เขื่อนขุนด่านปราการชล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร บรรเทาอุทกภัย พร้อมเสริมการท่องเที่ยว จ.นครนายก
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2536 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้มีพระราชดำริให้ก่อสร้างเขื่อนคลองท่าด่าน ที่บ้านท่าด่าน ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เพื่อช่วยกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตร อุปโภค –บริโภค แก้ปัญหาดินเปรี้ยว และช่วยบรรเทาอุทกภัยในเขตจังหวัดนครนายก โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำนครนายกตอนบน ต่อมาในปี 2542 กรมชลประทานจึงได้เริ่มก่อสร้างเขื่อนขึ้น และวันที่ 2 มิถุนายน 2544 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงวางศิลาฤกษ์เขื่อนคลองท่าด่าน และในวันที่ 5 มิถุนายน 2549 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ เขื่อนคลองท่าด่าน ว่า “เขื่อนขุนด่านปราการชล”
สำหรับเขื่อนขุนด่านปราการชล เป็นเขื่อนคอนกรีตบดอัดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เริ่มเก็บกักน้ำ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2547 เป็นต้นมา เก็บกักน้ำได้ 224 ล้าน ลบ.ม. ส่งน้ำให้พื้นที่ได้รับประโยชน์ 185,000 ไร่ ช่วยให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกได้เต็มพื้นที่ ซึ่งจากเดิมก่อนสร้างเขื่อนนั้น เกษตรกรปลูกข้าวนาปรัง ได้เพียงปีละ 10,000 ไร่-20,000 ไร่ ปัจจุบันสามารถทำการเพาะปลูกได้ 60,000-70,000 ไร่ ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิม 53.33 ถังต่อไร่ เป็น 72.86 ถังต่อไร่ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจากเดิม นอกจากส่งน้ำเพื่อการเกษตรแล้วนั้น เขื่อนขุนด่านปราการชล ยังส่งน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภคของประชาชน ในพื้นที่ชุมชนต่างๆ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนครนายก อำเภอปากพลี อำเภอองครักษ์ และอำเภอบ้านนา พร้อมทั้งยังช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยและปัญหาภัยแล้ง ในพื้นที่ลุ่มน้ำนครนายกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในฤดูฝนจะบริหารจัดการโดยมีการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำ เพื่อรองรับปริมาณน้ำท่าที่เกิดขึ้นเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัย ส่วนในฤดูแล้งจะส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานตอนล่าง และจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำเพื่อจัดการการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ สำนักงาน กปร. ร่วมกับจังหวัดนครนายก และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้มีการดำเนินงานในด้านต่างๆ เช่น การแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว โดยการผันน้ำจากเขื่อนชำระล้างดินเปรี้ยวควบคู่กับการใช้ปูนขาวและปุ๋ยพืชสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน นอกจากนี้ เขื่อนขุนด่านปราการชล ยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำขนาดใหญ่ ได้แก่ ปลาชนิดต่างๆและกุ้งก้ามกราม ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการปล่อยสัตว์น้ำไปแล้ว มากกว่า 20 ล้านตัว ซึ่งเป็นประโยชน์ในการเป็นแหล่งอาหารแก่ประชาชน และนอกจากประโยชน์ทางด้านการเกษตร เขื่อนขุนด่านปราการชล ยังเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 10 เมกกะวัตต์ จำนวน 28 ล้านหน่วยต่อปี อีกทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดนครนายก ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมทัศนียภาพอันสวยงามของเขื่อนเป็นจำนวนมาก มีกิจกรรมล่องแก่งในลำน้ำได้ตลอดปี ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ทั้งหมดนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานแนวพระราชดำริในการพัฒนาแหล่งน้ำให้ราษฎรจังหวัดนครนายก และพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อราษฎรมีชีวิตความป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน