โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดคำพิพากษา 3 คดี ยกฟ้อง 'หลงจู๊สมชาย' บ่อน-ฟอกเงิน-จ้างฆ่า อัยการเตรียมอุทธรณ์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 พ.ค. 2566 เวลา 15.53 น. • เผยแพร่ 22 พ.ค. 2566 เวลา 15.52 น.

กลายเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจกับบทสรุปที่เกิดขึ้นจากคำพิพากษา

สำหรับคดีที่เกี่ยวพันกับนายสมชาย จุติกิต์เดชา หรือหลงจู๊สมชาย ผู้กว้างขวางในภาคตะวันออก ที่ล่าสุดศาลอาญาพิพากษายกฟ้องในคดีร่วมกันฟอกเงินและ พ.ร.บ.การพนัน

จากพฤติกรรมการเปิดบัญชีธนาคารรับโอนเงินกว่า 130 ล้านบาท และมีหลักฐานว่ามีการโอนเงินผ่านเครือข่ายถึง 8 พันครั้ง

โดยศาลอาญาสั่งยกฟ้องหลงจู๊สมชาย เพราะเชื่อว่าประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงินจริง ส่วนเรื่องพัวพันเรื่องเงินพนัน ก็เป็นพยานบอกเล่า

ซึ่งทางตำรวจก็ตั้งข้อสังเกตว่ามีการตัดพยานปากเอกไปถึง 3 ปาก

ไม่เพียงเท่านั้น คดีของหลงจู๊สมชายที่ถูกยกฟ้องครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เป็นครั้งที่ 3 ต่อจากคดีฟอกเงินและการพนันอีกคดี และคดีจ้างวานฆ่า

กลายเป็นคำถามถึงการรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ ตลอดจนการสั่งฟ้องและดำเนินคดีในชั้นศาล ว่ามีข้อบกพร่องอย่างไร ทั้งโดยจงใจหรือไม่จงใจก็ตาม

หรือไม่เช่นนั้นที่ผ่านมา “หลงจู๊สมชาย” ก็เป็นผู้บริสุทธิ์มาตลอด แต่กลับถูกกระบวนการยุติธรรมเล่นงาน

ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำให้ชัดเจน เพื่อคืนความยุติธรรมให้ผู้ถูกกล่าวหา ไม่ให้เกิดข้อครหาใดๆ ได้อีกต่อไป

ศาลยกฟ้อง ‘หลงจู๊สมชาย’

สําหรับคดีล่าสุดของ “หลงจู๊สมชาย” นายสมชาย จุติกิติ์เดชา นั้น ศาลอาญาพิพากษาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม โดยเป็นความผิดคดีร่วมกันฟอกเงิน-พ.ร.บ.การพนัน หมายเลขดำ อ.1429/2564 โดยพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายสมชาย บริษัท เดอะแคปปิทอล จำกัด น.ส.จุฑามาศ วงษ์นิยม น.ส.อุไรวรรณ วงษ์นิยม นายวราวุธ วรวุฒิปรีชาเวชช์ น.ส.นภัสสร ปรุโปร่ง และนายธนา จุติกิติ์เดชา บุตรชายนายสมชาย เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานร่วมกัน ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน, พ.ร.บการพนัน

โดยอัยการสรุปคำฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม 2562-30 มิถุนายน 2563 ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1-3 กับพวกที่ยังหลบหนีร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนัน ไฮโล บาคารา สล็อตแมชชีน ไพ่เสือ มังกร โดยไม่ได้รับอนุญาต ที่บ่อนการพนัน RJ มาบตาพุด ซ.ธนาคารธนชาติ ถ.สุขุมวิท ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง

โดยเปิดบัญชีธนาคาร 3 แห่ง เพื่อรับโอนเงินจากนักพนันเพื่อนำไปซื้อชิปแทนเงินสด หลายครั้ง รวม 132,735,053 บาท นอกจากนี้ ยังร่วมกันกระทำผิดฐานฟอกเงินโดยโอนเงิน เบิกถอน จ่ายโอนเงินลักษณะสมคบกันเพื่อปกปิดแหล่งที่มา เปลี่ยนสภาพทรัพย์สินเพื่ออำพรางผ่านบุคคลและเครือญาติผ่านบัญชีธนาคารต่างกรรมต่างวาระกัน 8,828 ครั้ง รวมยอดเงิน 232,746,053 บาท

