โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รู้จัก ' บริษัทซอมบี้ ' ถึงไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต และกำลังเพิ่มขึ้นในไทย

Amarin TV

เผยแพร่ 24 มี.ค. 2568 เวลา 12.00 น.
บริษัทซอมบี้ ใช้เรียกบริษัทที่เหมือนทำธุรกิจอยู่ได้ตามปกติ แต่แท้จริงแล้ว ไม่มีความสามารถในการแข่งขันต้องพึ่งพาการช่วยเหลือทางการเงินถึงจะอยู่ได้

เมื่อไม่นานมานี้ คำว่า“บริษัทซอมบี้” หรือ Zombie Company กลับมาเป็นที่พูดถึงในการวิเคราะห์เศรษฐกิจของไทยอีกครั้งหลังจากเป็นที่พูดถึงในช่วงโควิด-19

เนื่องจากในปัจจุบัน เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยเรียกว่าอยู่ในช่วงขาลง ซึ่งหนึ่งในภาพสะท้อนของปัญหาก็คือ จำนวนบริษัทซอมบี้ในไทยที่ในปี 2566 มีสัดส่วนสูงถึง 5.8% โดยเฉพาะในหมู่บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนโควิดที่ 5.6%

แต่ “บริษัทซอมบี้” นี้คืออะไร? มีที่มาอย่างไร? และถ้ามีเยอะในระบบเศรษฐกิจ จะส่งผลเสียอย่างไรบ้าง ในวันนี้ SPOTLIGHT จะพาไปหาคำตอบ

โดยนิยาม "บริษัทซอมบี้" เป็นคำที่ใช้เรียกบริษัทที่เหมือนจะดำเนินธุรกิจอยู่ได้ตามปกติ แต่แท้จริงแล้วไม่มีความสามารถในการแข่งขันและต้องพึ่งพาการช่วยเหลือทางการเงิน (bailout) เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการต่อไป

หรือเป็นบริษัทที่มี interest-coverage ratio เท่ากับ 1 หรือน้อยกว่า ซึ่งอธิบายเป็นภาษาง่ายๆ ได้ว่ามีภาระหนี้สูงจนดำเนินธุรกิจแล้วมีเงินมาจ่ายได้แค่ดอกเบี้ยของหนี้เท่านั้น ไม่สามารถเอาไปเคลียร์เงินต้นได้

และเมื่อหาเงินมาได้พอแค่จ่ายดอกเบี้ย บริษัทพวกนี้ก็ไม่มีเงินเหลือสำหรับลงทุนหรือขยายธุรกิจ ทำให้ต้องอยู่ไปวันๆ แบบไม่มีอนาคต

เรียกได้ว่า “ถึงไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต” เหมือนซอมบี้ที่เหมือนจะยังมีชีวิต เดินได้ กินได้ แต่ไม่สามารถจะกลับมามีชีวิต และเติบโตขึ้นไปมากกว่านี้ได้แล้ว

คำถามต่อมาคือ ในเมื่อบริษัทเหล่านี้ไม่มีศักยภาพในการเติบโตแล้ว ทำไมยังมีคนให้เงินช่วยเหลือยื้อชีวิตไว้อยู่?

เพื่อตอบคำถามนี้คงต้องพาทุกคนย้อนไปดูที่มาของคำว่าบริษัทซอมบี้เสียก่อน

คำว่า “บริษัทซอมบี้” เกิดขึ้นครั้งแรกในญี่ปุ่น ในช่วงปลายปี 1991 ที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเพิ่งเผชิญกับภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของบริษัทเป็นวงกว้าง

แต่แทนที่ธนาคารญี่ปุ่นจะปล่อยให้บริษัทหนี้ท่วมเหล่านี้ล้มหายตายจากไปตามกลไกตลาด ธนาคารญี่ปุ่นเลือกที่จะอัดฉีดเงินช่วยพยุงบริษัทเหล่านี้แทน พราะมองว่าบริษัทเหล่านี้ "ใหญ่เกินกว่าที่จะล้มได้" (Too Big To Fail) และกังวลว่าหากปล่อยให้ล้มลงจริง อาจสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ตัวอย่างชัด ๆ คือ ได-เอ (Daiei) ซูเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นที่มีปัญหาหนี้สินสะสม และประสบปัญหาสภาพคล่องอย่างหนักในช่วงนั้น แต่ก็มีพนักงานอยู่เกือบ 100,000 คน

ทำให้กระทรวงการคลังของญี่ปุ่นในขณะนั้นมองว่าถ้าปล่อย Daiei ให้ล้ม คนจำนวนมหาศาลต้องเดือดร้อน และตัดสินใจอัดฉีดเงินเข้าไปเพิ่มสภาพคล่องให้บริษัทนี้ เพื่อยื้อให้พนักงานเหล่านี้ยังมีงานทำและมีรายได้

แต่สุดท้าย การช่วยเหลือนี้กลับส่งผลตรงกันข้าม เพราะแทนที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจ นโยบายนี้กลับทำให้ญี่ปุ่นติดอยู่ใน "ทศวรรษที่สูญหาย" (Lost Decade) หรือภาวะเศรษฐกิจซบเซายาวนานเกินกว่าที่คาดไว้

โดยแม้ว่านโยบายนี้จะช่วยลดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจในระยะสั้นได้จริง แต่ในระยะยาวกลับเหมือนเป็นเหมือนการใช้พลาสเตอร์ปิดบาดแผลลึก ดูเหมือนช่วยได้ แต่แท้จริงแล้ว เป็นการสร้างปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกยิ่งขึ้น

ในระบบเศรษฐกิจเสรี กลไกตลาดจะทำงานได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อทรัพยากรถูกใช้ไปกับสิ่งที่สร้างมูลค่าได้สูงสุด แต่พอรัฐบาลฝืนกลไกธรรมชาติ ด้วยการพยุงบริษัทที่ควรล้มหายไป หรือช่วยเหลือธุรกิจที่ใช้ทรัพยากรแบบไร้ประสิทธิภาพ ก็เท่ากับไปขัดขวางกระบวนการคัดเลือกของตลาด

การอุ้มบริษัทซอมบี้จะบีบให้รัฐบาลและธนาคารกลางต้องกดดอกเบี้ยให้ต่ำต่อไปเรื่อยๆ เพราะแค่ดอกเบี้ยขยับขึ้นนิดเดียว บริษัทที่มีหนี้สินล้นพ้นเหล่านี้ก็พร้อมล้มเป็นโดมิโน

และที่หนักไปกว่านั้นคือ คือ การทำแบบนี้จะทำให้ทรัพยากรที่ควรถูกนำไปใช้กับธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพกลับติดอยู่กับบริษัทเก่าที่หมดอนาคต เงินทุนที่ควรสร้างนวัตกรรมถูกฝังอยู่กับองค์กรที่ล้าหลัง แรงงานที่ควรเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจกลับต้องจมอยู่กับงานที่ไม่มีอนาคต

และสุดท้าย เศรษฐกิจโดยรวมก็กลายเป็นเครื่องยนต์ที่หมุนช้า ทั้งที่อาจมีศักยภาพในการขยายตัวมากกว่านั้น

ในประเทศไทย เราเริ่มเจอปัญหาบริษัทซอมบี้อย่างหนักในช่วงหลังการระบาดของโควิด-19 ที่สถาบันการเงินทยอยยกเลิกมาตรการช่วยเหลือทางการเงินให้กับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้คุณภาพหนี้ธุรกิจเริ่มถดถอยลง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก ทำให้หลายกิจการเข้าสู่สภาวะ “ไม่ตายแต่ก็เหมือนตาย” หรือภาวะของ บริษัทซอมบี้

จากข้อมูลของ ttb analytics ในปี 2567 ประเทศไทยมีบริษัทซอมบี้กว่า 9.5% ของทั้งหมด โดยส่วนใหญ่แฝงตัวอยู่ในธุรกิจ SMEs สูงกว่าองค์กรขนาดใหญ่

โดย 5 อุตสาหกรรมที่มีบริษัทซอมบี้สูงสุด ได้แก่

โรงแรมและการท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ บริษัทส่วนบุคคล การประมง และเครื่องดื่ม ขณะที่ SCB EIC ประเมินว่าในปี 2566 ไทยมีบริษัทซอมบี้อยู่ 5.8% ของบริษัททั้งหมด ซึ่งถึงจะดีขึ้นจากปี 2564 ที่อยู่ที่ 7.4% แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนโควิดที่ 5.6% หรือในช่วงปี 2558-2562

แม้นักวิเคราะห์แต่ละสำนักจะประเมินไม่เท่ากัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริษัทซอมบี้ในไทยนั้นมีอยู่จริง และกำลังกัดกินเศรษฐกิจไทยไปเรื่อยๆ หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกต้อง

ดังนั้น เพื่อลดผลกระทบจากบริษัทซอมบี้ รัฐบาลและธนาคารกลางควรปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัทที่มีศักยภาพให้สามารถกลับมาทำกำไรได้ และปล่อยให้บริษัทที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพล้มละลาย เพื่อเปิดทางให้ธุรกิจใหม่เข้ามาแข่งขัน

นอกจากนี้ ยังควรส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาแนวทางการบริหารธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดบริษัทซอมบี้ใหม่ในอนาคต

ที่มา :ttb analytics

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...