหายตัวไปอย่างนี้ แต่เขาคงไม่ได้ ‘ตาย’ หรอกนะ ไม่พบศพก็ยังไม่ถือว่าเป็นคนตายนี่
“คุณนายค่ะ ให้คนยกจักรเย็บผ้าออกมาให้แล้วค่ะ”
“ขอบใจจ๊ะ”
หลินเหยาซื่อตื่นจากภวังค์ เธอไม่มีเวลามาสนใจผู้ชายที่หายไปคนนั้น หญิงสาวลุกขึ้นยืนแล้วจูงมือเด็กทั้งสองคนไปที่ห้องนั่งเล่น บ้านหลังนี้กว้างขวางดี ด้านหลังที่เคยเป็นสวนดอกไม้ เธอก็จ้างคนมาทำเสียใหม่ มีเล้าไก่เล็กๆ และทำแปลงผัก ป้าฮุ่ยชิวเล่าว่าแต่ก่อนบ้านนี้ก็มีคนรับใช้มากมาย เรื่องคนสวนแทบไม่มีปัญหาเลย แต่หลังจากนายท่านใหญ่เสียชีวิตและคุณผู้ชายหายตัวไป การเงินในบ้านขัดสน จำต้องให้คนรับใช้ทยอยออกกันไป แต่เมื่อต้องการใช้งาน หลินเหยาซื่อจะจ้างเป็นรายวัน ป้าฮุ่ยชิวไปตามคนสวนเก่ามาช่วยทำแปลงผักให้คุณนาย ใช้เวลาแค่สองวันก็ได้ตามที่เหยาซื่อต้องการ
“คุณนายไม่เสียดายหรือเจ้าคะ” ป้าฮุ่ยชิวอดถามไม่ได้
“มีอะไรให้เสียดายกันเล่า” เหยาซื่อหัวเราะเสียงใสขณะจูงมือเด็กฝาแฝดไปดูเล้าไก่ แม่ไก่สามตัวและพ่อไก่หนึ่งตัว อีกไม่นานก็จะเก็บไข่กินได้
“ปล่อยไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์มันน่าเสียดายมากกว่า”
ป้าฮุ่ยชิวเป็นคนเก่าคนแก่ ซ้ำยังไม่รู้หนังสือ ชีวิตเหลือตัวคนเดียว เมื่อหลินเหยาซื่อสั่งให้ทำอะไร นางก็ลงมือทำทันทีแม้จะมีคำถามในใจอยู่บ้างก็ตาม จักรเย็บผ้าที่ถูกเช็ดคราบฝุ่นออกจนสะอาดเหมือนใหม่ คนงานที่จ้างให้มาช่วยยกจักรไม่เพียงแค่เช็ดทำความสะอาดยังหยอดน้ำมันจักรเช็กสภาพให้ด้วย
“คุณนายจะเอามาทำอะไรเจ้าคะ” ป้าฮุ่ยชิวใช้จักรเย็บผ้าไม่เป็น แต่ถนัดเย็บผ้าด้วยมือมากกว่า จำได้ว่านายท่านใหญ่ซื้อให้คุณผู้หญิงที่ตอนนั้นอายุแค่สิบสี่สิบห้า แต่เห็นใช้ไม่กี่ครั้งก็ให้คนมายกไปเก็บในห้องเก็บของ ก็ไม่น่าแปลกนักหรอก คนมีเงินนี่ จะมานั่งเย็บผ้าเองทำไมกัน
“จักรเย็บผ้าก็ต้องเย็บผ้าสิ” หลินเหยาซื่อหัวเราะเสียงแล้วยกมือลูบจักรยี่ห้อซิงเกอร์สีดำไปมา “เสื้อผ้าของจางลี่จางหย่งเก่าแล้ว จะเย็บชุดใหม่ให้แล้วก็เสื้อผ้าของเหยาซื่อ เอ่อ…ของฉัน ไม่มีกางเกงที่เหมาะกับใส่ทำงานเลย จะไปซื้อก็ต้องใช้เงิน ฉันเห็นในบ้านเรายังมีผ้าเก็บไว้หลายพับ เอาออกมาใช้ดีกว่าปล่อยให้มันโดนปลวกแทะเอา”
“คุณนายจะเย็บเสื้อผ้าเอง…” ป้าฮุ่ยชิวแทบไม่อยากเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อ ได้ยินว่าเงินปันผลอะไรสักอย่างของคุณนายได้ลดลง เงินเหล่านั้นต้องเก็บไว้ซื้อแป้งและข้าวสาร คิดได้ดังนั้นแล้วนางก็อดเห็นใจหลินเหยาซื่อไม่ได้ หากคุณผู้ชายยังอยู่ คุณนายคงไม่ต้องลำบากขนาดนี้
แต่เหยาซื่อไม่ได้คิดแบบเดียวกับฮุ่ยชิว เธอแค่อยากประหยัดเงิน เรื่องเย็บเสื้อผ้าก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร เมื่อครั้งที่อยู่สถานสงเคราะห์เธอก็ตัดเย็บเสื้อผ้าให้ตัวเองและคนอื่นๆอยู่บ่อยๆ เรื่องพวกนี้จึงเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น และหลายวันก่อนหลังจากฟื้นมาและตั้งสติได้ เธอเดินสำรวจบ้านก็พบในห้องเก็บของมีผ้าไหมและผ้าฝ้ายเก็บไว้หลายพับ ในเมื่อเก็บไว้ไม่ได้ใช้อะไร มิสู้เธอเอามาทำประโยชน์ไม่ดีกว่าหรือ
“ป้าฮุ่ยชิวเก็บหนังสือพิมพ์เก่าๆไว้อยู่ใช่ไหม เอามาให้ฉันหน่อยนะ” เธอหันไปสั่งพร้อมรอยยิ้มแล้วมองเด็กสองคนที่ดูจะตื่นเต้นกับจักรเย็บผ้าไม่น้อย เศษผ้าที่เหลือเธอยังทำประโยชน์ได้หลายอย่าง ความคิดหนึ่งแวบขึ้นมาในสมอง หญิงสาวยิ้มกริ่ม คนอย่าง ‘หลินเหยาซื่อ’ ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ หรอกนะ คุณโชคชะตา!
ตอนที่ 3. สวนสนุก
อากาศในเดือนมีนาคมนับว่าเย็นสบายดียิ่ง เหมาะกับการพาเด็กๆออกไปเดินเล่นนอกบ้าน หลินเหยาซื่อจับตัวเด็กแฝดมาแต่งตัวด้วยชุดที่เธอตัดเย็บด้วยตัวเอง ทั้งสามใส่เสื้อผ้าลายเดียวกันเป็นเซ็ตแม่-ลูกฝาแฝดสุดน่ารัก ป้าฮุ่ยชิวถึงกับอุทานออกมา นางรู้อยู่แล้วคุณนายเป็นคนสวยและงามสง่ารวมทั้งลูกชายหญิงฝาแฝด แต่ปกติแต่งกายเรียบง่าย ทว่าวันนี้ใส่เสื้อผ้าแปลกตา สีสันสดใส ราวกับบ้านที่เคยอึมครึมด้วยความเศร้าถูกละลายไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กๆ
“ป้าไม่คิดว่าคุณนายจะตัดเย็บเสื้อผ้าออกมาได้สวยขนาดนี้ใช่ไหม”
หลินเหยาซื่อหัวเราะเสียงใส
“อุ้ย!ป้าไม่ได้…”
“ช่างเถอะ” มือเรียวหยิบหมวกมาสวมให้เด็กทั้งสอง “ฉันเห็นลังเก็บผ้ากับเศษผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยเลยเอามาต่อกัน ต่อไปต่อมาได้ผ้าผืนใหญ่เลยทำชุดได้ทั้งสามคนแบบนี้ เอาไว้คราวหน้าฉันทำให้ป้าด้วยนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะคุณนาย”
“ได้ยังไง เราผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน ป้าไม่ได้เป็นแค่แม่บ้านแต่เป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่ของฉันด้วย”
“คุณนาย”
“วันนี้ไปเที่ยวกัน” เธอรีบพูดขึ้นก่อนที่ป้าฮุ่ยชิวจะน้ำตาร่วง “พาเด็กๆไปเที่ยวสวนสนุกใกล้ๆนี่กันนะ”
“ไปเที่ยว…”
ตั้งแต่คุณผู้ชายหายไป คุณนายไม่เคยไปเที่ยวที่ใดเลย แต่ละวันก็ทุ่มเทกับการดูแลลูกทั้งสองกับติดตามข่าวคราวของคุณผู้ชาย หรือบางทีคุณนายอาจทำใจได้แล้ว
หลินเหยาซื่อไม่รู้ความคิดของป้าฮุ่ยชิว หญิงสาวมองเด็กสองคนแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เด็กวัยสามขวบอยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็นและมีจินตนาการ เริ่มสำรวจสิ่งต่างๆ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และเป็นช่วงที่จะได้ยินคำว่า 'ทำไม' จากปากของเด็กๆ หลังจากที่ทำใจได้แล้วว่าตัวเองจะต้องอยู่ในร่าง ‘หลินเหยาซื่อ’ และรับมอบการดูแลเด็กฝาแฝดทั้งสองในฐานะ ‘แม่’ เธอก็ตั้งใจว่าจะดูแลเด็กทั้งสองให้ดีที่สุด เธอไม่มีประสบการณ์การเป็นแม่คน แต่ช่วงเวลาที่เติบโตมาจากบ้านเด็กกำพร้าทำให้เธอรู้ว่าต้องดูแลเด็กเล็กๆ อย่างไร คนที่ไม่มีใครต้องการอย่างเธอ ทำได้แค่ดูแลคนอื่นๆ ยืนมองแต่ละคนมีคนมารับไปอยู่ในครอบครัวใหม่ แต่เติบโตอย่างโดดเดียวจนเรียนจบมัธยมปลาย เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้จึงย้ายออกมา แม้จะมีเงินสนับสนุนจากบ้านเด็กกำพร้ามาเป็นค่าเทอม แต่เธอก็ทำงานหาเลี้ยงตัวเองมาตลอด
เรื่องดีอีกเรื่องที่ทำให้หลินเหยาซื่อพอใจกับร่างนี้ก็คือใบหน้าที่งดงามและรูปร่างอรชรทั้งที่คลอดลูกแล้วแต่ยังหุ่นดีอยู่ หากเธอในปี2023 ได้ครอบครอบความงามเช่นนี้ การได้เป็นดาราคงไม่ใช่แค่ความฝัน บางครั้งเธอก็คิดว่าจะไปสมัครเป็นนักแสดงดีหรือไม่ อายุแค่ยี่สิบสองยังไม่แก่เกินไปสำหรับการเข้าวงการบันเทิง แต่เสียดายที่เจ้าของร่างมีลูกแล้ว ในยุคนี้ไม่มีใครเปิดเผยเรื่องส่วนตัว ถ้าแต่งงานมีลูกแล้วความนิยมจะลดลงทันที จำได้ว่าดาราดังหลายคนแม้แต่งงานมีลูกแล้วแต่ต้องปิดบังสุดชีวิต เธอมองหน้าเด็กฝาแฝดแล้วก็ทำใจไม่ได้ เด็กในวัยนี้กำลังสร้างความทรงจำระหว่างแม่ลูก ไม่มีพ่อก็แล้วไปเถอะ อย่าให้มีแม่แล้วเรียกแม่ไม่ได้เลย เธอรู้ดีว่าการเป็นเด็กกำพร้าเจ็บปวดเพียงใด นั้นคือเหตุผลที่ยอมทิ้งความฝันเพื่อเล่นบทบาทที่ยิ่งใหญ่ นั้นก็คือเป็นแม่ของเด็กแฝดทั้งสองคนนี้
“ของป้าฮุ่ยซิวก็มีนะ” หลินเหยาซื่อหยิบหมวกทรงฟักทองส่งให้ “เอาไว้คราวหน้าจะเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ให้นะคะ”
“ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ”
“ลำบากอะไรกันค่ะ” หญิงสาวหัวเราะร่า “เราเป็นครอบครัวเดียวกันนี่น่า วันนี้ไปเที่ยวกันค่ะ”
ป้าฮุ่ยซิวยกไม้ยกมือปฏิเสธแต่ถูกเด็กแฝดชายหญิงวิ่งเข้าไปเกาะขาส่งสายตาอ้อนวอน เด็กสองคนแทบไม่ได้ออกไปไหน นานทีจะมีโอกาสได้ไปเที่ยวเล่นนอกบ้าน หากคุณนายไปคนเดียวก็เกรงว่าจะดูแลเด็กสองคนไม่ไหว นางจึงตัดสินใจพยักหน้ารับ
