โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

ทำไม Tesla ถึงอยู่เบื้องหลังอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า และขายดีที่สุดในจีน?

BT Beartai

อัพเดต 21 ก.ค. 2566 เวลา 12.52 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2566 เวลา 09.40 น.
ทำไม Tesla ถึงอยู่เบื้องหลังอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า และขายดีที่สุดในจีน?

ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า จีนกลายเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว ด้วยยอดขายกว่า 6.8 ล้านคันในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งความสำเร็จของจีนเกี่ยวพันกับ Tesla บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติอเมริกาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ Tesla มีส่วนเข้ามายกระดับยานยนต์ไฟฟ้าของจีนอย่างไร และทำไมถึงกลายเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดในจีนได้ เราไปหาคำตอบพร้อม ๆ กัน

รถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model 3 ที่ผลิตในจีน
รถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model 3 ที่ผลิตในจีน

บทความนี้เรามีโอกาสได้คุยกับคุณติ่ง-วุฒินันท์ ติยวรนันท์ เจ้าของช่องและเพจ TiY ผู้คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์ไฟฟ้าและอาศัยอยู่ที่ประเทศจีน (แวะเวียนกลับไทยบ้าง) จึงได้เห็นความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของจีนอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังหยิบมาบอกเล่าเรื่องราวหลาย ๆ มุมเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนให้คนไทยฟังผ่านช่องทาง TiY เป็นประจำด้วย

คุณติ่ง-วุฒินันท์ ติยวรนันท์ เจ้าของช่องและเพจ TiY
คุณติ่ง-วุฒินันท์ ติยวรนันท์ เจ้าของช่องและเพจ TiY

เทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนาประเทศ 5 ปีของรัฐบาลจีนตั้งแต่ปี 2001 ในการพัฒนารถพลังงานใหม่ (NEV) ไม่ว่าจะเป็นรถไฮบริด, รถปลั๊กอินไฮบริด, รถไฟฟ้าแบตเตอรี่และรถพลังงานทางเลือก (FCEV) ซึ่งแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง BYD ก็กำเนิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ในฐานะผู้ผลิตแบตเตอรี่และรถยนต์ไฮบริดยุคแรก ๆ ของจีนนั่นเอง

จุดเปลี่ยนชัดเจนเริ่มต้นจากการที่ว่าน กัง (Wan Gang) อดีตวิศวกรที่เคยทำงานให้ Audi ที่เยอรมันมานานนับสิบปี ก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน เขาเป็นผู้ผลักดันให้เทคโนโลยีไฟฟ้าไหลเข้ามาสู่ประเทศจีนมากขึ้น รวมถึงการออกนโยบายสนับสนุนต่าง ๆ ในปี 2009 ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินสนับสนุน การลดหย่อนภาษีผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงการจำกัดป้ายทะเบียนรถยนต์สันดาป แต่เปิดโอกาสให้ป้ายทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

Gigafactory ที่เมืองเซี่ยงไฮ้
Gigafactory ที่เมืองเซี่ยงไฮ้

อย่างที่รู้กันว่าประเทศจีนมีจำนวนประชากรมหาศาล จำเป็นต้องจำกัดปริมาณรถยนต์ที่วิ่งบนท้องถนน จึงเกิดเป็นนโยบายเกี่ยวกับการจำกัดวันและเวลาขับขี่ของรถยนต์สันดาป รวมถึงการขอป้ายทะเบียนรถยนต์สันดาป ที่ใช้เวลาขอนานมาก ๆ อาจรอนานถึง 20 ปีเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งยังจำกัดแค่ 1 ใบขับขี่ต่อ 1 ป้ายทะเบียนเท่านั้น ทำให้การเป็นเจ้าของรถยนต์ถือว่าเป็นเรื่องยากในประเทศจีน แต่การสนับสนุนทางด้านรถยนต์ไฟฟ้าจากภาครัฐ ทำให้ลดระยะเวลาในการขอป้ายทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าง่ายขึ้น เหลือแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น คนจึงหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้นไปโดยปริยาย

