โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เช็กสัญญาณเตือน! ร่างกายป่วย สุขภาพเริ่มแย่ ต้องรีบพบแพทย์

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 22 มี.ค. 2568 เวลา 09.41 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. 2568 เวลา 03.42 น.

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในร่างกายเพียงเล็กน้อย ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติในระบบอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแล ถูกปล่อยผ่าน ไม่คิดว่าจะเป็นอาการป่วย ทั้งที่ความผิดปกติของร่างกายเหล่านั้น อาจนำมาสู่โรคร้ายแรงได้

ยุคที่เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมภายนอก พฤติกรรมการใช้ชีวิต ความเร่งรีบ มลพิษทางอากาศ การรับประทานอาหาร และการไม่ออกกำลังกาย ล้วนก่อให้เกิดโรค การเข้ารับ "การตรวจสุขภาพ"จึงถือเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญ เพราะนอกจากจะเป็นการป้องกันการเกิดโรคในระยะยาวแล้ว หากตรวจพบโรคตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ก็สามารถทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที ทำให้มีโอกาสหายขาดได้

หลายครั้งเราอาจหลงลืมดูแลสุขภาพตัวเอง แล้วสัญญาณเตือนของร่างกายแบบใด ที่บ่งบอกว่าร่างกายเราเริ่มป่วย สุขภาพเราเริ่มแย่ มาร่วมค้นหาคำตอบไปพร้อมกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

เช็กด่วน! 10 โรคแปลกทางจิต ที่มีอยู่จริง

ป้องกัน 'สุขภาพเพศ' ผิดปกติ ไม่สบายใจ ปรึกษาด่วน อย่าอายหมอ

สังเกต "ร่างกาย"อาการแบบไหน? บ่งบอกสุขภาพแย่

การที่สุขภาพแย่ลงหรือสุขภาพไม่ดี ไม่ได้หมายความว่าเราอยู่ในสภาพที่เจ็บไข้ได้ป่วยเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพในหลายรูปแบบ ทำให้เราอาจคิดไม่ถึงว่าขณะนี้สุขภาพแย่แล้ว ดังนั้นเราจึงควรหันมาใส่ใจกับสัญญาณเตือนจากร่างกายสักหน่อย เพื่อที่จะได้เตือนให้เราแก้ไขได้ทันเวลา โดยอาการที่สามารถสังเกตได้ว่าสุขภาพของเราเริ่มแย่ลง อาทิ

1. นอนหลับยากบ่อย

การนอนหลับยากบ่อยหรือนอนไม่หลับต่อเนื่องกันหลายคืน อาการเช่นนี้คล้ายคนเป็นเบาหวาน

2. ผิวพรรณไม่ดีมีริ้วรอย

ผิวหยาบกร้าน มักเป็นกระหรือจุดด่างดำง่าย เป็นผดผื่นบ่อย ผมร่วง เพราะร่างกายขาดสารอาหารจำพวกวิตามินอี ขาดไบโอติน

3. ปวดหัวบ่อย ๆ

การนอนไม่พอก็อาจส่งผลให้มีอาการปวดศีรษะได้ อย่าได้นิ่งนอนใจควรสังเกตตัวเองว่าปวดบ่อยหรือไม่ มีอาการข้างเคียงอื่นๆ หรือเปล่า เช่น หน้ามืด ตาลาย อาเจียน อาการปวดศีรษะนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคร้ายที่อันตรายถึงชีวิตได้หลายโรค เช่น โรคหลอดเลือดสมองโรคเนื้องอกในสมอง

4. มีอาการตาเหลือง

ตัวเหลือง อาจเป็นโรคตับอักเสบหรือดีซ่าน ต้องรู้จักสังเกตและรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาให้ทัน

5. ท้องเสียบ่อย

อาการท้องเสีย ท้องผูกบ่อย หรือท้องผูกสลับท้องเสียเป็นภาวะแปรปรวนของระบบขับถ่ายที่ทานอะไรนิดหน่อยก็ท้องไม่ดี ทานอาหารตามปกติแต่ตอนเช้าไม่ขับถ่าย ถ้ามีอาการอย่างนี้บ่อย ๆ อย่าคิดว่าธรรมดา เพราะคุณอาจป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้หรือโรคไตได้

6. เบื่ออาหาร

อาการเบื่ออาหารอาจเป็นสัญญาณโรคตับ วัณโรค และอาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยไม่สบายได้ เพราะร่างกายอ่อนแอและไม่มีภูมิต้านทาน

7. ปวดหลัง ปวดเอว ปวดต้นคอ

อาการปวดหลัง ปวดเอวและปวดต้นคออาจมีสาเหตุมาจากการนั่งทำงานที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ก็หักโหมกับการทำงานมากเกินไปจนกล้ามเนื้อล้า

8. น้ำหนักเพิ่มหรือลดลงอย่างรวดเร็วผิดปกติ

การที่น้ำหนักเพิ่มหรือลดลงเร็วผิดปรกติอาจเป็นสัญญาณบอกโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคต่อมไทรอยด์ โรคเกี่ยวกับไต หรือโรคมะเร็ง

9. มีอาการเหน็บชาและเหนื่อยง่าย

เป็นเหน็บชาหรือตะคริวบ่อย ๆ อาจขาดวิตามินบี 1 จึงควรกินเต้าหู้ รำข้าว ตับ และข้าวซ้อมมือเป็นประจำ บางรายอาจมีอาการเหนื่อยง่ายร่วม ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการไม่เคยออกกำลังกายหรือออกกำลังกายน้อย

10. สีของปัสสาวะเป็นสีเหลืองจัด

สีของปัสสาวะที่เหลืองจัดเป็นไปได้ว่าดื่มน้ำน้อยเกินไป หรืออาจเป็นสัญญาณบอกอาการของโรคดีซ่าน แต่ถ้าสีเหลืองจัดเข้มข้นจนเป็นสีกาแฟแสดงว่ากินยาบางอย่างมากเกินไป หรืออาจเป็นวัณโรคได้

11. ระคายคอ

อาการระคายคอ เจ็บคอ หรือไอบ่อยๆ อาจมีปัญหาที่ระบบหายใจ อาจเป็นภูมิแพ้หรือกำลังเป็นหวัด

12. อ่อนเพลียง่าย ไม่มีกำลังวังชา

มือไม้สั่น อารมณ์แปรปรวนง่ายอาจเป็นไปได้ว่าต่อมไทรอยด์ผิดปกติ บางรายอาจมีอาการขี้หลง ขี้ลืม บ่อยๆ สมองและระบบประสาทไม่ดี อาจเพราะขาดสารอาหารบำรุงสมอง

เตือนสุขภาพเด็กที่พ่อแม่ควรรู้

คุณเคยสงสัยไหมว่าอาการบางอย่างของลูกคือเรื่องปกติ หรือเป็น สัญญาณเตือนสุขภาพเด็ก ที่ต้องรีบดูแล?

1. อาการป่วยเด็กที่พบบ่อย

การเข้าใจอาการป่วยเป็นก้าวแรกของการดูแลสุขภาพลูกให้ปลอดภัย

อาการที่ไม่ควรละเลย

  • ไข้สูงไม่ลด: ถ้าลูกมีไข้เกิน 38.5°C และกินยาลดไข้แล้วไม่ดีขึ้นใน 48 ชั่วโมง
  • ไอเรื้อรังหรือไอจนหอบเหนื่อย: เสียงไอที่ฟังดูลึกหรือทำให้เด็กหายใจลำบาก หน้าอกบุ๋ม
  • ท้องร่วงอย่างรุนแรง: ถ้าลูกถ่ายเป็นน้ำมากกว่า 3 ครั้งในวันเดียวหรือ ถ่ายมี มูกเลือดปน
  • มีอาการแพ้ หลังทานอาหารหรือทานยา : ผื่นขึ้น ปากบวม ตาบวม หายใจลำบาก

ควรทำยังไง?

