โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

สวนสวยในเมือง(ห)ลวง

The101.world

เผยแพร่ 28 มี.ค. 2565 เวลา 21.06 น. • The 101 World

พักหลังๆ หากได้เข้ากรุงเทพฯ คราใด ผมมักหาโอกาสไปสวนสาธารณะเสมอ (จากเมื่อ 4-5 ปีก่อนชอบเดินสำรวจห้าง) ตั้งแต่หันมาวิ่งออกกำลังกายและกลายเป็นเทรนเนอร์ในเกมโปเกมอนโก นึกอิจฉาคนกรุงเทพฯ ที่มีสวนใหญ่ๆ ให้วิ่ง อีกทั้งยังเป็นรังของโปเกมอนหายาก และเป็นแหล่งรวมยิม ได้ทั้งออกกำลังกายและจับโปเกมอน (หรือร่วมกลุ่มตีบอส) ไปพร้อมกัน

สวนจตุจักรกับสวนลุมพินีคือสวนที่ผมไปบ่อยๆ เพราะไปง่าย มีรถไฟฟ้าถึง ไม่ว่าแบบบนดิน (BTS) หรือใต้ดิน (MRT) วิ่งรอบหนึ่ง 2-3 กิโลฯ แถมยังไปต่อสวนอื่นได้อีก สวนจตุจักรไปสวนสมเด็จฯ กับสวนรถไฟ (อยู่ติดๆ กัน) สวนลุมฯ ไปสวนเบญจกิติ (ใช้สะพานเขียว)

ขณะที่ทุกสวนที่มีอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่ไม่มีสวนไหนใหญ่เท่านี้ (ไม่นับที่เป็นสนามกีฬา) สวนที่ใหญ่สุดของ กทม. คือ สวนหลวง ร.9 มีขนาด 500 ไร่ รอบหนึ่งคือ 5 กิโลฯ สวนขนาดใหญ่ที่สุดที่เชียงใหม่ก็มีชื่อคล้ายกันคือ สวนล้านนา ร.9 ขนาด 170 ไร่ รอบละ 1 กิโลฯ เศษ ยังไม่พูดถึงความนิยมและการดูแลรักษา ซึ่งสวน ร.9 ที่เชียงใหม่ไม่มีอะไรไปเทียบ

สวนในกรุงเทพฯ ที่อยากไปจริงๆ ตั้งแต่เมื่อครั้งได้ยินข่าวโครงการนี้เมื่อหลายปีก่อนก็ไม่พ้น 'สวนป่าเบญจกิติ' ซึ่งเป็นส่วนต่อขยาย (ส่วนที่ 2 แบ่งเป็น 3 ระยะ) จากสวนเบญจกิติเดิมที่มีมาตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งเป็นเส้นทางออกกำลังกายรอบบึงยาสูบข้างๆ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (ส่วนที่ 1) ยิ่งในช่วงกันยายน-ตุลาคมปีที่แล้วเห็นหลายเพจลงรูปถี่ๆ ว่าได้เข้าทดลองใช้สวนจริงมาแล้วก็ยิ่งกระตุ้นต่อมความอยากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะเส้นทางวิ่งบนทางเดินลอยฟ้า (skywalk) แต่พอผมได้ไปจริงๆ ประมาณเดือนพฤศจิกายน สวนก็ยังไม่เปิด และเท่าที่เห็นไกลๆ จากนอกรั้วก็ยังไม่น่าจะเสร็จในเวลาอันใกล้ (หมายถึงส่วนที่ 2 เฟส 2-3)

แต่จนแล้วจนรอด สวนส่วนนี้ก็เปิดให้ประชาชนเข้าไปใช้งานได้หลังขึ้นปีใหม่ ท่ามกลางสัญญาณบ่งชี้ว่ากำลังจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ทั้งที่กำหนดเปิดอย่างเป็นทางการคือ วันที่ 12 สิงหาคม 2565 โดยบอกว่ามอบให้เป็นของขวัญแก่ชาวกรุงเทพฯ

สวนเบญจกิติมีพื้นที่รวมทั้งหมด 450 ไร่ ตั้งอยู่บนบริเวณที่ดินของโรงงานยาสูบเดิม หลังจากโรงงานถูกย้ายออกไปอยู่ที่อยุธยาแล้ว จึงพัฒนาพื้นที่ตรงนี้เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่กลางเมือง ระยะแรกริเริ่มพัฒนาโดยกรมธนารักษ์ ก่อนที่ต่อมากองทัพบกจะเข้ามาเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง (ส่วนที่ 2) และในที่สุดก็ส่งมอบพื้นที่ดังกล่าวให้กรุงเทพมหานครรับไปดูแลรักษาและบริหารจัดการ งบประมาณที่ใช้มาจากการยาสูบแห่งประเทศไทย (เพิ่งเปลี่ยนเป็นชื่อนี้เมื่อปี 2561) ในกรอบวงเงินไม่เกิน 1,000 ล้านบาท

บ่ายแก่ๆ วันหนึ่งปลายเดือนกุมภาพันธ์ ผมมีโอกาสไปลองเดินเล่นวนไปวนมาในสวนแห่งนี้ แต่ไม่ได้รู้สึกร่มรื่นเหมือนชื่อที่บอกว่าเป็นสวนป่าเลย ต้นไม้เหี่ยวเฉาแห้งตายมีให้เห็นตลอดเส้นทางเดินสำรวจธรรมชาติ แถมพูดได้อย่างเต็มปากว่ายังสร้างไม่เสร็จ เนื่องจากแนวคิดการออกแบบตั้งใจให้ปลูกพรรณไม้ใหญ่ที่มีลักษณะต้นสูงโปร่งและใบหนาทึบ ผสมผสานกับต้นไม้ที่เป็นของเดิม และปรับปรุงบางอาคารที่เก็บไว้เป็นพิพิธภัณฑ์และสนามกีฬา แน่นอนว่าคงต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะขยับเข้าใกล้ภาพฝันนั้น

จนเกิดคำถามว่าทำไมหน่วยงานส่วนกลางในกรุงเทพฯ ถึงพยายามตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องเข้ากับเป้าหมายเรื่องพื้นที่สีเขียวของ กทม. อย่างพอเหมาะพอเจาะ ขณะที่หน่วยงานเดียวกัน ทว่าปฏิบัติหน้าที่ในต่างจังหวัดกลับไม่ได้มีวิธีคิดแบบเดียวกันนี้

ย้อนกลับไปช่วงคาบเกี่ยวกับที่เริ่มมีโครงการพัฒนาสวนเบญจกิติส่วนที่ 2 ระยะที่ 1 ราวปี 2559 ที่เชียงใหม่ กรมธนารักษ์พยายามผลักดันให้เกิดโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ (อธิบายง่ายๆ คือคอนโดฯ สำหรับข้าราชการ) ขึ้นในบริเวณที่ทิ้งร้างที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ปกคลุม อันเคยเป็นที่ตั้งของโรงงานห้องเย็นขององค์การอุตสาหกรรมห้องเย็นมาก่อน แต่ปิดตัวลงไปนานแล้ว (จนกลายเป็นเส้นทางเทรลของชาวต่างชาติที่อยากได้ความรู้สึกเหมือนวิ่งในป่า แต่อันที่จริงอยู่ในเมือง) ติดกับโรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย

หลังมีการเปิดให้จองไม่นานก็นำไปสู่ความเคลื่อนไหวของสมาคมผู้ปกครองและครู สมาคมนักเรียนเก่าของโรงเรียน เดินหน้าเข้าร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรม และยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองเชียงใหม่ (ร่วมกับโรงเรียนอื่นบริเวณใกล้เคียง) เพื่อให้ยุติการดำเนินการ เป็นผลให้ต่อมากรมธนารักษ์ต้องแถลงยกเลิกโครงการ พร้อมหารือผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่และภาคประชาชนเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวต่อไป ซึ่งที่สุดก็ได้กลายเป็น 'สวนสาธารณะเจริญประเทศ' เสร็จปี 2562 โดยความร่วมมือของ 3 หน่วยงาน กรมธนารักษ์ (มอบพื้นที่ให้) เทศบาลนครเชียงใหม่ (ผู้ขอใช้พื้นที่) และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ (เจ้าภาพด้านงบประมาณที่ใช้ในการปรับปรุง 13 ล้านบาทเศษ) โดยภาคประชาสังคมคือเครือข่ายร่วมสร้างสรรค์มหัศจรรย์กลางเมือง ช่วยสนับสนุนเงินสมทบอีกส่วนหนึ่ง (4-5 แสนบาท)

ในขณะที่คนกรุงเทพฯ ได้สวนเบญจกิติมาอย่างง่ายดาย คนต่างจังหวัดต้องต่อสู้เรียกร้องถึงจะได้มา แน่ละ สวนแห่งนี้ไม่ใช่ตัวอย่างเดียวของพื้นที่สาธารณะที่เป็นผลจากการเรียกร้องผลักดันของคนในต่างจังหวัด ยังมีกรณีอีกมากมายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับการเคลื่อนไหวให้ย้ายสถานที่ราชการออกไปจากย่านใจกลางเมือง ไม่ว่าศาลากลาง เรือนจำ หรือสนามบินเก่าก็ตาม

ข้างต้นสะท้อนว่าอำนาจจัดการ ‘เหนือ’ พื้นที่ไม่ได้เป็นของท้องถิ่น พื้นที่เมืองโดยส่วนใหญ่ถูกครอบครองโดยส่วนราชการซึ่งกรมธนารักษ์อนุญาตให้ใช้ที่ดินราชพัสดุอยู่ การตัดสินใจว่าจะให้ที่ดินผืนนั้นเป็นอะไรจึงขึ้นอยู่กับนโยบายของกรมธนารักษ์ ซึ่งที่ผ่านมามุ่งเน้นการพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์เป็นหลัก

อีกทั้งสวนสาธารณะจำนวนไม่น้อยของเมืองต่างจังหวัดไม่ได้อยู่ในความดูแลของท้องถิ่น แต่เป็นของหน่วยราชการส่วนกลางต่างๆ ที่บางครั้งก็ไม่ได้เปิดกว้างสำหรับประชาชนเสมอไป ขอยกตัวอย่างใกล้ตัวที่ผมพบเจอที่เชียงใหม่ เช่น สวนรุกขชาติห้วยแก้วของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ต้องถูกปิดไปนานหลายเดือนตามมาตรการปิดการท่องเที่ยวเขตอุทยานแห่งชาติเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทั้งที่ก็ไม่ได้เกี่ยวกัน บางหน่วยงานขาดแคลนงบประมาณดูแลรักษามักปล่อยปละละเลย เช่น สวนหย่อมหน้าค่ายกาวิละ หรือไม่ก็ยุติการให้บริการไปเลย เช่น สวนสาธารณะบนที่ดินของการรถไฟ (ซึ่งช่วงหนึ่งเคยยกให้ทางเทศบาลดูแล ภายหลังขอเอาพื้นที่คืน แต่กลับดูแลไม่ไหว) ยกเว้นสวนในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งค่อนข้างเอื้อต่อบุคคลภายนอกเข้าใช้ และยังมีหลายสถานที่ที่สามารถพัฒนาเป็นสวนขนาดใหญ่ได้อีกมาก โดยเฉพาะที่อยู่ในความดูแลของเหล่าทัพ เช่น สนามม้าหนองฮ่อ

สวนสาธารณะนอกจากจะทำหน้าที่เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจซึ่งเลือกทำกิจกรรมได้หลากหลายแล้ว ยังมีคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อม มีส่วนช่วยในการลดอุณหภูมิและดูดซับมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ที่เป็นผลโดยตรงจากปัญหาหมอกควันได้

ถ้าลองติดตามเพจผู้ว่าฯ อัศวิน จะเห็นชัดเจนว่าเน้นย้ำเรื่องการพัฒนาพื้นที่สีเขียวอย่างต่อเนื่อง และให้น้ำหนักต่อประเด็นนี้มากที่สุด (มากเสียยิ่งกว่าปัญหาการแพร่ระบาดของโควิดและประเด็นอื่นๆ)

สวนเทียนทะเลพัฒนาพฤกษาภิรมย์ สวนรัชวิภา สวนสามวาพนานุรักษ์ สวนบวรประชานันท์ สวนกล้วยมะ คลองสามวา สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) สวนบางแคภิรมย์ สวนลอยฟ้าเจ้าพระยา สวนทวีกาญจนา สวนเก้าเนินเดินตามรอยพ่อ และที่จะขาดมิได้ สวนเบญจกิติโฉมใหม่ และสวนลุมพินีครบ 100 ปี (ในปี 2568)

ข้างต้นเป็นรายชื่อสวนสาธารณะของ กทม. ที่ถูกเอ่ยถึงโดยเพจผู้ว่าฯ อัศวินในเวลาเพียง 2-3 เดือนมานี้ มีทั้งที่สร้างสวนแห่งใหม่และปรับปรุงสวนเดิม สวนขนาดใหญ่และสวนขนาดย่อม ภายใต้เป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพมหานครให้ได้ถึงเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุให้ค่าเฉลี่ยอัตราพื้นที่สีเขียวต่อจำนวนประชากรควรอยู่ที่ 9 ตารางเมตรต่อคนหรือมากกว่า แต่ปัจจุบันยังไปไม่ถึง ยังอยู่ที่ 7.30 ตร.ม./คน ทั้งนี้ พื้นที่สีเขียวกินความกว้างกว่าสวนสาธารณะ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของพื้นที่สีเขียวประเภทหนึ่งในบรรดาพื้นที่สีเขียวทุกประเภทเท่านั้น[1]

ถ้าเจาะจงดูพื้นที่สีเขียวประเภทบริการสาธารณะโดยเฉพาะ เช่น สวนสาธารณะ สนามกีฬากลางแจ้ง สนามเด็กเล่น จะพบว่าเรามีพื้นที่สีเขียวที่เป็นสาธารณะน้อยมาก ในเขต กทม. มีอยู่ 1.20 ตร.ม./คน[2] เขตเทศบาลนครเชียงใหม่มี 3.47 ตร.ม./คน[3] ขณะที่เกณฑ์มาตรฐานของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอยู่ที่ 4.0 ตร.ม./คน จากตัวเลขเมื่อประมาณ 1-2 ปีก่อน เหตุที่สถานการณ์พื้นที่สีเขียวโดยรวมยังค่อนข้างดีเพราะมีพื้นที่สีเขียวประเภทอื่นอยู่มาก

นโยบายของผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่เปิดตัวไปแล้วหลายคนก็ประสานเสียงพูดถึงเรื่องนี้กันอย่างพร้อมเพรียง

นโยบายสวน 15 นาทีของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เพื่อกระจายสวนและพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงได้ ด้วยการเดินภายใน 15 นาที หรือประมาณ 800 เมตร

นโยบาย Join Space และ Pocket Park ของสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เข้าไปขอดูแลปรับปรุงพื้นที่เหลือบริเวณใต้สะพานของกรมทางหลวงชนบท เพื่อให้คนและสัตว์เลี้ยงมาใช้งานร่วมกัน ตลอดจนเปลี่ยนพื้นที่รกร้างของเอกชนเป็นสวนสาธารณะฉบับกระเป๋า แลกกับการลดหย่อนภาษีที่ดินให้