การเข้ามาของ Tesla

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทางด้านรถยนต์ไฟฟ้าของจีนคือ การที่จีนยอมให้ Tesla เข้ามาทำการตลาด รวมถึงก่อตั้งโรงงาน Gigafactory ที่เป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในจีนเลยก็ว่าได้ โดย Tesla เริ่มเข้ามาลองตลาดด้วยการนำเข้า Tesla รุ่น Medal S และ Model X มาขายในจีนช่วงปี 2012

แม้ Tesla จะเป็นเจ้าของสิทธิบัตรเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้ากว่า 900 ฉบับ แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือเมื่อเจ้าของบริษัทอย่างอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ออกมาประกาศในปี 2014 ว่า “All Our Patent Are Belong To You” แปลกันตรง ๆ ว่า สิทธิบัตรทุกใบของเราถือว่าเป็นของคุณ หรือพูดง่าย ๆ ว่า Tesla เปิดข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าของตัวเองให้เป็น Open saurce ที่ใครก็สามารถเข้าถึงได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนี้เกิดแบรนด์ Start up ด้านรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ ๆ ขึ้นอย่าง เช่น Xpeng, NIO และ Li Auto

รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Li Auto
รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Li Auto

หลังจาก Tesla ประสบความสำเร็จในการสร้างยอดขายแล้ว จึงต่อยอดมาสู่การสร้าง Gigafactory แห่งแรกนอกอเมริกาที่เมืองเซี่ยงไฮ้ในปี 2019 ซึ่งมีกำลังผลิตสูงกว่าที่ประเทศบ้านเกิดเสียอีก ความพิเศษของ Gigafactory แห่งนี้คือ Tesla เป็นเจ้าของโรงงานแบบ 100% โดยไม่ต้องไปทำสัญญากิจการร่วมค้า (Joint Venture) กับบริษัทใดของจีนเลย โดยแลกเปลี่ยนกันการกู้เงินระยะยาวจากธนาคารในจีนเป็นจำนวนกว่า 1,290 ล้านเหรียญ และสินเชื่อหมุนเวียนแบบไม่มีหลักประกันอีกกว่า 322 ล้านเหรียญ ซึ่งถือว่าเป็นแบรนด์รถต่างประเทศเจ้าแรกที่ทำแบบนี้ได้ในจีน

หลังจากโรงงาน Gigafactory ก่อสร้างเสร็จในช่วงต้นปี 2020 (ใช้เวลาสร้างไม่ถึง 6 เดือน) Tesla Model 3 ประกอบจีนคันแรกก็ได้ออกสู่ท้องตลาด ตามมาด้วย Tesla Model Y ที่สร้างยอดขายได้มากกว่า 250,000 คันภายในเวลา 1 ปี ทำให้ Tesla กลายมาเป็นเบอร์ 1 ของรถยนต์ไฟฟ้าในจีนนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ความสำคัญของ Gigafactory ซึ่งเป็นโรงงานผลิต Tesla แห่งที่ 3 และแห่งแรกนอกอเมริกา โดยมีกำลังผลิตอยู่ที่ประมาณ 450,000 คันต่อปี (สถิติจากปี 2022) หรือราวๆ 21,700 คันต่อสัปดาห์ แบ่งเป็นรุ่น Tesla Model Y 14,000 คันต่อสัปดาห์ และ Tesla Model 3 7,700 คันต่อสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นโรงงานที่มีกำลังผลิตรถสูงสุดของ Tesla ก็ว่าได้