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 และ 7 จากพยานหลักฐานที่เบิกความสนับสนุน ต่างไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย เชื่อตามพยานโจทก์ และพยานจำเลย เบิกความว่า นายสมชายประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงินจริง

ส่วนพยานโจทก์ผู้สืบสวนเส้นทางการเงิน ล้วนแต่เป็นการรวบรวมคำให้การของนักพนัน จากการสืบสวนหาข่าว ซึ่งเป็นพยานบอกเล่าทั้งสิ้น พยานโจทก์ไม่ได้รู้เห็นด้วยตนเอง จึงฟังมีน้ำหนักน้อย

ประกอบกับโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าบัญชีธนาคารในบัญชีชื่อนายน้อย (เจ้าของบัญชีที่ใช้รับโอนเงิน ที่ยังหลบหนี) เปิดขึ้นโดยเจตนาสมคบฟอกเงินเป็นการเฉพาะ แต่กลับฟังได้ว่าเป็นการใช้บัญชีธนาคารตามปกติ พฤติการณ์ส่อแสดงว่าเป็นการโอนเงินเพื่อชำระหนี้กันตามกฎหมาย พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 7 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน

จับตาอัยการยื่นอุทธรณ์

ส่วนจำเลยที่ 2 พยานโจทก์ยืนยันไม่ได้ว่าการโอนเงินจำเลยที่ 1 และ 7 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ ได้มาจากการเล่นพนัน หรือเจตนาเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินเพื่อซุกซ่อนปกปิดแหล่งที่มา จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน

จำเลยที่ 3, 4 เมื่อพิเคราะห์ถึงจำนวนเงินโอนผ่านเจ้าของบัญชีชื่อนายน้อย ก็ฟังได้ความว่ามีอาชีพให้กู้ยืมเงินรับซื้อ-ขายที่ดิน จึงมียอดโอนเข้าบัญชีหลายรายการ เมื่อตรวจดูรายการเดินบัญชีไม่พบการทำธุรกรรมด้านการเงินที่ผิดปกติ จำนวนเงินได้รับโอนไม่สูงมาก การโอนเงินจึงอาจเป็นการชำระหนี้ตามกฎหมายก็ได้ พยานหลักฐานฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3-4 ได้รับเงินโดยรู้ว่ามาจากการจัดให้มีการเล่นพนันหรือฟอกเงิน หลักฐานฟังไม่ได้ว่าร่วมกระทำความผิด

จำเลยที่ 5 รับฟังได้ว่าได้รับเงินโอนจากนายน้อย โดยรู้ว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการจัดให้มีการเล่นพนัน จำเลยที่ 6 รับสารภาพว่ารับโอนเงินจากนายน้อย 7 ครั้ง แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 6 รับทราบว่าเป็นเงินจากการเล่นพนัน พิพากษาว่าจำเลยที่ 5, 6 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ มาตรา 5(1), (2), 60 ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป จำเลยที่ 5 กระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน สองกระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยที่ 6 กระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน 7 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 7 ปี จำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 ปี 6 เดือน

ยกฟ้องจำเลยที่ 1-4 และที่ 7

เป็นการยกฟ้องคดีครั้งที่ 3 ติดต่อกัน

ขณะที่ พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. ยืนยันว่าสำนวนของพนักงานสอบสวนไม่ได้อ่อน ที่ผ่านมามีการรวบรวมพยานหลักฐานแน่นหนาอย่างชัดเจนในการกระทำความผิด จนอัยการสั่งฟ้อง

“แต่ในชั้นพิจารณา กลับมีการตัดพยานปากเอกไป 3 ปาก ที่เป็นตำรวจชุดสืบสวน 2 นาย และพนักงานสอบสวน 1 นาย ซึ่งเป็นตำรวจที่ทำคดีบ่อนการพนัน RJ ที่ มาบตาพุด จังหวัดระยอง”

ด้านนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เจ้าของสำนวน จะไปคัดคำพิพากษาฉบับเต็ม และเจ้าของสำนวนจะทำความเห็นว่า คดีสมควรอุทธรณ์หรือไม่ ส่งไปยังสำนักงานอัยการคดีศาลสูง เป็นผู้พิจารณาว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์หรือไม่

รอผลสรุปทางคดีอีกครั้ง!!

