โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักวิทย์ดัดแปลงหนูทดลอง ขนดกคล้ายแมมมอธ หวังช่วยกู้โลกร้อน

Environman

เผยแพร่ 07 มี.ค. 2568 เวลา 01.00 น.

บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ Colossal Biosciences ดัดแปลงพันธุกรรมหนูทดลองให้มีขนปุยและสีคล้ายกับแมมมอธได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของแผนการนำ "ช้างขนปุยคล้ายแมมมอธ" ที่สามารถทนต่อสภาพอากาศหนาวเย็น กลับคืนสู่ทุ่งทุนดราอาร์กติก เพื่อช่วยชะลอการละลายของดินเยือกแข็ง (permafrost) และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นตัวเร่งภาวะโลกร้อน

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ได้จุดประกายข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางระหว่างกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ นักอนุรักษ์ และสาธารณชน บางฝ่ายมองว่านี่เป็นความหวังใหม่ในการฟื้นฟูธรรมชาติ ขณะที่อีกฝ่ายกังวลว่าการดัดแปลงพันธุกรรมสัตว์ในลักษณะนี้อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสัตว์และระบบนิเวศ

#ฝ่ายที่คัดค้าน นักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์หลายคนมองว่ายังมีอุปสรรคทางวิทยาศาสตร์ จริยธรรม และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ต้องพิจารณา Dr Helen Wallace จากกลุ่มเฝ้าระวังพันธุวิศวกรรม GeneWatch วิจารณ์ว่า โครงการนี้เป็นเพียงการเรียกร้องความสนใจและไม่มีประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง "พวกเขาแค่ทำให้หนูมีขนมากขึ้น ซึ่งมันต่างกันมากกับการสร้างช้างขนยาว และการทำให้สำเร็จภายใน 5 ปีเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้"

นักวิทยาศาสตร์อีกหลายคนยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาทางจริยธรรมในการดัดแปลงพันธุกรรมสัตว์ เช่น การพยายามสร้างช้างขนยาวอาจก่อให้เกิดภาวะผิดปกติทางพันธุกรรมทำให้สัตว์ต้องทนทุกข์ทรมาน สัตว์ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมอาจไม่เป็นที่ยอมรับจากฝูงช้างตามธรรมชาติ และอาจถูกกีดกันจากสังคมของพวกมัน และการทดลองสร้างสัตว์ใหม่ในระบบนิเวศอาร์กติกอาจทำลายสมดุลทางธรรมชาติ มากกว่าการฟื้นฟู

นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์หลายคนยังตั้งข้อสงสัยว่า แม้ว่าโครงการจะสำเร็จ มันก็ต้องมีช้างขนยาวจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างผลกระทบต่อสภาพอากาศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากทั้งทางเทคนิคและทรัพยากร และยังมีเรื่องของการลำเลียงช้างไปอาร์กติกอีก

#ฝ่ายสนับสนุน ทางบริษัท Colossal Biosciences ออกมาพูดเองว่า นี่ไม่ใช่การชุบชีวิตแมมมอธที่สูญพันธุ์ไปแล้ว แต่เป็นการสร้าง "ช้างขนยาว" ขึ้นมาแทน ซึ่งเป็นช้างที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้มีลักษณะคล้ายแมมมอธและสามารถปรับตัวให้ทนต่อสภาพอากาศหนาวเย็นได้ พวกเขาเชื่อว่าช้างสายพันธุ์นี้จะมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศอาร์กติก ทีมงานอ้างว่า การปล่อยช้างขนยาวกลับคืนสู่ทุนดราจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวการภาวะโลกร้อน

ศาสตราจารย์ Beth Shapiro หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ของบริษัท อธิบายว่าโครงการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การทดลองทางพันธุกรรม แต่เป็นเครื่องมือในการอนุรักษ์ธรรมชาติ ที่จะช่วยฟื้นฟูสายพันธุ์ที่สูญพันธุ์และเสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ

"เราไม่ได้สร้างสัตว์ประหลาด แต่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและปกป้องสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์" ศาสตราจารย์ Shapiro กล่าว "เรากำลังเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรมของช้างเพียงไม่กี่จุด พวกมันจะไม่แตกต่างจากพ่อแม่ของพวกมันมากนัก แค่มีขนยาวขึ้นและสามารถทนหนาวได้ดีกว่า"

Colossal Biosciences ยืนยันว่าพวกเขาจะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป และหวังว่าจะสามารถสร้างตัวอ่อนช้างขนยาวตัวแรกได้ภายในปี 2026 และพัฒนาเป็นช้างเต็มตัวภายในปี 2028

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ยังคงอยู่คือ เราควรเล่นบทบาทของพระเจ้าด้วยการสร้างสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมขึ้นมาหรือไม่? โครงการนี้อาจเป็นก้าวสำคัญของเทคโนโลยีชีวภาพที่ช่วยอนุรักษ์สัตว์และระบบนิเวศ หรืออาจเป็นความพยายามที่อันตรายและเต็มไปด้วยผลกระทบที่ไม่อาจคาดการณ์ได้

ที่มา

https://www.bbc.com/news/articles/c0jg4n776evo

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...