Whoscall เผย SMS phishing ยังระบาดหนักในไทยพราะค่าใช้จ่ายหลักสตางค์
Whoscall เผยปี 67 คนไทยถูกมิจฉาชีพโทรฯ-ส่ง SMS หลอกถึง 168 ล้านครั้ง สูงสุดในรอบ 5 ปี ใช้มุกหลอกกู้เงิน ขายสินค้าปลอม แอบอ้างหน่วยงานมากสุด ชี้แนวโน้มไทยยังเสี่ยงโดนหลอกเพิ่มขึ้น SMS phishing ยังระบาดหนัก เพราะค่าใช้จ่ายสำหรับส่ง SMS ถูกลง ข้อมูลคนรั่วไหลมากขึ้น และ มิจฉาชีพใช้ AI มาช่วยให้หลอกเหยื่อได้เร็วขึ้น เฉลี่ยใช้ไม่ถึง 1 ชั่วโมงหลอกเหยื่อสำเร็จ
24 ก.พ. 2568 นายแมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Whoscall เปิดเผยว่า ตั้งแต่ที่บริษัทเริ่มเผยแพร่รายงานประจำปีตั้งแต่ปี 2563 บริษัทได้ติดตามสถานการณ์การหลอกลวงของมิจฉาชีพที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในเกือบทุกๆ ตลาดหลักที่ Whoscall ให้บริการอย่างใกล้ชิด
สำหรับประเทศไทย ในปี 2567 สามารถระบุสายโทรศัพท์และข้อความหลอกลวงได้สูงสุดในรอบ 5 ปี ถึง 168 ล้านครั้ง โดยในปี 2567 ประเทศไทยมีจำนวนการตรวจพบสายโทรศัพท์และข้อความ SMS หลอกลวงเพิ่มขึ้นประมาณ 168 ล้านครั้ง สูงสุดในรอบ 5 ปี จากปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ 79.2 ล้านครั้ง หรือสูงขึ้น 112%
โดยแบ่งเป็นการโทรหลอกลวงเพิ่มขึ้นเป็น 38 ล้านครั้ง จาก 20.8 ล้านครั้งในปี 2566 ขณะที่จำนวนข้อความ SMS หลอกลวงพุ่งสูงถึงเกือบ 130 ล้านครั้ง จาก 58.3 ล้านครั้งในปี 2566
กลโกงที่พบมากที่สุด ได้แก่ การหลอกขายบริการและสินค้าปลอม การแอบอ้างตัวเป็นหน่วยงาน และ หลอกว่ามีเงินกู้อนุมัติง่าย การหลอกทวงเงิน การหลอกว่าเป็นหนี้
“จำนวนข้อความ SMS หลอกลวงพุ่งสูงถึงเกือบ 130 ล้านครั้ง เป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่ากลุ่มมิจฉาชีพยังคงใช้การส่งข้อความเป็นช่องทางหลักในการหลอกลวง โดยข้อความ SMS หลอกลวงที่แนบลิงก์ฟิชชิง เช่น ข้อความ SMS ที่หลอกให้กู้เงิน และโฆษณาการพนันยังคงพบมากที่สุด
นอกจากนี้กลุ่มมิจฉาชีพยังเปลี่ยนกลยุทธ์มาแอบอ้างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมากขึ้น เช่น แอบอ้างเป็นบริการจัดส่งสินค้า รวมไปถึงการปลอมเป็นหน่วยงานสาธารณูปโภค เพื่อส่งข้อความชวนเชื่อที่สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐเกี่ยวกับมาตรการลดค่าไฟฟ้า คืนค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้า มาตรการคนละครึ่ง และดิจิทัลวอลเล็ต”
นายแมนวู เปิดเผยว่า นอกจากนี้ จากข้อมูลของฟีเจอร์ Web Checker ของ whoscall ที่ผู้ใช้สามารถตรวจสอบลิงก์ที่น่าสงสัยและอันตรายบนเว็บบราวเซอร์ในระหว่างการใช้งานโทรศัพท์มือถือ ในปี 2567 ฟีเจอร์นี้ช่วยปกป้องผู้ใช้งานจากการคลิกลิงก์อันตราย แปลกปลอมหลากหลายประเภท โดยประเภทลิงก์อันตรายที่พบมากที่สุด เป็นลิงก์ฟิชชิงที่มีวัตถุประสงค์เพื่อดูดเงิน หรือล้วงข้อมูลส่วนบุคคล 40% ส่วนลิงก์อันตรายที่เหลือเป็นลิงก์ที่เชื่อมโยงกับการพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย 30% และลิงก์อันตรายที่หลอกให้เหยื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่มีมัลแวร์เพื่อขโมยข้อมูลสำคัญจากอุปกรณ์อีก 30%
ขณะที่ฟีเจอร์ ID Security ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองได้ ในปีที่ 2567 ฟีเจอร์ ID Security เป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความระมัดระวังความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โดยผลการวิเคราะห์พบว่าข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ 41% รั่วไหลไปยังที่ต่าง ๆ เช่น ดาร์กเว็บ และดีพเว็บ ในบรรดาข้อมูลส่วนตัวที่รั่วไหลพบว่า 97% เป็น อีเมล และ 88% เป็นเบอร์โทรศัพท์ ซึ่งอาจมีข้อมูลเช่น วันเดือนปีเกิด ชื่อนามสกุล พาสเวิร์ด รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ หลุดร่วมไปด้วย
