โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

เจาะลึกเบื้องหลัง NFC เหตุผลที่เทคโนโลยีไม่ปังอย่างที่คิด

Techhub

อัพเดต 12 ธ.ค. 2564 เวลา 10.06 น. • เผยแพร่ 12 ธ.ค. 2564 เวลา 10.06 น.

แม้ NFC จะมีมานานกว่าทศวรรษ แต่มีโทรศัพท์มือถือจำนวนไม่กี่แบรนด์และไม่กี่รุ่นเท่านั้นที่ใช้เทคโนโลยีนี้ได้ เพราะอะไร ? แล้วมันทำงานอย่างไร ? บทความนี้จะเจาะลึกให้อ่านสนุก ๆ กันไปเลยครับ
.
NFC ย่อมาจาก Near Field Communication เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในระยะสั้นตามชื่อของมัน มีข่าวลือว่ามันถูกสร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ในที่สุดก็มีการจดสิทธิบัตรอย่างเป็นทางการในปี 1983 โดย Charles Walton ภายใต้ชื่อ “RFID” NFC และจากนั้นมันก็ถูกพัฒนาต่อเรื่อยมาครับ
.
ในปี 2003 NFC ถูกยอมรับว่าเป็นมาตรฐานการส่งคลื่นระยะสั้นที่มีความปลอดภัยมากกว่ารูปแบบ RFID แบบเดิม จาก ISO Standard และในปี 2004 สามบริษัทด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Nokia, Sony และ Philips ก็ได้รวมตัวกันเพื่อก่อตั้ง NFC Forum ซึ่งเป็นกลุ่มที่เน้นการพัฒนา NFC เพื่อส่งเสริมความปลอดภัย ความสะดวกในการใช้งาน และสร้างความนิยมของการสื่อสารในระยะใกล้ และมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ความรู้ธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยี พร้อมกำหนดมาตรฐานของ NFC ที่จะให้ทำงานระหว่างอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังนั้น ธุรกิจใดต้องการสร้างอุปกรณ์ที่รองรับ NFC จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดโดย NFC Forum
.
จากนั้นหลายธุรกิจก็นำ NFC ไปประยุกต์ใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ ที่เราได้เห็นกันในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นใส่ในโทรศัพท์เพื่อให้โทรศัพท์สองเครื่องสามารถส่งข้อมูลผ่านกันได้ หรือนำไปใส่ในป้ายโฆษณาหรือข้อมูลประวัติของศิลปะในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งสามารถเอามือถือไปแปะใกล้ ๆ ก็จะแสดงข้อมูลทันที และที่เห็นว่ามีประโยชน์สุด ๆ ในปัจจุบันคือใช้เพื่อจ่ายเงินได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นในร้านค้าหรือจ่ายรถค่ารถไฟฟ้าโดยสาร ก็สามารถแปะจ่ายได้ทันทีครับ

ภาพจากเว็บไซต์ Paragon

.
เอาล่ะครับ เห็นประวัติคร่าว ๆ ของ NFC กันไปแล้ว ทีนี้มาดูกันดีกว่าว่า NFC ทำงานยังไง

NFC ทำงานยังไง

เช่นเดียวกับบลูทูธและ Wi-Fi และสัญญาณไร้สายอื่น ๆ NFC ทำงานบนหลักการส่งข้อมูลผ่านคลื่นวิทยุในระยะสั้น เป็นอีกมาตรฐานหนึ่งสำหรับการสื่อสารหรือส่งผ่านข้อมูลแบบไร้สาย แน่นอนว่าอุปกรณ์ที่ใช้งาน ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดเฉพาะเพื่อให้สามารถสื่อสารกันได้อย่างเหมาะสม แต่เทคโนโลยีที่ใช้ใน NFC ใช้การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อส่งข้อมูลคล้ายกับระบบชาร์จไร้สายในปัจจุบัน ซึ่งนี่เป็นข้อแตกต่างที่สำคัญอย่างหนึ่งระหว่าง NFC และ Bluetooth / WiFi
.
ปัจจุบันมาตรฐานของ NFC ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ๆ คือ อุปกรณ์แบบ Passive และแบบ Active โดยอุปกรณ์แบบ Passive นั้นจะประกอบด้วย Tag (แถบป้ายบอกข้อมูล) หรือเครื่องส่งสัญญาณขนาดเล็ก ที่สามารถส่งข้อมูลไปยังอุปกรณ์ NFC อื่น ๆ โดยไม่ต้องใช้แหล่งพลังงานของตัวเอง ซึ่งก็คือรอให้คนอื่นมาแปะใกล้ ๆ อย่างเดียว
.
อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์แบบ Passive จะไม่สามารถคุยกันกับอุปกรณ์ Passive เองได้ จำเป็นต้องพึ่งพาอุปกรณ์แบบ Active เช่น มือถือของเราเอง เพื่อที่จะสร้างการเหนี่ยวนำไฟฟ้าและอ่านข้อมูลบน Tag ได้ และเรามักจะเห็น Tag ดังกล่าวตามป้ายโฆษณาสินค้า หรือป้ายบอกแผนที่ ที่เราสามารถเอามือถือไปแตะเพื่อดูข้อมูลครับ
.
พร้อมกันนี้ เรายังเห็นการใช้งานที่ใช้อุปกรณ์แบบ Peer to Peer หรือก็คืออุปกร์แบบ Active สองเครื่องคุยกัน เช่น เครื่องจ่ายเงินในระบบรถไฟฟ้าที่ได้ผมพูดถึงไปข้างต้น หรือการจ่ายค่าสินค้าในห้างผ่านระบบ Samsung Pay ครับ
.
นอกจากนี้ ยังมีการประยุกต์ใช้ NFC ในแบบใหม่คือการจำลองการ์ดอุปกรณ์ NFC โดยการ์ดดังกล่าว สามารถทำหน้าที่เป็นบัตรเครดิตแบบสมาร์ทหรือแบบไร้สัมผัส รวมทั้งสามารถเงินหรือเข้าสู่ระบบการขนส่งสาธารณะได้เช่นเดียวกับมือถือเลยครับ

