ลาออก - ย้ายงาน จัดการกับเงินเก็บเกษียณก้อนสุดท้ายยังไงดี
ทันข่าว Today
อัพเดต 09 ธ.ค. 2563 เวลา 00.00 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 00.00 น. • ทันข่าว ChannelHighlight
เราตัดสินใจย้ายงาน หรือลาออก ก็เปรียบเสมือนว่าต้องย้ายไปอยู่ในสังคมใหม่ ซึ่งแน่นอนว่า หนึ่งในเรื่องที่เราต้องจัดการ ก็คือ ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)
ที่อยู่กับที่ทำงานปัจจุบัน ที่เรียกว่า เป็นเงินเก็บสะสมเพื่อเกษียณก้อนใหญ่ หรือเป็นก้อนสุดท้าย (สำหรับคนที่ลาออก) ที่เราไม่อยากให้เงินหล่นหายไปไหน ซึ่งการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) นั้น เค้าก็มีทางเลือก ทันข่าวรวบรวมมาให้ลองเลือกกัน
ลาออกจากกองทุนฯ (ขายทิ้งทั้งหมด)
หลายคนพูดว่าเริ่มทำงานที่ใหม่ทุกอย่างก็ต้องเริ่มใหม่หมด ก็เลยถือโอกาสขายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ถืออยู่ แต่รู้หรือไม่ว่าการที่เราขายกองทุนออกทั้งหมดนั้นเราจะมีภาระภาษีอย่างไรบ้าง
- กรณีที่ 1: อายุ 55 ปีขึ้นไปและเป็นสมาชิกกองทุนฯไม่น้อยกว่า 5 ปี ผลคือได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี
- กรณีที่ 2: มีอายุงานมากกว่า 5 ปี ผลคือจะเสียภาษีบางส่วนโดยมีวิธี ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจง่ายๆ
อาร์ต อายุ 40 ปีต้องการลาออกจากงาน โดยทำงานกับนายจ้างปัจจุบันมาแล้ว 10 ปี ปัจจุบันมียอดกองทุนฯ ทั้งหมด 20,000 บาทโดยจะต้องเสียภาษีดังนี้
แยกเงินได้ที่ต้องเสียภาษีออกจากเงินสำรองเลี้ยงชีพทั้งก้อน โดยภาษีจะคำนวณจาก เงินสะสม + ผลประโยชน์เงินสะสม + ผลประโยชน์เงินสมทบ ยกตัวอย่างได้เท่ากับ 150,000 บาท
คำนวณค่าใช้จ่ายได้ = 70,000 บาท (7,000*10 ปี)
คำนวณหาเงินได้ที่ต้องเสียภาษี = 40,000 บาท ((150,000 – 70,000)÷2)
คำนวณภาษีบุคคลธรรมดา = 2,000 (40,000 * 5%)
กรณีที่ 3 : อายุงานน้อยกว่า 5 ปี ผลคือผู้ขายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต้องนำเงินได้ทั้งจำนวนเงินสะสม + ผลประโยชน์เงินสะสมผล + ประโยชน์เงินสมทบเพื่อเสียภาษีโดยไม่สามารถหักรายจ่ายได้
จากตัวอย่างที่แล้วยอดเงิน 150,000 บาท ต้องนำไปเสียภาษี 5% ทำให้เสียภาษีรวม 7,500 บาท
คงเงินไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ทางเลือกนี้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังเปิดโอกาสให้เราสามารถคงเงินสะสมไว้ทั้งจำนวนในกองทุนเดิมโดยมีค่าใช้จ่ายรายปี 500 บาท ถ้าเราเลือกเลือกนี้จะมีข้อดีดังต่อไปนี้
• หากคงเงินไว้จนถึงอายุ 55 ปีและอายุสมาชิกกองทุนไม่น้อยกว่า 5 ปีแล้วเมื่อลาออกจากกองทุนจะทำให้ไม่ต้องเสียภาษี
• เพื่อรอเวลาให้ตลาดปรับตัวดีขึ้น เพราะในช่วงที่เราคงเงินลงทุนไว้ในกองทุนเดิมนั้นเงินลงทุนดังกล่าวมีการลงทุนตามนโยบายที่เราเลือกไว้ทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์จากการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
• ถ้าผ่านไป 1 ปี และไม่มีการลาออกจากกองทุนจริงๆเงินดังกล่าวก็ยังคงถูกลงทุนตามนโยบายที่เราเลือกไว้และเมื่อถึงเวลาที่เราตัดสินใจลาออกจากกองทุนดังกล่าวก็จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมย้อนหลังของปีที่เรายังไม่ได้ชำระ
โอนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ไปกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
ทางเลือกนี้เป็นทางเลือกที่ทางภาครัฐเปิดโอกาสให้เราจัดสรรเงินของเราได้อย่างดี‼️
เพราะเราสามารถโอนเงินทางก้อนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปบริหารเองได้ผ่านกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ
โดยการโอนเงินมาอยู่ใน RMF ต้องมีจุดที่เข้าใจเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
• ถ้าเราไม่เคยลงทุนในกองทุน RMF มาก่อนเลยการโอนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไป RMF จะไม่ทำให้เราต้องซื้อ RMF ทุกๆปีจนถึงอายุ 55
• เป็นการเปิดโอกาสในการเลือกบริษัทและนโยบายการลงทุนเองได้โดยบางนโยบายการลงทุนไม่ได้มีให้เลือกในขณะที่เราลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตัวเช่น การลงทุนในทองคำ หรือ การลงทุนในต่างประเทศจะสังเกตุได้ว่าทางเลือกในการตัดสินใจเรื่องการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็มีให้เลือกหลากหลายแล้วแต่เงื่อนไข และความเสี่ยงที่เหมาะสม
ทำไมถึงควรโอนเงินจาก PVD ไป RMF for PVD?
- RMF เป็นกองทุนที่มี concept เดียวกันกับ PVD นั่นคือจัดตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวให้ผู้ลงทุนมีเงินเก็บไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณ
- มีผู้เชี่ยวชาญคอยบริหารเงินก้อนดังกล่าวให้งอกเงย
- การโอนเงินจาก PVD ไป RMF for PVD ไม่มีค่าธรรมเนียมในการโอนและไม่มีค่าคงสถานะสมาชิก
- ยังได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่อเนื่อง เพราะไม่ต้องนำเงินออกจาก PVD ก่อนอายุเกษียณ
- ถ้าอยากสับเปลี่ยนไปลงทุนใน RMF for PVD นโยบายอื่นที่เข้ากับสภาวะการณ์มากกว่าก็ทำได้
การโอนเงินจาก PVD ไป RMF for PVD จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะถ้านำเงินก้อนนี้ออกมาแทนที่จะนำไปลงทุนต่อ เราอาจจะใช้จ่ายจนหมดภายในไม่กี่วันก็เป็นได้