ทั้งนี้ปัจจุบันการหลอกลวงเกิดขึ้นในทุกภูมิภาคและเป็นตัวเลขที่สูงในทุกภูมิภาค แต่จะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่นบางประเทศมิจฉาชีพใช้การโทรมากว่า ส่ง SMS แต่บางประเทศส่ง SMS เป็นหลัก ขณะที่ปัจจุบันแนวโน้มการหลอกลวงใน เกาหลี ไต้หวัน และ ญี่ปุ่น มีการเติบโตที่ชะลอลง ขณะที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย และ มาเลเซีย ยังมีการหลอกลวงที่เติบโตในระดับสูง อย่างไรก็ตาม พบว่าสาเหตุที่มิจฉาชีพนำมาใช้แอบอ้างหลอกลวงเหมือนกัน คือ หลอกลงทุน หลอกให้ซื้อสินค้าและบริการ และ แอบอ้างเป็นหน่วยงาน
“การหลอกลวงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ในเทรนด์ที่กำลังเติบโต สำหรับประเทศไทยที่ตัวเลขเติบโตสูง มาจากปัจจัยด้าน ค่าใช้จ่ายที่มิจฉาชีพใช้หลอกคนที่ถูกลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการส่ง SMS ที่มีค่าใช้จ่ายต่อครั้งอยู่ในหลักสตางค์เมื่อเทียบกับการโทรที่แพงกว่า และการที่ข้อมูลของคนรั่วไหลมากขึ้นทุกวันประกอบกับมิจฉาชีพใช้ AI มาใช้ให้หลอกลวงได้ง่ายขึ้น ทำให้กลโกงซับซ้อนมากขึ้น
ขณะที่ยังพบว่าปัจจุบันคนโดนหลอกในเวลาที่เร็วมากขึ้นโดยเฉลี่ยภายใน1 ชั่วโมง เพราะมิจฉาชีพรู้ข้อมูลมากขึ้น ไม่ต้องใช้เวลาเก็บข้อมูลเหมือนเมื่อก่อน”
ด้าน นายกชศร ใจแจ่ม กรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย เปิดเผยว่า สำหรับแนวโน้มการหลอกลวงผ่านโทรศัพท์ของประเทศไทย หากรัฐบาลให้ความสำคัญคาดว่าจะทำให้ตัวเลขลดลง
“หลังจากรัฐบาลได้ออกมาตรการอย่างเข้มข้นในช่วงกลางปี 2567 เรายังไม่เห็นตัวเลขที่ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร ตอนนี้ภาครัฐเน้นไปที่คอลเซนเตอร์ คิดว่าตัวเลขการหลอกลวงก็น่าจะลดเยอะไปพอสมควร เพราะที่ผ่านมาไม่ได้มีการทำที่จริงจังขนาดนี้มาก่อน เราคาดหวังว่าจะดีขึ้น”
ทั้งนี้จากรายงานประจำปี 2567 ของ whoscall พบว่าใน 1 วัน Whoscallช่วยปกป้องคนไทยจากมิจฉาชีพได้มากกว่า 460,000 ครั้ง Ffpประชาชนควรตื่นตัวและใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อปกป้องตนเอง โดยแอป Whoscall มีฟีเจอร์ที่ช่วยป้องกันมิจฉาชีพได้ เช่น
- ฟีเจอร์ Caller ID จะยังเป็นแนวป้องกันแรกที่สามารถระบุตัวตนของหมายเลขที่ไม่รู้จักแบบเรียลไทม์ ช่วยเตือนภัยสายเรียกเข้าหลอกลวง และสายสแปมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ฟีเจอร์ ID Security ประชาชนควรใช้ความระมัดระวังเมื่อแชร์ข้อมูลส่วนตัวทางออนไลน์ และระวังลิงก์ หรือคำขอที่น่าสงสัย โดยสามารถทดลองใช้ฟีเจอร์ ID Security เพื่อตรวจสอบว่าข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลไปที่ไหนแล้วหรือไม่ เพื่อเพิ่มความระมัดระวังในการติดต่อผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น อีเมล เบอร์โทรศัพท์ และข้อความ SMS ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการ
- ฟีเจอร์ Auto Web Checker บนแอปพลิเคชัน Whoscall สำหรับผู้บริโภคจะช่วยแจ้งเตือน เมื่อผู้ใช้งานคลิกลิงก์จากข้อความ SMS หรือเว็บบราวเซอร์ เข้าไปยังเว็บไซต์ที่อาจเป็นอันตราย
- ฟีเจอร์ Whoscall Verified Business Number หรือ VBN สำหรับธุรกิจ จะช่วยยืนยันเบอร์โทรศัพท์ของธุรกิจ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในความถูกต้องของสายโทรเข้า ธุรกิจสามารถใช้โซลูชันนี้เพื่อเสริมสร้างการสื่อสารกับลูกค้า ปกป้องภาพลักษณ์ของแบรนด์ และป้องกันความเสียหายต่อชื่อเสียงจากการถูกแอบอ้าง