  • ให้ลูกดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • สังเกตการหายใจที่ใช้กล้ามเนื้อช่วยในการหายใจ ปลายมือปลายเท้าเขียว
  • สังเกตสีของปัสสาวะ ถ้าสีเข้มหรือ ปัสสาวะไม่ออก, ออกน้อย ควรปรึกษาแพทย์ทันที
  • หากอาการไม่ดีขึ้น พาลูกไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างละเอียด

2. อาการภูมิแพ้รุนแรงในเด็ก

อาการที่ต้องเฝ้าระวัง

  • ผื่นแดงขึ้นทั่วตัวอย่างรวดเร็ว
  • หายใจลำบาก หรือเสียงหายใจดังวี๊ด
  • บวมบริเวณใบหน้า ริมฝีปาก หรือคอ

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น

  • หากลูกมีอาการรุนแรง โทรหา 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือทันที
  • ใช้ยา EpiPen (ถ้ามี) ตามคำแนะนำของแพทย์

3. การดูแลสุขภาพเด็กให้แข็งแรง

ป้องกันดีกว่ารักษา! การสร้างสุขภาพที่ดีให้ลูกเริ่มต้นได้ง่ายๆ ในทุกวัน

  • โภชนาการที่ดี : ให้ลูกกินอาหารที่หลากหลาย ครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้ และโปรตีน
  • ออกกำลังกาย: พาลูกเล่นกีฬาเบาๆ เช่น วิ่งเล่น หรือขี่จักรยาน
  • การนอนหลับ: ควรให้ลูกนอนอย่างน้อย 8-10 ชั่วโมงทุกคืน

4.อาการแพ้อย่างเฉียบพลัน

บางครั้ง อาการแพ้อย่างเฉียบพลัน อาจดูเหมือนไม่รุนแรง แต่ส่งผลใหญ่หลวงได้

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

  • เด็กทานอาหารที่มีส่วนผสมของถั่วแล้วมีผื่นขึ้น
  • เด็ก ทานอาหารที่มีส่วนผสมของแป้งสาลี แล้ว ปากบวมหน้าบวม หายใจไม่สะดวก
  • ลูกเล่นกับแมวแล้วเริ่มไออย่างหนัก

แนวทางการดูแล

  • ใช้ยาต้านฮิสตามีน (เช่น Loratadine) เพื่อลดอาการเบื้องต้น
  • หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ทันที
  • นำลูก ไปยังโรงพยาบาลไกล้บ้านทันที

5. เมื่อต้องพาลูกแอดมิทโรงพยาบาล

ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

แต่บางครั้ง การ พาลูกแอดมิทโรงพยาบาล เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

สัญญาณที่ต้องรีบพาเด็กไปโรงพยาบาล

  • ไข้สูงต่อเนื่อง
  • อาเจียนหรือท้องร่วงรุนแรงจนลูกหมดแรง
  • หายใจติดขัด

วิธีสังเกตตัวเองง่ายๆ ว่าเสี่ยงเป็นโรคร้าย

1. สังเกตดูคุณเคยรู้สึกอ่อนเพลียไปทั้งตัวจนก้าวเท้าแทบไม่ออก เหงื่อออก ตัวเย็นไหม

  • หากเคยแล้วมีอาการหิวน้ำบ่อย ถ่ายปัสสาวะบ่อย แต่ไม่ใช่เพราะเมาค้าง อาจเป็นโรคเบาหวาน แม้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานจะไม่มาก แต่ผู้เสียชีวิตด้วยอาการแทรกซ้อนกลับมีไม่น้อย เช่น ผนังหลอดเลือดแดงแข็ง อัมพาต และโรคหัวใจขาดเลือด
  • ดังนั้น จึงไม่ควรประมาท ต้องรีบตรวจรีบรักษา ควบคุมอาหารแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนรุนแรง

2. สังเกตดูคุณเคยเวียนศรีษะขณะนั่งรถ หน้ามืด ตาลาย ต้องยืนเกาะราวเอาไว้ไหม

  • หากเคยคุณอาจมีอาการของโรคโลหิตจางชนิดขาดธาตุเหล็ก การสูญเสียธาตุเหล็กไปกับเลือด พบได้ในสตรีมีประจำเดือน สตรีขณะตั้งครรภ์ เลือดออกในกระเพาะอาหาร ริดสีดวงทวารเรื้อรัง เป็นต้น ซึ่งอาการของผู้ป่วยจะมีสีผิวซีด มึนศีรษะ ใจสั่น เหนื่อยง่าย มุมปากเปื่อย
  • การป้องกันทำได้แต่ต้องหาสาเหตุที่ทำให้เสียเลือด และรักษาตามสาเหตุนั้น ซึ่งแพทย์จะให้ยาบำรุงซึ่งมีธาตุเหล็กเพื่อกินทดแทนเป็นเวลานานติดต่อกัน ขณะเดียวกันก็ควรเลือกกินอาหารที่มีส่วนประกอบของธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ ไข่แดง ปลาแห้ง ผักปวยเล้ง เป็นต้น

3. สังเกตดูคุณเคยขาอ่อนแรง รู้สึกเลือนรางหรือแปลกแยกจากคนอื่นไหม

  • หากเคยคุณอาจเป็นโรคจิตเภท ลักษณะอาการคือคุณรู้สึกเหมือนกับมีอำนาจลึกลับบางอย่างสั่งการ ควบคุม หรือจะทำร้ายตนเองตลอดเวลา เห็นลำแสงพิเศษส่งพลังมาบังคับ ได้ยินอวัยวะของตนเองพูดได้ หูแว่วเสียงคนนินทาว่าร้ายทั้งที่อยู่คนเดียว
  • ได้กลิ่นผิดปกติทั้งที่ความจริงไม่มี อาจเป็นโรคจิตเภท ซึ่งมักเกิดจากมีความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่ผิดปกติ ปราศจากความสุข โดยพบกับเหตุการณ์เช่นนี้ตั้งแต่ยังเล็ก ทำให้พัฒนาการด้านจิตใจผิดปกติ ดังนั้นป้องกันได้โดยการเสริมสร้างบรรยากาศในครอบครัวให้อบอุ่น

ตรวจร่างกาย หากเป็นบ่อยๆ เป็นนานๆ อาจมีโรคร้ายซ่อนอยู่

อาการคันเรื้อรัง คันนาน ๆ อาจมีโรคร้ายซ่อนอยู่

  • อาการคันความจริงแล้วมีหลายแบบและหลายสาเหตุ แต่ที่น่าเป็นห่วงเลยก็คืออาการ คันเรื้อรัง ที่เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับตับและไตของเราได้ นอกจากนี้ยังอาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคที่เกี่ยวกับระบบเลือด โลหิตจาง โรคเบาหวาน โรคจากต่อมไร้ท่อ หรือร้ายกว่านั้นอาจเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งได้
  • ดังนั้นหากมีอาการ คันเรื้อรัง นานกว่า 1 สัปดาห์ จนถึงหลายเดือน และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน และการพักผ่อนของคุณ แนะนำให้คุณพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุ และทำการรักษาเพื่อป้องกันโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

เจ็บหน้าอก อาการเริ่มต้นของโรคหัวใจ

  • เจ็บแปลบที่หน้าอกสัญญาณลับเริ่มต้นของปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยภาวะนี้อาจเป็นอาการของโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงฉับพลันอย่างโรคหลอดเลือดหัวใจ หากหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกซิเจนมาเลี้ยงไม่เพียงพออาจทำให้เกิดอาการเจ็บ แน่น หรือรู้สึกเหมือนถูกกดหรือทับที่หน้าอก
  • อาการอาจลุกลามไปยังแขน หัวไหล่ คอ ขากรรไกร หรือหลังได้ ซึ่งภาวะนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้อาการเจ็บหน้าอกก็ยังสามารถยังบ่งบอกได้ถึงอีกหลายโรค เช่น กรดไหลย้อน การมีลิ่มเลือดอุดตันในปอด การอักเสบของตับอ่อน โรคหอบ การบาดเจ็บของกระดูกซี่โครงหรือมีรอยช้ำ หรือกระดูกหัก เป็นต้น

นอนไม่หลับ จุดเริ่มต้นของโรคร้ายแรง

  • อาการ นอนไม่หลับ เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย และเสี่ยงต่อการเป็นโรคลำไส้อักเสบ ที่มาของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และอีกหลาย ๆ โรคตามมา แรกเริ่มของอาการนอนไม่หลับนั้นเกิดจากการนอนไม่เพียงพอ เนื่องด้วยไลฟ์สไตล์ การทำงาน อ่านหนังสือสอบจนดึก กินเที่ยว ปาร์ตี้ และการใช้ชีวิตแบบคนสมัยใหม่ที่แตกต่างกัน
  • เมื่อสะสมนานวันเข้าก็จะก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ไม่ว่าจะตื่นสาย กลิ่นตัวแรง มีอาการเครียด หงุดหงิดง่าย และสุดท้ายก็คืออาการนอนไม่หลับเรื้อรัง เพราะร่างกายและสมองชินต่อการนอนดึก จนทำให้พ่วงปัญหาสุขภาพด้านอื่นตามมา ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่ควรใส่ใจให้มาก เพราะหากโรคใดโรคหนึ่งมาเยือนคุณแล้ว ทรมานทั้งร่างกาย เสียเงินจ่ายค่ารักษา เสียการเสียงาน หรือการเรียนอีกซึ่งไม่คุ้มเลย

เหนื่อยง่าย ทำไมขยับตัวนิดหน่อยก็เหนื่อยแล้ว

  • หากคุณรู้สึกเหนื่อยผิดปกติ ให้ลองเปรียบเทียบกับคนรุ่นราวคราวเดียวกันในกิจกรรมที่ทำ เช่น เดิน ยกของ หรือออกกำลังกายเหมือนกัน ลองเทียบการเดิน 100 เมตร แต่ก่อนไม่รู้สึกเหนื่อยขนาดนี้ แต่ตอนนี้ละเหนื่อยลิ้นห้อย
  • นั่นแสดงว่าร่างกายของคุณอาจมีความผิดปกติของสุขภาพที่ส่งสัญญาณเตือนว่าคุณอาจจะเข้าสู่จุดเริ่มต้นสาเหตุอาการเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคปอด โรคโลหิตจาง โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ และโรคของประสาท ก็มีโอกาสเป็นได้เช่นกัน โดยผู้ที่รู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีอาการเหนื่อยง่าย แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการเหนื่อยง่ายที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน

ไอเรื้อรัง ไม่ใช่โรคแต่เป็นอาการของปัญหาสุขภาพ

  • ไอเรื้อรัง คืออาการไอที่เกิดขึ้นติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน โดยผู้ใหญ่มักจะมีอาการไอติดต่อกันเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ขึ้นไป และเด็กจะมีอาการติดต่อกันเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ขึ้นไป ซึ่งนั่นอาจสัญญาณของโรคร้าย บอกถึงปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ ปอด หรือภายในท้องก็เป็นไปได้
  • สำหรับสาเหตุหลักของอาการไอเรื้อรังมีหลากหลายอาการ อาทิเช่น น้ำมูก หรือเสมหะไหลลงคอ โรคหืด โรคกรดไหลย้อน โรคกรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอและกล่องเสียง หลอดลมอักเสบ การติดเชื้อ และการสูบบุหรี่ ให้สังเกตุว่าหากการไอเรื้อรังรบกวนการใช้ชีวิตของคุณ ทั้งการทำงาน การเรียน หรือการนอน แนะนำว่าควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาดีกว่าปล่อยทิ้งไว้

เบื่ออาหาร น้ำหนักลด จุดเริ่มต้นของโรคร้าย

  • ความจริงแล้วอาการเบื่ออาหาร ร่างกายอ่อนเพลีย สาเหตุหลักอาจมาจากปัญหาสุขภาพจิต เครียดจากสภาวะต่างๆ เช่น ความรัก การงาน การเงิน หรือสังคมรอบๆ ตัว แต่หากให้มองลึกลงไปอีกหากคุณเริ่มมีอาการ รู้สึกไม่เจริญอาหาร อยากอาหารน้อยลง ของกินที่เคยชอบกลับไม่ชอบ ไม่อยากกิน รวมถึงน้ำหนักตัวลดลง ก็อาจมีความเสี่ยงของสัญญาณเริ่มต้นของโรคร้ายแรงก็เป็นไปได้
  • โดยโรคที่เป็นปัจจัยให้เกิดอาการเบื่ออาหาร เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคมะเร็งตับอ่อน ตับวาย ไตวาย ตับอักเสบ ติดเชื้อเอชไอวี ไข้เลือดออก เป็นต้น แน่นอนว่าหากปล่อยไว้ก็คงไม่ดีแน่ หากไม่อยากให้โรคร้ายเหล่านี้ลุกลามจนยากที่จะรักษา

เต้านมมีความผิดปกติ เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม

  • สำหรับคุณผู้หญิง หากบริเวณเต้านมมีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติ เช่นมีก้อนเนื้อใหม่เกิดขึ้น เต้านมมีอาการบวม ผิดรูปไปจากเดิม และรู้สึกเจ็บ ควรพบแพทย์เพื่อปรึกษา หาสาเหตุและทำการรักษาก่อนที่จะลุกลาม เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของโรคมะเร็งเต้านม โรคร้ายที่หลายคนหวาดกลัว
  • นอกจากนี้ไม่ใช่แค่คุณผู้หญิงที่มีโอกาสเสี่ยงสูงกับโรคมะเร็งเต้านม คุณผู้ชายก็มีโอกาสป่วยเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน แต่มักพบได้น้อยมากและส่วนใหญ่พบในผู้สูงอายุ ถึงอย่างไรก็ตาม เราควรหมั่นดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายกินอาหารที่มีประโยชน์ และสำคัญเลยคือตรวจสุขภาพร่างกายอยู่เป็นประจำนะครับ เพื่อสุขภาพที่ดีและการใช้ชีวิตที่มีความสุข

ถ่ายเป็นเลือด อาจร้ายแรงมากกว่าเป็นริดสีดวง

  • ถ่ายเป็นเลือดปล่อยไว้คงไม่ดีแน่ หากวันหนึ่งคุณเข้าห้องแล้วการถ่ายครั้งนั้นมีเลือด หรือลิ่มเลือดปนออกมาด้วย ซึ่งนั่นคือสัญญาณอันตรายของปัญหาสุขภาพที่มากดกระดิ่งเรียกคุณถึงประตูหน้าบ้านเลยล่ะครับ
  • โดยอาการถ่ายเป็นเลือดสามารถบ่งบอกถึงการบาดเจ็บที่อวัยวะในระบบย่อยอาหารอย่างลำไส้ใหญ่ ไส้ตรง และทวารหนัก กล่าวได้ว่าคุณอาจเสี่ยงที่จะเป็นโรค ริดสีดวงทวาร ลำไส้ใหญ่อักเสบ ภาวะลำไส้ขาดเลือด หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งคงไม่มีใครอยากจะให้เกิด
  • เพราะฉะนั้นหากคุณมีอาการดังกล่าวแล้วก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นะครับ ควรพบแพทย์เพื่อหาทางรักษาจะดีกว่า

เท้าบวม สัญญาณเตือนโรคหัวใจ

  • แม้ว่าอาการเท้าบวมจะสามารถบ่งบอกได้ถึงหลากหลายสาเหตุของโรค อาทิเช่น มีอาการบาดเจ็บที่เท้า หรือข้อเท้า ภาวะบวมน้ำเหลือง ลิ่มเลือดอุดตัน การติดเชื้อ หลอดเลือดดำบกพร่อง จากที่กล่าวมาฟังดูแล้วอาจจะไม่อันตรายมาก แต่ก็ควรสังเกตุอาการเพิ่มเติม
  • เพราะอาจเป็นจุดเริ่มต้นความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคตับ หรือโรคไต หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการบวมที่บริเวณเท้าได้
  • โดยอาการบวมนั้นเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดน้ำและเกลือออกจากร่างกายได้หมด และเมื่อร่างกายมีของเหลวส่วนเกินสะสมอยู่มากเกินไป แรงโน้มถ่วงจะดึงให้น้ำส่วนเกินลงมาอยู่ที่เท้า จนทำให้ข้อเท้า และเท้าเกิดอาการบวมได้

อย่างไรก็ตาม การรู้ทัน สัญญาณเตือนสุขภาพ พร้อมวิธีดูแลตัวเองในทุกสถานการณ์ ตั้งแต่อาการป่วยเบื้องต้นจนถึงเมื่อมีอาการรุนแรงมากขึ้น ควรรีบพบแพทย์ อย่าปล่อยไว้ หรือไปหาซื้อยาทานเอง

อ้างอิง : โรงพยาบาลรามคำแหง,โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ,เมืองไทยประกันชีวิต ,คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...