“ป้าปิดบ้านสักประเดี๋ยวนะคะ”
“ค่ะ”
ที่โรงรถมีรถเก๋งอยู่หนึ่งคัน แต่ฝุ่นจับเขรอะไปหมด เรื่องขับรถ เธอขับเป็นอยู่แล้วเพราะตอนสถานสงเคราะห์ก็ได้หัดขับรถ เวลามีกิจกรรมเธอก็ขับรถตู้พาเด็กๆไปพิพิธภัณฑ์หรือไปสวนสัตว์ เท่าที่เธอพอจะรู้ ‘หลินเหยาซื่อ’ในปี1980 เรียนจบมัธยมปลายและไม่ได้เรียนต่อ ทั้งที่บ้านมีฐานะดี แต่เดาว่าเจ้าของร่างนี้สุขภาพไม่แข็งแรงนัก ป้าฮุ่ยซิวเองยังเคยพูดว่า แค่คลอดลูกแฝดได้อย่างปลอดภัยก็นับว่าเธอยังมีบุญอยู่มากแล้ว คงเพราะแบบนี้ถึงรีบแต่งงานตั้งแต่อายุสิบแปด พ่อคงสบายใจที่ลูกสาวมีคนดีๆ ดูแล แต่ไม่คิดว่าหลังบิดาตายจากไปไม่กี่เดือน สามีของเธอก็หายสาบสูญไปอีกคน คนสวยชะตาอาภัยจริงๆ ที่เธอมีแรงใจอยู่มาได้ก็เพราะในท้องมีชีวิตน้อยๆอยู่
ตอนนี้เธอได้รับปันผลกำไรจากบ้านใหญ่เดือนละหนึ่งหมื่นหยวน ตอนนี้อาจจะพอใช้ แต่ถ้าเด็กๆ เข้าโรงเรียน ก็ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น แถมยังต้องคูณสองด้วย ทีแรกเธอก็คิดขายบ้าน แต่ป้าฮุ่ยซิวเล่าทั้งน้ำตาว่าบ้านหลังนี้เป็นมาอย่างไร จะว่าไปเธอก็เสียดายเหมือนกัน ยังไงเธอต้องมีหนทางหาเงินได้อยู่สิน่า
ป้าฮุ่ยซิวเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ และปิดบ้านเรียบร้อย มือเหี่ยวย่นยกขึ้นแตะทรงผมแก้เขิน เด็กๆหัวเราะชอบใจ หลินเหยาซื่อเดินไปเรียกรถแท็กซี่หน้าบ้าน เอาไว้เธอลองเช็กรถยนต์ที่บ้านก่อนแล้วจะลองเอาออกมาขับดู ทั้งหมดเดินทางด้วยรถแท็กซี่ใช้เวลาราวๆ สี่สิบนาทีก็ถึงที่หมาย
“ยังจำที่เราตกลงกันได้ใช่ไหมจ๊ะ” หลินเหยาซื่อพูดกับเด็กฝาแฝดที่ทำหน้าตาตื่นเต้น ทั้งสองพยักหน้าหงึกหงัก เธอลอบถอนหายใจแต่ก็ฝืนยิ้มออกมา “เมื่อคืนแม่สอนให้พูดว่าอะไรนะ”
เด็กสองคนเม้มปากแล้วมองหน้ากันก่อนค่อยพูดออกมา
“ต้องจับมือแม่กับป้าฮุ่ยซิวไว้ตลอดเวลา” จางหย่งพูดขึ้นก่อน
“ห้ามไปกับคนแปลกหน้า” จางลี่พูดขึ้นบ้าง
“ถ้าผลัดหลงกันให้อยู่กับที่ แม่จะมาหาเอง” เธอยิ้มแล้วหันไปหยิบของในกระเป๋าสะพายออกมา เป็นบัตรป้ายชื่อที่เมื่อคืนทำไว้แล้วคล้องคอให้เด็กทั้งสอง “ป้ายชื่อมีชื่อของลูกกับที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์รวมทั้งชื่อของแม่ “
“เข้าใจแล้วค่ะ/ครับ”
เด็กๆ อายุสามขวบแล้ว แต่ยังพูดไม่ค่อยเป็นประโยคเท่าไหร่ เธอกลัวเรื่องพัฒนาการช้าจึงพยายามหาทางให้พวกเขาพูดเป็นประโยคมากขึ้น แต่ก่อนชอบเอาแต่พยักหน้ากับส่ายหน้า ตอนนี้เริ่มพูดเป็นประโยคแล้ว ทั้งหมดเดินไปซื้อตั๋วเข้าสวนสนุก เห็นเครื่องเล่นแล้วก็นึกอยากเป็นเด็กเสียเอง ตัวเองในวัยเด็กก็ไม่เคยได้ไปสวนสนุกบ่อยนัก แทบจำไม่ได้ว่าเคยไปหรือไม่ ที่นี่เป็นสวนสนุกขนาดเล็ก แต่ในวันหยุดกลับมีผู้คนมาค่อนข้างหนาตา หลินเหยาซื่อซื้อไอศกรีมจางหย่งและจางลี่คนล่ะแท่งแล้วพาไปนั่งม้าหมุ่น ป้าฮุ่ยซิวประกบจางลี่ที่ขี่ม้ายูนิคอร์สสีรุ้ง ส่วนหลินเหยาซื่อยืนข้างม้าหมุ่นสีขาวที่จางหย่งนั่ง ป้าฮุ่ยซิวซวนเซเล็กน้อยแต่ประคองตัวได้ ในขณะที่หลินเหยาซื่อทรงตัวได้ดี เธอหยิบกล้องถ่ายรูปมาถ่ายรูปลูกทั้งสองคน หลังจากครบรอบแล้ว ทั้งหมดก็หาเป้าหมายต่อไป เสียงหวีดร้องผสานเสียงหัวเราะดึงดูดสายตาของเด็ก พวกเขาแหงนหน้ามอง ‘เรือเหาะ’ ที่เหวี่ยงไปมา
“เล่นอันนี้ไม่ได้ เอาไว้ลูกๆโตกว่านี้ค่อยมาเล่น เราไปนั่งรถรางกันเถอะ”
หลินเหยาซื่อจูงมือเด็กๆให้เดินไปที่รถรางที่มีหน้าเหมือนรถไฟ จากแผนที่ในสวนสนุกสามารถนั่งรถรางไปชมบริเวณจุดแสดงสัตว์เลี้ยงหายาก ใบหน้าน้อยๆ มีรอยยิ้ม แก้มสองข้างแดงปลั่ง เหงื่อซึมออกมาบ้าง ป้าฮุ่ยซิวรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อให้คุณหนูคุณชาย
“ฉันนี่แย่จริงๆ เป็นแม่ยังไงลืมเช็ดเหงื่อให้ลูก” หลินเหยาซื่อตำหนิตัวเองไม่จริงจังนักแต่ป้าฮุ่ยซิวส่ายหน้ารัวๆ
“คุณยายอย่าตำหนิตัวเองแบบนั้นสิคะ คุณนายเป็นแม่ที่ดีสำหรับคุณหนูคุณชายแล้วค่ะ”
หลินเหยาซื่อไม่อยากทำให้เสียบรรยากาศจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ ระหว่างเธอเธอถ่ายรูปเด็กทั้งสองเยอะมากจนเกือบลืมไปว่าตัวเองใช้กล้องฟิลม์อยู่ ซึ่งต้องนำฟิลม์ไปล้างอีก นั้นหมายถึงเธอต้องใช้เงินอีกแล้ว รถรางพามาถึงบริเวณแสดงสัตว์เลี้ยง กวางตัวน้อยเดินไปมาน่ารักน่าเอ็นดู ลิงตัวใหญ่ใส่เสื้อผ้าราวกับเด็กสิบขวบยืนรอถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยว หลินเหยาซื่อจูงมือเด็กทั้งสองแล้วคอยอธิบายสัตว์แต่ละชนิดอย่างใจเย็น
“กวาง”
“กระต่าย
“แพะ”
“เต่า”
จางหย่งจางลี่พูดตามที่มารดาสอน
“หย่งหย่ง ลี่ลี่เก่งที่สุด” หลินเหยาซื่อเอ่ยชมลูกทั้งสอง “หิวกันหรือยัง วันนี้ไปกินเบอร์เกอร์กัน”
“เบอร์เกอร์!”
เด็กๆ อาจไม่เข้าใจอะไรมากนัก แต่พวกเขารู้ว่า เขาชอบที่แม่เป็นแบบนี้มากกว่าแม่ที่เอาแต่ทำหน้าเศร้าตลอดเวลา บางครั้งก็ได้ยินเสียงร้องไห้ จางหย่งจางลี่จับมือมารดากันคนละข้าง ภายในใจนั้นได้แต่บอกว่า พวกเขาจะไม่มีวันปล่อยให้แม่ที่ร่าเริงเช่นนี้หายไปอีกแล้ว
…………….