โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

(อัปเดต) เกาะติดประเทศทั่วโลก ตอบโต้ “มาตรการภาษีศุลกากรทรัมป์” หลังเรียกเก็บขั้นต่ำ 10% เริ่ม 5 เม.ย.68

การเงินธนาคาร

อัพเดต 07 เม.ย. 2568 เวลา 11.39 น. • เผยแพร่ 06 เม.ย. 2568 เวลา 04.42 น.

วันที่ 6 เมษายน 2568 หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศเรียกเก็บภาษีตอบโต้จากสินค้านำเข้าจากประเทศต่างๆ ในอัตรา 10% ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2568 และจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากประเทศคู่ค้าอีก 57 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกเรียกเก็บเช่นเดียวกัน อยู่ในอัตราสูงถึง 37% ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนอย่างหนัก จากความวิตกว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ขณะที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ตอบสนองต่อมาตรการดังกล่าวในรูปแบบที่หลากหลาย โดย การเงินธนาคาร ได้รวบรวมมาดังนี้

(7 เม.ย. 68)

หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศเรียกเก็บภาษีตอบโต้จากสินค้านำเข้าจากประเทศต่างๆ ในอัตรา 10% ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2568 และจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากประเทศคู่ค้าอีก 57 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกเรียกเก็บเช่นเดียวกัน อยู่ในอัตราสูงถึง 37% ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนอย่างหนัก จากความวิตกว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ขณะที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ตอบสนองต่อมาตรการดังกล่าวในรูปแบบที่หลากหลาย ดังนี้

เกาหลีใต้: เกาหลีใต้ รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณามาตรการตอบโต้ แม้ยังไม่มีมาตรการที่ประกาศชัดเจน แต่เกาหลีใต้แสดงความกังวลอย่างเป็นทางการต่อภาษีนำเข้าของสหรัฐ โดยกระทรวงการค้าและเศรษฐกิจระบุว่า กำลังหารือกับภาคเอกชนเพื่อตีมูลค่าความเสียหาย โดยมุ่งเน้นรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตร

บราซิล: กระทรวงต่างประเทศของบราซิลระบุว่า มาตรการภาษีของสหรัฐ อาจกระทบต่อสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ถั่วเหลืองและเนื้อวัว มองว่าการขึ้นภาษีในลักษณะนี้อาจละเมิดหลักการของ WTO และกำลังเตรียมหาแนวทางร่วมกับประเทศกลุ่ม BRICS แต่ยังไม่มีประกาศตอบโต้โดยตรง มีเพียงการส่งสัญญาณเจรจาหรือยื่นเรื่องต่อ WTO ในอนาคต

สหภาพยุโรป: กำลังจะประกาศเก็บภาษีตอบโต้สินค้าสหรัฐ มูลค่า 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสินค้าเป้าหมายครอบคลุมตั้งแต่ไวน์ เนื้อสัตว์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงสินค้าแฟชั่น และมีแผนใช้มาตรการนี้ภายในกลางเดือนเมษายน หากสหรัฐไม่ยอมถอย พร้อมระบุว่าระบุว่าภาษีของสหรัฐฯ เป็น “ภัยคุกคามต่อเสถียรภาพการค้าโลก”

สวิตเซอร์แลนด์: รัฐบาลสวิสระบุว่า ไม่เข้าใจหลักเกณฑ์ในการคิดอัตราภาษีของสหรัฐ โดยเฉพาะกับประเทศขนาดเล็ก ขณะนี้กระทรวงเศรษฐกิจสวิสกำลังปรึกษาหารือกับภาคเอกชนและทบทวนข้อตกลงทางการค้า แต่ยังไม่มีแถลงตอบโต้แบบแข็งกร้าว ขณะเดียวกันเริ่มมีการเคลื่อนไหวทางการทูตในระดับเบื้องต้นแล้ว

(6 เม.ย. 68)

จีน :

รัฐบาลจีนประกาศเก็บภาษี 34% สำหรับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ทุกประเภท เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568 เพื่อตอบโต้การเรียกเก็บภาษีของสหรัฐฯ นอกจากนี้ จีนยังจำกัดการส่งออกแร่หายากที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และระงับการนำเข้าจากผู้ผลิตสัตว์ปีกของสหรัฐฯ บางราย

สหภาพยุโรป :

อูร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่าภาษีของสหรัฐฯ เป็น “การทำลายล้างครั้งใหญ่” ต่อเศรษฐกิจโลก และสหภาพยุโรปกำลังเตรียมมาตรการตอบโต้ โดยกำลังสรุปแพ็คเกจภาษีสำหรับสินค้าสหรัฐฯ มูลค่าสูงถึง 26 พันล้านยูโร

สหราชอาณาจักร :

นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภาษีของสหรัฐฯ และกำลังพิจารณาปรับนโยบายเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้

แคนาดา :

นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ประกาศว่าแคนาดาจะเรียกเก็บภาษีตอบโต้สำหรับยานพาหนะที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตราเดียวกับที่สหรัฐฯ เรียกเก็บ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ของแคนาดา

ออสเตรเลีย :

นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีส วิจารณ์ภาษีของสหรัฐฯ ว่าเป็น “การกระทำที่ไม่เหมาะสมจากมิตรประเทศ” แต่ระบุว่าออสเตรเลียจะไม่ดำเนินมาตรการตอบโต้ในทันที เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มความตึงเครียด

ญี่ปุ่น :

รัฐมนตรีการค้าโยจิ มุโตะ แสดงความผิดหวังอย่างยิ่งต่อภาษีของสหรัฐฯ และกล่าวว่าญี่ปุ่นจะพิจารณามาตรการตอบโต้ที่ “กล้าหาญและรวดเร็ว” เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ

อินเดีย :

รัฐบาลอินเดียกำลังศึกษาผลกระทบจากภาษี 27% ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บ และมุ่งมั่นที่จะผลักดันข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ภายในปีนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอินเดีย

ฝรั่งเศส :

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เรียกร้องให้ประเทศในยุโรปหยุดการลงทุนในสหรัฐฯ ชั่วคราว เพื่อตอบโต้ภาษีของสหรัฐฯ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการค้าขายที่ยุติธรรมและเสรี

ไต้หวัน :

รัฐบาลไต้หวันประกาศแผนสนับสนุนมูลค่า 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ และวางแผนที่จะเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหาทางออกที่เหมาะสม

อิสราเอล :

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู มีกำหนดจะพบกับประธานาธิบดีทรัมป์ในวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อหารือเกี่ยวกับภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากอิสราเอล ซึ่งอยู่ที่ 17%

เวียดนาม :

เวียดนามแสดงความเสียใจต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่จะเรียกเก็บภาษี และระบุว่าภาษีดังกล่าวไม่เป็นธรรมและขาดพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์

อิตาลี :

นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี กล่าวว่าภาษีของสหรัฐฯ เป็นความผิดพลาด แต่ไม่ถือเป็นหายนะ และเรียกร้องให้มีการพิจารณาการตอบสนองอย่างรอบคอบ

สวิตเซอร์แลนด์ :

รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่าไม่เข้าใจวิธีการคำนวณภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งสินค้าสวิสจะถูกเก็บภาษีในอัตรา 31% ถึง 32% และกำลังพิจารณามาตรการตอบโต้ที่เหมาะสม

สเปน :

นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ประกาศแผนช่วยเหลือมูลค่า 14.1 พันล้านยูโร เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจสเปน

เม็กซิโก :

ประธานาธิบดีคลอเดีย ไชน์บาว์ม แสดงความไม่พอใจต่อการเรียกเก็บภาษีของสหรัฐฯ โดยระบุว่ามาตรการดังกล่าวไม่เป็นธรรมและขัดต่อข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (USMCA) เม็กซิโกกำลังพิจารณามาตรการตอบโต้ที่เหมาะสมเพื่อปกป้องเศรษฐกิจของตน

แอฟริกาใต้ :

รัฐบาลแอฟริกาใต้แสดงความกังวลว่าภาษีของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้า เช่น แร่ธาตุและไวน์ แอฟริกาใต้กำลังพิจารณามาตรการตอบโต้และเรียกร้องให้มีการเจรจาเพื่อหาทางออกที่เป็นธรรม

บังคลาเทศ :

บังคลาเทศแสดงความกังวลว่าภาษีของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้า ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ รัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบและหาทางเจรจากับสหรัฐฯ

ไนจีเรีย :

ไนจีเรียแสดงความกังวลว่าภาษีของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันและสินค้าอื่น ๆ รัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการตอบโต้และเรียกร้องให้มีการเจรจาเพื่อหาทางออกที่เป็นธรรม

เลโซโท :

เลโซโทเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกเรียกเก็บภาษีสูงสุดถึง 50% จากสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลเลโซโทแสดงความกังวลและกำลังพิจารณามาตรการตอบโต้หรือการเจรจาเพื่อบรรเทาผลกระทบ

กัมพูชา :

กัมพูชาถูกเรียกเก็บภาษีสูงถึง 50% จากสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการส่งออกหลักของประเทศ รัฐบาลกัมพูชาแสดงความกังวลและกำลังพิจารณามาตรการตอบโต้หรือการเจรจาเพื่อหาทางออกที่เหมาะสม

มาดากัสการ์ :

มาดากัสการ์เป็นอีกประเทศที่ถูกเรียกเก็บภาษีสูงถึง 50% จากสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการส่งออกของประเทศ รัฐบาลมาดากัสการ์แสดงความกังวลและกำลังพิจารณามาตรการตอบโต้หรือการเจรจาเพื่อบรรเทาผลกระทบ

ไอร์แลนด์ :

นายกรัฐมนตรีมีฮอล มาร์ติน ระบุว่าไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมสำหรับมาตรการดังกล่าว และเรียกร้องให้สหภาพยุโรปตอบสนองอย่างเหมาะสม

สำหรับประเทศไทย นายกรัฐมนตรีเผยไทยเผชิญมาตรการขึ้นภาษีสินค้าไทยที่ส่งไปขายในสหรัฐฯ ในอัตรา 36% เตรียมส่ง รมว.คลัง หารือสหรัฐฯ หาทางออก พร้อมออกมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ

วันที่ 6 เมษายน 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงท่าทีของประเทศไทยต่อนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับมาตรการในการขึ้นภาษีสินค้าของไทยที่ส่งไปขายในสหรัฐฯ ในอัตรา 36% เช่นเดียวกับหลายประเทศ ซึ่งต่างเตรียมหามาตรการรับมือ และเชื่อว่าทั่วโลกกำลังจะเห็นการตอบโต้กันอย่างหนักหน่วงผ่านเครื่องมือทางภาษี หลายประเทศตัดสินใจไปเจรจาพูดคุยกับรัฐบาลสหรัฐฯ แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครได้ข้อสรุปของการเจรจาแต่อย่างใด ในส่วนของประเทศไทยมาตรการนี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการส่งออกสินค้าของเราโดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และสินค้าเกษตร

รัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานในเรื่องนี้ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 ม.ค.68 และหารือกับภาคเอกชน รวมทั้งตัวแทนของสหรัฐฯ ถึงข้อเสนออย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการมาโดยตลอด และในสัปดาห์หน้า นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง จะเดินทางไปหารือกับหลายภาคส่วนในสหรัฐฯ ทั้งภาครัฐ เอกชน และผู้ที่มีส่วนได้เสียจากการเปลี่ยนแปลงการค้าที่สำคัญของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยจะสื่อสารกับรัฐบาลสหรัฐฯ ให้เข้าใจว่าประเทศไทยไม่ใช่แค่ผู้ส่งออกเท่านั้น แต่เป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ เชื่อถือได้ในระยะยาว

โดยในวันที่ 8 เม.ย.นี้ หลังจากประชุมสรุปกับคณะกรรมการและทุกหน่วยงานอีกครั้งหนึ่งจะสรุปแนวทางเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญ ซึ่งรัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจไทยให้มั่นคง แข็งแรง และเท่าทันโลก และเพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีศักดิ์ศรีเพื่อประเทศไทยของเรา

"ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศไทยของเราได้เผชิญกับเหตุการณ์หลายอย่างที่ไม่คาดคิด ทั้งเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตทรัพย์สินและสภาพจิตใจของคนไทย รัฐบาลได้ตระหนักถึงเหตุการณ์ดังกล่าวและได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ในทุกมิติ เพื่อให้การช่วยเหลือและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เราเคยผ่านวิกฤตของประเทศมาแล้วหลายครั้งและด้วยความสามัคคีความช่วยเหลือเกื้อกูลและความเอื้ออารีต่อกันของคนในชาติ ทำให้ดิฉันเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถก้าวผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้" น.ส.แพทองธาร ระบุ

ขณะนี้รัฐบาลได้สรุปข้อเสนอเชิงนโยบายต่าง ๆ เช่น การเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในด้านพลังงาน อากาศยาน และ สินค้าเกษตร โดยประเทศไทยมีแผนจะสร้างความร่วมมือกับภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มอื่น ๆ ที่มีส่วนได้เสียสำคัญในระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐฯ ซึ่งมีรายละเอียดในนโยบายอีกมาก โดยขอให้มั่นใจว่าข้อเสนอเหล่านี้ล้วนแต่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศไทยเหนือสิ่งอื่นใด นอกจากนี้ประเทศไทยจะมีการเจรจาเรื่องการส่งเสริมการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ และลดเงื่อนไขการนำเข้าที่เป็นอุปสรรค รวมไปถึงการปราบปรามการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังสหรัฐฯ

รัฐบาลมั่นใจว่าข้อเสนอข้างต้นนี้จะทำให้การเจรจากับสหรัฐฯ บรรลุผลเพื่อให้ประเทศไทยและสหรัฐฯ ยังคงเป็นพันธมิตรและคู่ค้าที่เป็นมิตรต่อกัน นอกจากนี้รัฐบาลยังมีอีกหลายมาตรการที่พร้อมจะรับฟังและพูดคุยเพิ่มเติมกับสหรัฐฯ และขอให้ความมั่นใจว่าข้อเสนอที่รัฐบาลเตรียมไว้ล้วนคำนึงถึงประชาชนและผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญและเพื่อประโยชน์ของผู้ประกอบธุรกิจของเราและคนที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยทุกคน

"ดิฉันขอให้คำมั่นว่า ทุกท่านไม่ได้โดดเดี่ยว ไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง รัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาเร่งด่วนในระยะสั้น และระยะยาวเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้ง SME และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ โดยการเร่งขยายตลาดส่งออกใหม่ๆ อีกทั้งยังจะเป็นการกระจายความเสี่ยงของภาคธุรกิจไทย ที่เรามุ่งมั่นที่จะเจรจาการค้าในการเปิดตลาดใหม่ ๆ ในตะวันออกกลาง ยุโรป และ อินเดีย โดยจะเร่งเจรจาการค้า FTA ให้เร็วยิ่งขึ้น" น.ส.แพทองธาร ระบุ

เปิดไทม์ไลน์ โดนัลด์ ทรัมป์ ป่วนโลก! สหรัฐ VS ประเทศคู่มิตร เดินเกมตอบโต้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...