การเริ่มต้นใหม่ครั้งยิ่งใหญ่ The Great Reset
การเริ่มต้นใหม่ครั้งยิ่งใหญ่ The Great Reset
เมื่อวันที่ 4 นายสันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์ภาคเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ผู้เขียนหนังสือ Futuration ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “สันติธาร เสถียรไทย – Dr Santitarn Sathirathai” ด้วยข้อความระบุว่า
“มหาวิกฤติเศรษฐกิจแห่งการล็อคดาวน์ (The Great Lockdown) ครั้งนี้อาจนำมาซึ่งการเริ่มต้นใหม่ครั้งยิ่งใหญ่ (The Great Reset)”
นี่คือข้อความแรกของการประชุมของกลุ่ม Chief Economist (ประธานทีมเศรษฐกิจ)โลกที่ World Economic Forum คัดเลือกมาไม่กี่คนจากองค์กรนานาชาติเช่น IMF OECD ADB และบริษัทเอกชนชั้นนำทั่วโลกเพื่อวาดภาพโลกอนาคตหลังโควิดและช่วยคิดว่าเราจะฟื้นฟูเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่ให้ดียิ่งกว่าเดิมได้อย่างไร
สำหรับผม The Great Reset ไม่ได้แปลว่าเราจะเริ่มต้นทุกอย่างใหม่จากศูนย์ใหม่ แต่มันแปลว่าวิกฤตินี้เปิดโอกาสให้เราหันมาตั้งคำถามสำคัญว่าเรากำลังทำสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไร
พูดอีกอย่างก็คือโควิดจะเป็น “ทดสอบความจำเป็น”ครั้งยิ่งใหญ่
เราเริ่มเห็นการตั้งคำถามลักษณะนี้แล้วในกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลก ตั้งแต่เริ่มวิกฤต ด้วยข้อจำกัดที่มีมากขึ้นจากสภาพเศรษฐกิจที่ต้องรัดเข็มขัด และวิถีชีวิตเดิมถูกป่วนด้วยมาตราการเว้นระยะห่าง ผู้บริโภคคิดมากขึ้นว่าสิ่งที่เขาซื้อ-ใช้มันจำเป็นแค่ไหน ซื้อ/ทำสิ่งนี้เพื่ออะไร ต้องหาวิธีใหม่ในการจับจ่ายซื้อของ และมองหาคุณค่าแบบใหม่จากการบริโภค ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าเราจะเลิกทำสิ่งที่เคยแต่อาจค้นพบวิธีใหม่ในการได้จุดประสงค์เดิม
เมื่อโจทย์จากผู้บริโภคเปลี่ยน โควิดจึงเป็นบททดสอบความจำเป็นครั้งยิ่งใหญ่ให้กับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ธุรกิจ ไปจนถึงประเทศ ซึ่งต้องมาคิดโจทย์ใหม่ และตั้งคำถามถึงจุดมุ่งหมายของธุรกิจเราคืออะไร
ธุรกิจต้องถาม – จุดมุ่งหมายของธุรกิจเราคืออะไร
เมื่อฝั่งผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามเหล่านี้ ธุรกิจก็ถูกบังคับให้ต้องถามตัวเองเช่นกันว่าธุรกิจเราจะไปต่อได้ไหม ต้องนั่งคิดใหม่ว่าเราอยากเป็นอะไรให้ลูกค้า พวกเขาคาดหวังอะไรจากเรา
เหตุผลหนึ่งที่นาย Satya Nadella ทำให้บริษัทMicrosoft ที่เคยตกต่ำตามคู่แข่งไม่ทันกลับกลายมายิ่งใหญ่ใหม่ได้นั้นก็เพราะในตอนที่เข้ามาเป็นCEOเขาเริ่มต้นใหม่จากการค้นหา “Soul” ซึ่งแปลได้คร่าวๆว่า จิตวิญญาณและจุดมุ่งหมายของบริษัทอีกครั้งโดยไม่ยึดอยู่กับผลิตภัณฑ์เก่าๆที่เคยทำมาเท่านั้น
ยกตัวอย่างสมมติว่าร้านกาแฟเหมือนกันอาจมีจุดมุ่งหมายที่ต่างกัน บางเจ้าอาจต้องการขายกาแฟให้ถึงมือทุกคน บางร้านอาจเป็นสร้างสถานที่ให้คนได้มาพักผ่อนเอาบรรยาการ บางที่อาจเป็นการเสริมสร้างแฟนกาแฟพันธ์ุแท้ที่ชอบดื่มด่ำกับการชิมกาแฟหลากชนิดจากท้องถิ่น
