อุ๊ย! ใครคือ ลูกชาย รมต. ถือหุ้นบริษัทเมียนมา ลุยมาตรการปราบ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” พร้อมเดินหน้าต่อ ขณะที่ "โรม" ชี้ การปราบคอลฯไปถึงรากเหง้าเรายังไม่ประสบความสำเร็จ หวั่นรัฐบาลจะสูญเสียความมุ่งมั่น และจะกลายเป็นการลูบหน้าปะจมูกเท่านั้น
วันที่ 23 มี.ค.2568 จากการให้สัมภาษณ์ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในประเด็น “ ลูกชายรัฐมนตรีถือหุ้นบริษัทอยู่ในเมียนมา จะส่งผลต่อการออกมาตรการปราบแก๊งคอลเซนเตอร์หรือไม่ ” ซึ่งนายภูมิธรรม ชี้แจงในประเด็นดังกล่าวว่า ให้เอาชื่อมา แล้วไปดูความเกี่ยวพัน ตนอยากแก้ไขปัญหาตามความเป็นจริง อย่าจินตนาการ หลายเรื่องที่พูดมาบางครั้งก็จินตนาการ ยืนยันว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างแน่นอน ด้วยเกียรติยศของตน
.
ซึ่งจากการให้สัมภาษณ์ของนายภูมิธรรม ได้แสดงถึงท่าที และยืนหยัดในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง แม้ว่าจะมีข่าว เรื่องของลูกชาย รัฐมนตรีถือหุ้นบริษัทอยู่ในเมียนมา แต่ตนเองกลับยืนยันด้วยเกียรติยศอย่างชัดเจน
.
ข้อมูลจาก นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ เปิดเผยกับ The Room 44 ว่า เรื่องความชัดเจนของลูกรัฐมนตรีไม่สามารถเอ่ยชื่อได้ เพราะเรื่องนี้หากพูดเยอะไปอาจเป็นการพาดพิง ซึ่งต้องรอให้เป็นไปตามกระบวนการ ของกฎหมายที่มีหน้าที่ตรวจสอบ และแม้ปัจจุบันจะพอรู้รายละเอียด ของกระบวนการของคอลเซ็นเตอร์บ้าง แต่ยังมีคนในระดับบอส ระดับเมเนเจอร์ อาจไม่ได้อยู่เมียวดีตั้งแต่ต้น ย้ำว่า หากในอนาคตจีนมีการจัดการปัญหาเรื่องจีนเทาสำเร็จไทยจะรู้ได้อย่างไรว่ายังมีกลุ่มจีนเทาหลงเหลืออยู่ในประเทศหรือไม่ เพราะฉะนั้นไทยจะต้องปกป้องตัวเองหวังพึ่งประเทศอื่นไม่ได้
.
ส่วนประเด็นที่ 2 การเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล ซึ่งกลุ่มจีนเทาเหล่านี้มีเงินเยอะสามารถซื้อสัญชาติหรือพาสปอร์ตของชาติอื่นๆ หากไทยไม่มีการเก็บอัตลักษณ์เลย คำถามจากนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าคนเหล่านี้ในอนาคตอาจกลับมาไทยอีก ด้วยพาสปอร์ตเล่มใหม่ ก็สามารถกลับมาที่ประเทศไทยได้และใช้ไทยเป็นทางผ่านในการทำแก๊งคอลเซนเตอร์อีก หรือ ก่ออาชญากรรมอื่นๆ นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่ไทยไม่สามารถเพิกเฉยได้ ซึ่งข้อมูลที่เก็บทุกวันนี้เป็นเพียงหน้าพาสปอร์ต แต่ไม่ได้เป็นลักษณะของอัตลักษณ์
.
นายรังสิมันต์ ยังบอกอีกว่า เป็นห่วงว่า ระบบกฎหมายไทยจะเป็นการฟอกขาวให้กับ หม่องชิตตู ไป ไม่เพียง หม่องชิตตู เท่านั้นอาจมีอาชญากรอีกหลายคนที่ต้องวางเป้าหมายด้วยกันกับหน่วยงานของรัฐต่อไป และพูดคุยว่ามีข้อมูลมากน้อยแค่ไหนในเรื่องนี้ หากเป็นจริงตามนี้และไม่มีการรองรับอะไรเลย ไทยถือว่าเสียหายมาก
.
ส่วนการประเมินการทำงานของรัฐบาลในการปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์ในช่วง 1 เดื่อนที่ผ่านมาว่า ต้องยอมรับว่าการตัดไฟ อินเตอร์เน็ต และน้ำมัน เป็นก้าวแรกที่ดี และส่งผลกระทบต่อแก๊งคอลเซนเตอร์ได้จริง แต่ไม่หมด ตอนนี้เรามีข้อบ่งชี้หลายอย่างว่าแก๊งคอลเซนเตอร์จะกลับมาเห็นได้จากตัวเลข ที่ไปทลายแก๊งคอลเซนเตอร์ 7,000 กว่าคน เป็นสัดส่วนที่น้อยมาก มองว่า หากยังค้างอยู่แบบนี้ เผลอๆใน 7,000 คนนี้ อาจจะกลับไปเป็นแก๊งคอลเซนเตอร์ใหม่ นอกจากนี้การตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตยังไม่เพียงพอ เพราะแก๊งคอลเซนเตอร์ใช้สตาร์ลิงค์มารองรับ หากรัฐบาลไม่คุยกับเจ้าของบริษัท สุดท้ายเขากลับไปใช้สตาร์ลิงค์ได้
.
นายรังสิมันต์ จึงเรียกร้องให้มีมาตรการที่มากกว่านี้ เพราะวันนี้ไทยเทาที่จับได้เป็นแค่ระดับล่างเท่านั้น แต่คนที่ต้องการจริงๆ คือระดับเจ้าหน้าที่รัฐที่สมคบคิดรับส่วย ที่นายรังสิมันต์ มองว่า ยังไม่เห็นความคืบหน้า และอัยการสูงสุดยังไม่ดำเนินการอะไรกับ พันเอกหม่อง ชิตตู ผู้นำกองกำลัง BGF และปล่อยให้เรื่องนี้ค้างคาต่อไป พร้อมตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับหน่วยงานของรัฐ แม้ชื่นชมกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว แต่ข้อหาก็ยังแปลก เน้นไปที่เรื่องค้ามนุษย์ ควรจะตั้งข้อหาอาชญากรรมข้ามชาติ ค้ายาเสพติดก็สามารถทำได้ เนื่องจากมีหลักฐานบ่งชี้
.
ต้องยอมรับว่าการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไปให้ถึงรากเหง้า เรายังไม่ประสบความสำเร็จ ผมเป็นห่วงว่ารัฐบาลจะสูญเสียความมุ่งมั่นในเรื่องนี้ และจะกลายเป็นการลูบหน้าปะจมูกเท่านั้น
.
นายรังสิมันต์ ยังบอกว่า แม้ไปทลายฝั่งกัมพูชา จนนำมาเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง และขยายผลจับกุม แต่ในฝั่งเมียนมานั้น กลับยังไม่ได้คัดกรอง ทำเพียงส่งอย่างเดียว จึงกลายเป็นว่า เราต้องไปพึ่งพาประเทศอื่นให้เขาจัดการ สุดท้ายไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร