เปิดความหมายของการจัดสร้าง พระเมรุมาศและบริเวณโดยรอบ
เปิดความหมายของการจัดสร้าง พระเมรุมาศและบริเวณโดยรอบ
ความหมายของการจัดสร้างพระเมรุมาศ และความหมายของทุ่งพระเมรุมาศ
ประเทศไทยรับความเชื่อตามศาสนาพราหมณ์ ในคติที่ว่าพระมหากษัตริย์มีสถานะเปรียบสมมติเทพซึ่งสถิตบนเขาพระสุเมรุ และลงมาจุติเพื่อปกครองประชาชนและสั่งสมบุญบารมี เมื่อพระมหากษัตริย์สวรรคตจึงตั้งพระบรมศพบนพระเมรุมาศ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อจำลองเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางของจักรวาลเพื่อส่งพระวิญญาณกลับสู่เขาพระสุเมรุเช่นเดิม
พระเมรุมาศจึงเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศและแสดงพระเกียรติยศสำหรับการถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์ โดยพระเมรุมาศของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้สร้างตามกรอบแนวคิดตามโบราณพระราชพิธี 3 ประการ ดังนี้
1. สมพระเกียรติแก่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
2. ออกแบบตามหลักพระราชพิธีโบราณ โดยยึดแบบตามสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นพระเมรุมาศทรงบุษบก แตกต่างจากแบบสมัยอยุธยาที่เป็นพระเมรุมาศทรงปราสาทยอดปรางค์ที่ใช้ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เป็นพระเมรุมาศองค์สุดท้าย
3. การออกแบบยึดหลักไตรภูมิตามพระพุทธศาสนาและความเชื่อเรื่องสมมติเทพ พระเมรุมาศของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประกอบด้วยอาคารทรงบุษบก จำนวน 9 องค์ ตั้งอยู่บนฐานชาลารูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส 3 ชั้น มีบันไดทางขึ้น ทั้ง 4 ทิศ โดยโครงสร้างพระเมรุมาศ ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้
1. ลานอุตราวรรต หรือ พื้นรอบฐานพระเมรุมาศ มีสระอโนดาตทั้ง 4 ทิศและเขามอจำลอง โดยภายในสระประดับด้วยประติมากรรมสัตว์หิมพานต์ ได้แก่ ช้าง โค สิงห์ ม้า ฯลฯ
2. ฐานชาลาชั้นที่ 1 เป็นชั้นล่างสุด มีฐานสิงห์เป็นรั้วราชวัตร ฉัตรแสดงอาณาเขตพระเมรุมาศ และมีเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรก ส่วนที่มุมทั้ง 4 ของฐานมีประติมากรรมท้าวจตุโลกบาลประทับยืนหันหน้าเข้าสู่บุษบกองค์ประธาน
3. ฐานชาลาชั้นที่ 2 มีหอเปลื้องทรงบุษบกรูปแบบเดียวกันตั้งอยู่ที่มุมทั้ง 4 ใช้สำหรับจัดเก็บพระโกศทองใหญ่และพระโกศไม้จันทน์ และอุปกรณ์สำหรับงานพระราชพิธี
4. ฐานชาลาชั้นที่ 3 ฐานบุษบกประธานประดับประติมากรรมเทพชุมนุม จำนวน 132 องค์ รองรับด้วยฐานสิงห์ซึ่งประดับประติมากรรมครุฑยุดนาคโดยรอบอีกชั้นหนึ่ง มุมทั้ง 4 ของฐานชั้นที่ 3 เป็นที่ตั้งของซ่างทรงบุษบกยอดมณฑปชั้นเชิงกลอน 5 ชั้น ใช้สำหรับพระพิธีธรรม 4 สำรับ นั่งสวดอภิธรรมสลับกันไปตลอดนับตั้งแต่พระบรมศพประดิษฐานบนพระจิตกาธานจนกระทั่งถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จ
5. จุดกึ่งกลางชั้นบนสุดมีบุษบกองค์ประธานตั้งอยู่ เป็นอาคารทรงบุษบกยอดมณฑปชั้นเชิงกลอน 7 ชั้น ภายในมีพระจิตกาธานเป็นที่ประดิษฐานพระบรมโกศ ผนังโดยรอบเปิดโล่ง ติดตั้งพระวิสูตร (ม่าน) และฉากบังเพลิงเขียนภาพพระนารายณ์อวตารตอนบน และภาพโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตอนล่าง ส่วนที่ยอดบนสุดประดิษฐานนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 9 ชั้น)
ซึ่งผังของพระเมรุมาศได้มีการจัดวางในตำแหน่งอย่างลงตัว คือเมื่อหันหน้าเข้าหาพระบรมมหาราชวังแล้วมองไปที่บุษบกองค์ประธานจะสามารถมองเห็นยอดพระศรีรัตนเจดีย์ของวัดพระแก้วซ้อนอยู่พอดี
ซึ่งบริเวณท้องสนามหลวง ที่ได้มีการจัดสร้างพระเมรุมาศ เพื่อประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 นั้น ที่มาของ “ทุ่งพระเมรุ” มีเรียกกัน มีใช้ตั้งแต่สมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แต่เดิมเป็นพื้นที่ใช้เพื่อประกอบพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ของนคร รวมไปถึงเป็นสถานที่สำหรับสร้างพระเมรุมาศเพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์และพระศพของพระบรมวงศ์ชั้นสูง
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระราชทานพระนามใหม่ว่า “ท้องสนามหลวง” เพื่อความเป็นสิริมงคล แต่อย่างไรก็ตามท้องสนามหลวงแห่งนี้ก็ยังคงเป็นพื้นที่เพื่อประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ พระราชพิธีแห่งความอาดูรตามชื่อ “ทุ่งพระเมรุมาศ”