การตอบข้อนี้มันจะเป็นตัวนำให้เราคิดได้ว่าเราจะตอบสนองจากความคาดหวังจากลูกค้าผ่านรูปแบบใหม่ๆได้อย่างไร
หากจุดมุ่งหมายคือให้กาแฟถึงมือทุกคนที่ต้องการอย่างง่ายและสะดวกการใช้เดลิเวรี่หรืออีคอมเมิร์ซอาจเป็นคำตอบ แต่หากต้องการเสริมสร้างคอกาแฟอาจต้องมีทำรายการไลฟ์สตรีมสอนวิธีเลือกเม็ดกาแฟแต่ละประเภทเสริม หากขายประสบการณ์ความเป็นโลคอลอาจต้องมีการพาเที่ยวให้ถึงที่ปลูกกาแฟเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น
การหาจุดมุ่งหมายของตนเองเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่สุดก่อนจะไปคิดต่อว่าเรามีสิ่งใดขาดสิ่งไหน ถึงจะตอบได้ว่าควรปรับธุรกิจ โครงสร้าง และ reskill ให้คนในองค์กรเราอย่างไร
ประเทศเผชิญทั้งโจทย์เชิงรับและเชิงรุก
ในระดับประเทศวิกฤติโควิดตั้งคำถามเรื่องความจำเป็นครั้งใหญ่ในหลายมิติทั้งในเชิงรับและเชิงรุก
ในเชิงรับวิกฤตินี้ตอกย้ำให้ตระหนักถึงความจำเป็นของ 2 ระบบรองรับอนาคตที่ไม่แน่นอนอย่างเร่งด่วนมากยิ่งกว่าแต่ก่อน
หนึ่ง การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต Life Long Learning เพื่อให้คนสามารถปรับและสร้างทักษะใหม่ๆได้เสมอเมื่อสภาพเศรษฐกิจและงานเปลี่ยน
สอง ตาข่ายรองรับคนล้ม (Social Safety Net)ที่คอยช่วยให้คนที่ตามขบวนรถไฟแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่ทันพออยู่ได้โดยไม่ลำบากเกินไป
ทั้งนี้ก็เพื่อรับมือกับการเลิกจ้างงานครั้งใหญ่ที่ไม่ได้มาจากแค่บริษัทต้องปิดกิจการหรือรัดเข็มขัดเท่านั้นแต่เป็นเพราะเกิด Skill Mismatch เมื่อธุรกิจต่างๆต้องหาบทบาทใหม่เบนเข็มธุรกิจใหม่เพื่ออยู่รอด
5C – พลังพิเศษของประเทศไทยอยู่ที่ไหน?
ในเชิงรุกมันเป็นโอกาสสำคัญของประเทศที่จะถามตนเองว่าจุดแข็งของประเทศไทยอยู่ที่ไหน
ท่องเที่ยว? สาธารณสุข? อาหาร? หรือเกษตร?
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่คำตอบที่ผิดเพียงแต่อาจไม่ใช่คำถามที่ถูก
พวกนี้คือผลิตภัณฑ์และบริการที่เรากำลัง”ส่งออก”อยู่แต่เวลาแห่ง Great Reset นี้เราอาจต้องถอยมาอีกหนึ่งก้าวออกจากกรอบเดิมๆแล้วช่วยกัน”กลั่น”ออกมาว่า ”พลังพิเศษ”ของไทยคืออะไรในเวทีโลก เริ่มจาก”ลูกค้า”ว่าโลกต้องการอะไรจากเรา
แม้ยังไม่มีคำตอบสมบูรณ์แต่ในฐานะที่เป็นคนไทยที่อยู่ต่างประเทศมานานและได้พูดคุยกับคนที่ชอบประเทศไทยทั้งในมุมนักลงทุน นักธุรกิจ นักท่องเที่ยวผมขอชวนมองว่า “พลังพิเศษ” ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น Soft Power แบบหนึ่งของประเทศไทยมีอย่างน้อย 5คำที่ขึ้นต้นด้วย “C” และเกือบทุกข้อถูกกระตุ้นด้วยโควิดให้ยิ่งเด่นชัด
1.Care การบริการดูแลทั้งทางด้านสุขภาพกายและใจ ที่มีทั้งด้าน health และ wellness ที่สำคัญล่าสุดยังสร้างชื่อในการควบคุมโควิด-19ได้ดีกว่าที่อื่นเพราะการสาธารณสุขที่เข้มแข็งและความมีเมตตาช่วยเหลือกันและกันในสังคม (หากไม่มีระลอกสองที่เอาไม่อยู่)