ย้อนอีก 2 คดีจ้างฆ่า-บ่อนพนัน

โดยก่อนหน้านี้ เคยมีคดีที่เกี่ยวกับหลงจู๊สมชาย ถูกยกฟ้องมาแล้ว 2 คดี ได้แก่ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 ศาลอาญาพิพากษาคดีจ้างวานฆ่าหนุ่มวินจักรยานยนต์ โดยอัยการฟ้องในความผิดฐานร่วมกันใช้ จ้างวาน ให้ฆ่าผู้อื่นตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยมีนายมนัส อิ่มนำ อายุ 41 ปี ชาว จ.ชลบุรี มือปืน เป็นจำเลยที่ 2

พร้อมบรรยายฟ้องระบุว่า เมื่อระหว่างวันที่ 15-28 กรกฎาคม 2563 นายถาวร สาระกูล และนายสุพรรณ ใหม่งาม ที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันใช้จ้างวานนายมนัส จำเลยที่ 2 กับนายนิพนธ์ ปานทอง (หลบหนี) วางแผนฆ่านายประทุม สอาดนัก อาชีพขี่วิน จยย.รับจ้าง โดยเจตนาไตร่ตรองไว้ก่อน จ้างวานเป็นเงิน 200,000 บาท

นายมนัส จำเลยที่ 2 กับพวกตกลงรับงานฆ่า ต่อมาวันที่ 28 กรกฎาคม 2563 เวลากลางวัน นายมนัสกับพวกใช้รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นพีซีเอ็กซ์ สีน้ำเงิน ติดแผ่นป้ายทะเบียนป้ายแดง 1 คัน มีนายนิพนธ์เป็นคนขี่ ส่วนนายมนัส จำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายสะกดรอยติดตามรถจักรยานยนต์ของนายประทุม ที่กำลังขี่ไปส่งผู้โดยสารหญิงในซอยพัทยาใต้ 17 หลังโรงเรียนเมืองพัทยา 8 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

จากนั้นนายมนัสใช้ปืนไทยประดิษฐ์ยิงนายประทุม 1 นัด ก่อนหลบหนีไป โดยมีสาเหตุความแค้นที่นายประทุมแอบไปถ่ายรูปบ่อนพนันแห่งหนึ่งในพัทยาเพื่อเอาไปแฉจนเกิดความไม่พอใจ

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัยว่านายสมชาย จำเลยที่ 1 เป็นผู้จ้างวาน ให้จำเลยที่ 2 กับพวกไปฆ่าผู้ตายหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

ส่วนจำเลยที่ 2 ลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อีกคดีเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2565 ศาลอาญา พิพากษาคดีลักลอบตั้งบ่อนการพนัน โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานโจทก์และพนักงานสอบสวนไม่ได้ให้การพาดพิงไปว่าจำเลยเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ส่วนข้อหาฟอกเงินนั้น ในส่วนจำเลยที่ 1, 2, 4 พยานโจทก์ก็ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้เช่นกัน

พิพากษายกฟ้อง

ทั้งนี้ คดีของหลงจู๊สมชาย โด่งดังขึ้นในช่วงปี 2563-2564 เมื่อพบว่ามีการลักลอบเปิดบ่อนการพนันใน จ.ระยอง และหลายพื้นที่ในภาคตะวันออก ทั้งที่เป็นช่วงที่โควิดระบาด เมื่อตรวจสอบ นอกจากพบความผิดเรื่องการเปิดบ่อนการพนัน และพบว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนายประทุม วิน จยย.

ต่อมา พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล โดยเวลานั้นเป็น ผบช.ก. สั่งการให้ ตร.บุกเข้าจับกุมนายสมชายที่บ้านพักใน จ.ระยอง เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2564 ซึ่งก็ต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมเรื่อยมา

จึงกลายเป็นคำถามว่าเหตุใดการดำเนินคดีทั้ง 3 คดี ถึงออกมามีบทสรุปเดียวกันว่าพยานหลักฐานไม่ชัดเจน ไม่เพียงพอในการเอาผิด

เป็นข้อบกพร่องตามกระบวนการอย่างไร หรือแท้จริงแล้ว หลงจู๊สมชายเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกล่าวหา

เป็นเรื่องที่ต้องทำให้กระจ่างต่อไป!!!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...