โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส่องแนวโน้มธุรกิจบริการไอทีปี 68-69 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเตรียมรับมือ

The Bangkok Insight

อัพเดต 20 ก.พ. 2568 เวลา 05.25 น. • เผยแพร่ 20 ก.พ. 2568 เวลา 05.25 น. • The Bangkok Insight

Krungthai COMPASS วิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจบริการไอที ปี 2568-2569 คาด AI ดันความต้องการใช้คลาด์ ซอฟต์แวร์ทางธุรกิจเพิ่ม พร้อมเผยปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเตรียมรับมือ

รายได้ของธุรกิจบริการไอที ประกอบด้วยรายได้จากผู้ประกอบการใน 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจัดจำหน่าย 2. ผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ 3. System Integrator (SI) ซึ่งเป็นธุรกิจให้บริการเกี่ยวการให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง และปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ และ IT Solution ตามความต้องการของลูกค้า

แนวโน้มธุรกิจบริการไอที

ในปี 2568-2569 รายได้รวมของธุรกิจบริการไอที คาดว่าจะขยายตัว 9.7% และ 9.3% ตามลำดับ ต่อเนื่องจากปี 2567 ที่เพิ่มขึ้นราว 10.2% เมื่อพิจารณารายได้รวมของธุรกิจบริการไอทีในปี 2566 จะพบว่า รายได้จากธุรกิจ System Integrator (SI) ที่ให้บริการติดดั้งและปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ และ IT Solution ตามความต้องการของลูกค้า มีสัดส่วนราว 60% และการจัดจำหน่ายซอฟต์แวร์มีสัดส่วนราว 40%

AI หนุนใช้ Cloud - AI Solution เพิ่ม

นอกจากนี้ ในปี 2568-2569 คาดว่ารายได้รวมของธุรกิจ SI จะขยายตัว 11.3% และ 10.5% ตามลำดับ ต่อเนื่องจากปี 2567 ที่เพิ่มขึ้นราว 12.4% จากภาคธุรกิจที่มีแนวโน้ม
ที่จะใช้บริการระบบ Public Cloud มากขึ้นเพื่อรองรับการใช้เทคโนโลยี AI ซึ่งส่งผลให้เกิดความต้องการใช้บริการ Cloud และ AI Solution มากขึ้น

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนของไทยมีแนวโน้มที่จะใช้บริการระบบ Cloud หลายประเภทพร้อมกันในระบบเดียวมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ จึงส่งผลให้ความต้องการใช้ระบบ Cybersecurity ประเภท Cloud Security และ Identity and access management เพื่อป้องกันจากการถูกโจมตีผ่านช่องโหว่ของการตั้งค่าระบบใน Cloud เพิ่มขึ้นตาม ซึ่งส่งผลดีต่อ SI ที่ให้บริการโซลูชันความปลอดภัยไซเบอร์

ในส่วนของยอดขายซอฟต์แวร์ในปี 2568-69 คาดว่าจะขยายตัว 6.9% และ 7.1% ตามลำดับ ต่อเนื่องจากปี 2567 ที่เพิ่มขึ้น 6.6% จากภาครัฐและเอกชนที่มีแนวโน้มที่จะ
ใช้ซอฟต์แวร์ทางธุรกิจ เช่น ERP และ MES มากขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของการให้บริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และเพิ่มประสิทธภาพในการผลิตและจัดจำหนาย
สินค้า รวมทั้งแนวโนมที่จะใช้บริการซอฟต์แวร์ IT Management เช่น Storage Software มากขึ้น เพื่อรองรับการใช้บริการ Public Cloud ที่เพิ่มขึ้น

ต้นทุนสินค้าและบริการ และแรงงานเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจบริการไอที มีสัดส่วนราว 49% และ 39%ตามลำดับ โดยอัตราค่าบริการของธุรกิจส่วนใหญ่ถูกกำหนดด้วยต้นทุนในการให้บริการทั้งหมด บวกส่วนต่างกำไร ซึ่งขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโครงการ

ทั้งนี้ ในปี 2568-2569 อัตรากำไรจากการดำเนินงาน คาดว่าจะสูงกว่าปี 2567 เล็กน้อย เพราะผู้ประกอบการในธุรกิจนี้มีโอกาสได้รับประโยชน์จากโครงการ AI Transformation ที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโครงการ Virtual Bank AI Transformation และ Cloud Solution ซึ่งมีอัตรากำไรสูง มากกว่าโครงการจัดซื้อซอฟต์แวร์ ที่มีอัตรากำไรต่ำ จึงช่วยหนุนอัตรากำไรของธุรกิจนี้

อย่างไรก็ดี แนวโน้มธุรกิจบริการไอทีมีกรแข่งขันเข้มข้นขึ้น หลังมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในธุรกิจดังกล่าวมากขึ้น สะท้อนได้จากจำนวนผู้ประกอบการในธุรกิจนี้ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 8.8% ในช่วงปี 2562-2566 นอกจากนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ในไทย เช่น PTT กลุุ่มอลิอันซ์ กลุ่มทีซีซี โตโยต้า และซีพีเอฟ ได้จัดตั้งบริษัทที่ให้บริการด้าน IT Solution เพื่อให้บริการแก่บริษัทในเครือ จึงทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจนี้มีโอกาสที่จะได้รับโครงการด้านระบบไอทีจากบริษัทเหล่านี้น้อยลง

แนวโน้มธุรกิจบริการไอที เผชิยความเสี่ยงอื่น ๆ

1. ความเสี่ยงจากการขาดแคลนบุคลากรด้านไอที

ปัจจุบันไทยมีผู้จบการศึกษาที่ทำงานด้านไอทีน้อยกว่า 3,500 คน/ปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการบุคลากรด้านไอที ที่สูงถึง 30,742 ตำแหน่ง จึงทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจนี้ขาดแคลนบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านไอทีในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่สามารถส่งมอบงานที่มีคุณภาพและตรงตามความต้องการของลูกค้าได้ จนส่งผลกระทบเชิงลบต่อชื่อเสียงและผลประกอบการของบริษัท

2. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว ดังนั้น หาก
ผู้ประกอบการในธุรกิจนี้ไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพื่อตอบสนองความต้องของลูกค้า อาจส่งผลให้บริษัทสูญเสียฐานลูกค้า ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อผลประกอบการของบริษัท

3. ความเสี่ยงจากการถูกเพิกถอนจากการเป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของแบรนด์ชั้นนำ

หากผู้ประกอบการในธุรกิจนี้ถูกเพิกถอนจากตำแหน่งดังกล่าว อาจส่งผลให้ต้นทุนการให้บริการของบริษัทสูงขี้น เพราะต้องซื้อสิทธิการใช้งานแพลตฟอร์ม
จากตัวแทนจำหน่ายอื่น ที่มีราคาที่สูงกว่า จึงอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อความสามารถในการแข่งขันและผลประกอบการของบริษัท

ปัจจบันผู้พัฒนาและให้บริการซอฟต์แวร์ชั้นนำของโลก เช่น SAP Oracle และ Microsoft มีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิป็นศูนย์ หรือเป็นลบ ภายในปี 2573 และ 2593 จึงมีแนวโน้มที่จะออกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรายงานและวิเคราะห์ข้อมูลด้าน ESG มากขึ้นเพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถปฎิบัติตาม
กฎระเบียบดานสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นมากขี้นในหลายประเทศ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการเหล่านี้มีเป้าหมายที่จะให้ซอฟต์แวร์ที่บริษัทให้บริการอยู่ใน Data Center ที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด ส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการไอทีของไทยควรที่จะเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการ Data Center ที่เป็นสมาชิกในกลุ่ม RE 100 ซึ่งเป็นบริษัทที่มีเป้าหมายที่จะใช้พลังงานหมุนเวียน 100% เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถเลือกใช้บริการ Data Center จากผู้ให้บริการที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ให้กับลูกค้า รวมทั้งมีแผนขยายบริการซ่อมบำรงรักษาผลิตภัณฑของบริษัท ดังนั้น ผู้ประกอบการของไทยควรเตรียมพร้อมในการให้บริการซ่อมบำรุงหลังการขาย
เพื่อให้ยังคงได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนจำหน่ายต่อไป

บทความโดย พงษ์ประภา นภาพฤกษ์ชาติ นักวิเคราะห์ Krungthai COMPASS

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...