2.Culinary ครัวไทยที่มีทั้งรสชาติและ’ศิลปะ’เป็นที่รู้จักทั่วโลก ที่มีรากฐานอุตสาหกรรมอาหารและภาคการเกษตรด้วย
ทั้งส่วนใหญ่ยังเป็นอาหารปรุงสุกที่มาปรับให้เป็นอาหารสุขภาพอร่อยได้ง่ายเหมาะกับช่วงคนที่ยังกังวลเรื่องสุขภาพ
3.Creativity ความสร้างสรรค์ ทั้งในการคิดแก้ปัญหานอกกรอบ ทั้งในด้านศิลปะการดีไซน์ (เช่น ลองเอาทั้งเฟสชีลด์และหน้ากากผ้าไทยเทียบกับประเทศอื่นดูจะเห็นชัด!) และการเล่าเรื่อง (Story telling) ที่มีความสำคัญมากขึ้นในผู้บริโภครุ่นใหม่
4.Culture ศิลปะวัฒนธรรมหลากหลายที่สืบทอดกันมาแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคและเป็นที่สนใจของชาวต่างชาติอยู่แล้ว รวมไปถึงกีฬา เช่น มวยไทยที่สามารถถ่ายทอดผ่านเป็นดิจิทัลคอนเทนท์ได้อย่างดี (ยกตัวอย่างใกล้ตัวที่เพื่อนผมติดอยู่บ้านที่สิงคโปร์นั่งดูบุพเพสันนิวาสแล้วก็ฝันหวานอยากไปเที่ยวเชียงใหม่ จนต้องสอนเขาว่ามันคนละภาคกัน!)
5.Corridor ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และจุดยืนในด้านการต่างประเทศที่เป็น”สะพานเชื่อม”เศรษฐกิจสำคัญโดยเฉพาะในยุคที่เอเชียกำลังผงาดและน่าจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าทางตะวันตกจากวิกฤติโควิด
ผมเชื่อว่าทั้ง 5 C เป็น พลังพิเศษของไทยที่สอดแทรกเข้าไปได้ในทุกสิ่งที่เราส่งออกทั้งผลิตภัณฑ์และการบริการที่เราทำอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือการลากเส้นต่อแต่ละจุดเชื่อมโยงกันเพื่อสร้าง”ธีม”หรือ “สตอรี่”เพื่อให้มีพลังและเพิ่มมูลค่า
ตัวอย่างเช่น เราพูดถึง Culinary อาจไม่ได้แปลว่าต้องส่งออกอาหารหรือเกษตรเท่านั้น แต่สามารถโยงไปเรื่อง Heath & Wellness ในเชิงอาหารสุขภาพ ท่องเที่ยวโลคอลตามหาอาหารและวัตถุดิบจากท้องถิ่น การส่งออกคอนเทนท์หนัง/สารคดีฟีเจอร์อาหารไทย เป็นต้น
นอกจากนี้เราอาจเอาพลังพิเศษบางข้อมาร้อยเรียงประสานกันสร้างธีมใหม่ๆให้”แบรนด์ประเทศไทย”
ยกตัวอย่าง หากเราเอาจุดแข็งที่เป็นประเทศที่น่ามาเที่ยวและมีความน่าเชื่อถือด้านสาธารณสุขสูง (Care) และการที่อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ล้อมด้วยเศร้าสำคัญ (Corridor) มารวมกันบวกกับการที่คนอาจไม่ต้องทำงานในออฟฟิศตลอดเวลาอีกต่อไป มาสร้างธีม “Work from Thailand” ดึงให้คนเก่งทั่วภูมิภาคมาใช้เวลากึ่งเที่ยวกึ่งทำงานในประเทศไทย มาอยู่ทีละนานๆทำให้รายจ่ายต่อหัวสูง แถมต่อไปคุ้นเคยไม่แน่อาจย้ายมาอยู่ถาวรเป็นมันสมองช่วยถ่ายทอดความรู้เปิดมุมมองใหม่ให้คนไทยไปด้วย
หากทำสำเร็จจะเปลี่ยนลูกค้าและนักท่องเที่ยวกลายเป็น”แฟนคลับ”ของประเทศไทยที่เหนียวแน่นช่วยกระจายแบรนด์ประเทศไทยไปให้เป็นที่รู้จักยิ่งขึ้น
ทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายแต่เป็นเพียงการชวนคิดโดยใช้”โอกาส”จากการเริ่มต้นใหม่ครั้งยิ่งใหญ่นี้มาค้นหาตัวเอง ปิดจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง โดยไม่ยึดกรอบเก่าๆ
อย่าให้วิกฤตินี้ผ่านไปอย่างไร้ความหมายเลยครับ