การเติบโตของแบรนด์น้องใหม่

ปัจจุบัน Tesla Model Y สร้างยอดขายครึ่งปี 2023 ได้มากกว่า 316,000 คัน ถือเป็นรุ่นที่สร้างยอดขายได้มากที่สุดในประเทศจีน ทั้งนี้การเข้ามาของ Tesla ไม่ได้ทำให้ประเทศจีนก้าวไปสู่การเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมไฟฟ้าได้อย่างเดียว แต่ยังเป็นการสร้างผู้เล่นหน้าใหม่ ๆ รวมถึงยกระดับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าให้เติบโตอย่างรวดเร็วไปพร้อม ๆ กัน

รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Xpeng
รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Xpeng

จะเห็นได้ว่าแบรนด์น้องใหม่ที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันการเปิด Open saurce ของ Tesla ในปี 2014 อย่าง Xpeng, NIO และ Li Auto แบรน์เหล่านี้ใช้เวลาพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของตัวเองแค่ไม่กี่ปีก็สามารถผลิตออกสู่ตลาดได้แล้ว และยังสร้างทางเลือกให้กับผู้ที่สนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นตามไปด้วย

รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ NIO
รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ NIO

ไม่ว่าจะเป็น Xpeng ที่โดดเด่นเรื่องเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ ถึงขั้นหันไปพัฒนารถบินได้ที่ใช้ระบบขับขี่อัตโนมัติแล้ว หรือ NIO ที่สร้างความแตกต่างด้วยแนวคิดการผลิตรถคู่กับสถานีสลับแบตเตอรี่ ที่ใช้เวลาสลับแบตไม่ถึง 5 นาที ปัจจุบัน NIO มีสถานีสลับแบตเตอรี่ในจีนมากกว่า 1,564 แห่งเลยทีเดียว ซึ่งเป็นการสร้าง Ecosystem ของตัวเอง พูดง่าย ๆ ว่าใครซื้อ NIO เหมือนซื้อประสบการณ์มากกว่าซื้อรถ

สถานีสลับแบตเตอรี่ของ NIO
สถานีสลับแบตเตอรี่ของ NIO

ปัจจุบันยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีนยังคงเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยในปีที่ผ่านมาสามารถกินส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์แตะเลขสองหลักที่ 12% ได้เป็นครั้งแรก ด้วยจำนวนยอดขายกว่า 4 ล้านคัน ซึ่งคาดว่าจะเติบโตขึ้นอีกมากจากสถิติยอดขายรถยนต์ 10 อันดับแรกในปีที่ผ่านมา มีรถยนต์สันดาปติดแค่ 3 อันดับเท่านั้น (และไม่ใช่ Top 3) ด้วยตัวเลือกรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น ออปชันที่รถยนต์ไฟฟ้าให้มากกว่ารถยนต์สันดาปเมื่อเทียบกับราคาเท่ากัน ไปจนถึงนโยบายจากภาครัฐก็ยังคงกระตุ้นให้ผู้ใช้หน้าใหม่ ๆ ตบเท้าเข้ามาเป็นเจ้าของรถกันมากขึ้น

รวมถึงการขยับเยื้อนออกไปสู่ตลาดต่างประเทศของจีน เพราะเห็นได้ว่าในปีที่ผ่านมา จีนส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าของตัวเองไปถึง 679,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2021 กว่า 120% เลยทีเดียว แม้ว่าจีนจะเป็นผู้นำทางด้านรถยนต์ไฟฟ้าในเวลานี้ แต่คำถามเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ยังถูกถามอยู่วันยังค่ำว่า รถยนต์ไฟฟ้ารักษ์โลกจริงไหม แบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพแล้วจะได้รับจัดการอย่างไร อะไรจะมาแทนลิเธียม คำถามเหล่านี้ยังวนเวียนให้ผู้ผลิตและผู้ใช้ต้องหาทางออกร่วมกัน เพื่อที่ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้สิ้นเปลืองทรัพยากรโลกไปมากกว่านี้นั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณวุฒินันท์ ติยวรนันท์ (พี่ติ่ง)
เจ้าของช่องและเพจ TiY ติดตามได้ที่Facebook และ YouTube

อ้างอิง, อ้างอิง

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...