โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระใหญ่ไดบุตสุ "พระรอด" แห่งญี่ปุ่น กับต้นสน 2 รัชกาล

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 11 มี.ค. 2568 เวลา 10.23 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. 2568 เวลา 10.23 น.
(ซ้าย) วันที่ 9 เมษายน ค.ศ.1931 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีเสด็จพระราชดำเนินไปยังเมืองคามากุระ เพื่อทรงนมัสการพระพุทธรูปไดบุตสุ (ภาพถ่ายจาก หนังสือ ประมวลฉายาลักษณ์และภาพพระราชกรณียกิจสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่7) (ขวา) พระพุทธรูปไดบุตสุ ภาพถ่ายเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2018 (ภาพโดย Jack Mitchell)

พระใหญ่ไดบุตสุ พระรอดแห่งญี่ปุ่น กับต้นสน 2 รัชกาล

“พระใหญ่ไดบุตสุ” แห่งเมืองคามากุระ ประเทศญี่ปุ่น สถานที่ท่องเที่ยวที่คนไทยคนไหน ๆ ไปญี่ปุ่น ก็จะต้องไปแวะไปชม เนื่องจากมีชื่อเสียงที่โด่งดังเรื่องความยิ่งใหญ่และสวยงาม อีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากโตเกียว เดินทางกันไปได้ง่าย ๆ

พระใหญ่ไดบุตสุ (Great Buddha of Kamakura) ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นสมบัติของชาติเป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของญี่ปุ่น กล่าวคือมีความสูงถึง 11.3 เมตร ประดิษฐานอยู่ที่วัดโคโตกุอิน พระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1252 นับแล้วก็มีอายุถึง 764 ปี!

เรื่องราวกว่าจะมาเป็นพระใหญ่ไดบุตสุเริ่มต้นจากนางกำนัลของโชกุนโยริโมโตะคนหนึ่งซึ่งมีจิตศรัทธาแรงกล้าต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ได้มีความคิดที่อยากจะสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ จึงตัดสินใจออกเดินทางไปทั่วญี่ปุ่นเพื่อระดมเงินทุนนำมาสร้างพระพุทธรูปสำริดองค์นี้

แม้ว่าปัจจุบันนี้เราจะเห็นว่าพระใหญ่ไดบุตสุประดิษฐานอยู่ที่โล่งกลางแจ้งตากแดดตากฝน แต่อันที่จริงแล้ว ในแรกเริ่มเดิมทีนั้นองค์พระถูกสร้างให้ประดิษฐานอยู่ในตัวอาคารวัด จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวใน ค.ศ. 1498 ทำให้ตัวอาคารวัดถล่มลงมา หลงเหลือแต่พระพุทธรูปที่ยังสามารถยืดหยัดอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้

เรียกได้ว่าเป็น “พระรอด” ของแท้ เพราะแม้แต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวอันรุนแรงที่เกิดขึ้นอีกครั้งใน ค.ศ. 1923 ก็ยังไม่สามารถทำอะไรพระพุทธรูปองค์นี้ได้ จะมีที่เสียหายบ้างก็แค่ส่วนฐานองค์พระเท่านั้นเอง

ในปัจจุบันนี้พระพุทธรูปไดบุตสุเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ที่แม้แต่คนที่ไม่เคยไปญี่ปุ่นก็อาจจะเคยเห็นรูปขององค์พระผ่านตาบ้างจากโฆษณาขายทัวร์ต่าง ๆ ทั้งนี้เรื่องความดังและความยิ่งใหญ่ของพระใหญ่องค์นี้น่าจะไม่ได้เพิ่งเป็นกระแสในสมัยปัจจุบันที่คนไทยคนไหน ๆ ก็อยากจะไปญี่ปุ่น แต่น่าจะเป็นที่ร่ำลือมานานแล้ว เพราะแม้แต่รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 เองก็ยังได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงนมัสการพระพุทธรูปองค์นี้เช่นกัน

นอกเหนือจากการเสด็จมาทรงนมัสการแล้ว ทั้งสองพระองค์ยังได้ทำการปลูกต้นสนไว้เป็นที่ระลึกด้วย โดยทุกวันนี้ต้นสนที่รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 ก็ยังยืนต้นแข็งแรงอยู่เรื่อยมา หากใครได้ไปเยี่ยมชมพระใหญ่ไดบุตสุ ที่เมืองคามากุระแล้วก็อย่าลืมมองหาต้นสนที่ปลูกโดยกษัตริย์ไทย

สำหรับการสังเกตว่าต้นสนต้นไหนเป็นต้นสนทรงปลูกนั้นให้สังเกตป้ายหินสลัก โดยต้นสนที่รัชกาลที่ 6 ทรงปลูกอาจสังเกตง่ายกว่าต้นของรัชกาลที่ 7 อยู่เล็กน้อย เพราะมีสลักบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่นด้านหน้า และมีแปลเป็นภาษาอังกฤษตัวเล็ก ๆ สลักอยู่ที่ด้านหลังป้ายหิน

โดยภาษาอังกฤษนั้นสลักไว้ว่า “Pine Tree planted by H.I.H Prince of Siam in memorial of his visit here Dec. 27 .1902.” หมายถึง “ต้นสนที่ปลูกโดยเจ้าฟ้าแห่งสยาม เป็นที่ระลึกในการเสด็จเยือน ณ ที่แห่งนี้ เมื่อ 27 ธันวาคม ค.ศ. 1902”

สำหรับต้นสนทรงปลูกในรัชกาลที่ 7 นั้นอาจจะต้องเป็นผู้ที่รู้ภาษาญี่ปุ่นจึงจะหาเจอง่ายหน่อย เพราะป้ายหินที่บอกข้อมูลว่าใครเป็นผู้ปลูกนั้นสลักเป็นภาษาญี่ปุ่นเพียงภาษาเดียว แปลได้ว่า“ต้นสนทรงปลูกโดยพระเจ้ากรุงสยาม ที่ระลึกในโอกาสเสด็จเยือน ณ ที่นี้ เมื่อ 9 เมษายน ค.ศ. 1931” พระเจ้ากรุงสยามในช่วง ค.ศ. 1931 หรือ พ.ศ. 2474 นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

McArthur, Meher. Stillness and Strength: The Great Buddha of Kamakura. The Global Buddhistdoor. 15 Nov 2018.

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. “คามากูระ และต้นสนสองรัชกาลแห่งสยาม”. ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 (พฤศจิกายน 2528)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 พฤษภาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระใหญ่ไดบุตสุ “พระรอด” แห่งญี่ปุ่น กับต้นสน 2 รัชกาล

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...