นโยบายสนามหลวงต้องเป็นพื้นที่สาธารณะของทุกคนของวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เสนอเปิดใช้งานสนามหลวงอย่างมีชีวิตชีวาเหมือนที่เคยเป็น โดยเอารั้วกั้นออกให้ทั้งหมด รวมถึงเสนอให้เปลี่ยนที่รกร้างเป็นสวนสาธารณะโดยใช้มาตรการต่างๆ เช่น ใช้กลไกภาษีที่ดินจูงใจ ออกข้อบัญญัติบังคับ

ผู้สมัครท่านอื่นที่ไม่ได้เอ่ยถึง (เพราะยังไม่เห็นรายละเอียดของนโยบาย) มักจะเคยพูดเสนอแนวทางในทำนองนี้เหมือนๆ กัน ไม่แตกต่างกันนัก

ไปให้ไกลกว่านโยบายเหล่านี้คือ ต้องเรียกร้องให้เกิดการกระจายอำนาจ อำนาจบริหารจัดการพื้นที่ต้องเป็นของท้องถิ่น ไม่ใช่แค่ กทม. แต่หมายถึงทุกเมืองทั่วประเทศ เพราะในหลายกรณีชี้ชัดว่าท้องถิ่นทำเรื่องนี้ได้ดีกว่าส่วนกลาง ไม่เช่นนั้นก็อาจจะมีปัญหาการขอทวงคืนพื้นที่อื่นๆ เกิดขึ้นอีกซ้ำๆ ไม่รู้จบ

[1] ประเภทของพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดไม่เหมือนกัน ในต่างจังหวัดแบ่งเป็น 6 ประเภทตามคุณลักษณะและการใช้ประโยชน์ที่กำหนดโดยสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้แก่ 1.พื้นที่สีเขียวเพื่อการบริการสาธารณะ 2.พื้นที่สีเขียวเพื่ออรรถประโยชน์ 3.พื้นที่สีเขียวริ้วยาวตามแนวสาธารณูปการ 4.พื้นที่สีเขียวเพื่อเศรษฐกิจชุมชน 5.พื้นที่สีเขียวธรรมชาติ และ 6.พื้นที่สีเขียวรอการพัฒนา ส่วนกรุงเทพฯ แบ่งละเอียดแยกย่อยกว่ามาก มีพื้นที่สีเขียวถึง 10 ประเภท ได้แก่ 1.สวนสาธารณะ 2.สนามกีฬากลางแจ้ง 3.สนามกอล์ฟ 4.แหล่งน้ำ 5.ที่ลุ่ม 6.ที่ว่าง 7.พื้นที่ไม้ยืนต้น 8.พื้นที่เกษตรกรรม 9.พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 10.พื้นที่อื่นๆ และสวนสาธารณะแยกได้อีก 7 ประเภทคือ 1.สวนหย่อมขนาดเล็ก 2.สวนหมู่บ้าน 3.สวนชุมชน 4.สวนระดับย่าน 5.สวนระดับเมือง 6. สวนถนน 7.สวนเฉพาะทาง ดู สรุปข้อมูลพื้นที่สีเขียวเชิงปริมาณในต่างจังหวัดเป็นรายจังหวัดและจำแนกตามประเภทได้ที่ http://thaigreenurban.onep.go.th/frmTassaban.aspx; ฐานข้อมูลและระบบติดตามประเมินผลการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพมหานครทาง http://203.155.220.118/green-parks-admin/

[2] อ้างใน ““กรุงเทพฯ” เมืองหลวง “Outdoor Space” สุดย่ำแย่,” กรุงเทพธุรกิจ (30 กันยายน 2564), จาก https://www.bangkokbiznews.com/social/963123

[3] อ้างใน จิราภา สุนันต๊ะ และลักษณา สัมมานิธิ, “การเพิ่มพื้นที่สีเขียวของเมืองในศาสนสถานประเภทวัด กรณีศึกษาเทศบาลนครเชียงใหม่,” วารสารวิชาการสาระศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉบับที่ 1/2564, หน้า 238, จาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sarasatr/article/download/249609/169982/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...