คลื่นความถี่ของ NFC คือเท่าใด ?

บางคนอาจสงสัยว่าความถี่ในการส่งข้อมูลผ่าน NFC คือเท่าใด ทำไมถึงส่งข้อมูลได้รวดเร็ว คลื่นความถี่ของ NFC คือ 13.56 เมกะเฮิรตซ์ มันสามารถส่งข้อมูลได้ที่ 106, 212 หรือ 424 กิโลบิตต่อวินาทีเลยทีเดียว และมันรวดเร็วพอสำหรับการถ่ายโอนข้อมูลรายละเอียดการติดต่อไปจนถึงรูปภาพและเพลงที่ไม่ใหญ่มากนักครับ

ทำไมเรายังไม่เห็น NFC ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย ?

ถ้าคุณอ่านมาถึงจุดนี้ จะเห็น NFC นั้นมีแต่ข้อดีที่ใช้งานง่าย แต่ทำไมในปัจจุบันมันถึงยังไม่ได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายมากนัก ซึ่งผมก็สงสัยเช่นกันและได้พยายามไปข้อมูลเพื่อที่จะไขความสงสัยนี้ แต่น่าจะเสียดายที่ยังไม่เจอข้อมูลที่ชี้ชัดได้ว่าทำไม แต่มีข้อมูลที่น่าสนใจหลายอย่างที่อยากให้ผู้อ่านลองพิจารณากันเองครับ
.
1. อย่างแรก Google กำลังผลักดันการใช้งาน NFC อย่างหนักบน Google Pay นั่นแปลว่าในอนาคตอันใกล้ Google อาจจะบังคับให้ผู้ผลิตมือถือ Androids ทุกรายใส่ NFC เข้าในการผลิตมือถือทุกรุ่นครับ
.
2. การเพิ่ม NFC ลงในอุปกรณ์พกพานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องใช้การวางแผน ความเชี่ยวชาญ และวิศวกรรมที่ละเอียดอ่อน นั่นแปลว่าอุปกรณ์ที่มี NFC จะมีราคาที่แพงขึ้นกว่าปกติ และผู้ผลิตแบรนด์มือถืออาจไม่อยากเพิ่มต้นทุนมากนัก เพราะตลาดมือถือ Android ตอนนี้แข่งกันเดือดสุด ๆ ยกเว้น iPhone ที่ไม่ได้คิดจะแข่งกับใคร ก็ใส่ชิป NFC ในมือถือของตัวเองมาตั้งแต่ iPhone 6 ครับ
.
3. เป็นเหตุผลต่อจากข้อ 2 ที่ NFC ยังไม่ได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายในร้านค้าต่าง ๆ เพราะมีใช้งานแค่เฉพาะในบางพื้นที่เท่านั้น นี้จึงเป็นเหตุผลที่ผู้ผลิตมือถือไม่ได้นำ NFC มาเป็นจุดขายในโทรศัพท์ครับ ซึ่งเราจะเห็น NFC อยู่ในมือถือเรือธงหลาย ๆ แบรนด์เท่านั้นครับ (ยกเว้น SONY ที่ใส่ NFC มาในทุกรุ่นเลย)
.
4. อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะ ด้วยปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นอย่าง QR Code แม้จะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่า แต่ไม่จำเป็นต้องใส่ชิปหรือเพิ่มต้นทุนใด ๆ และไม่จำเป็นต้องอิงมาตรฐานของ NFC Forum ทำให้มันถูกใช้ได้อย่างอิสระและแพร่หลายมากกว่า และนั่นอาจทำให้ NFC มีผู้ใช้งานอยู่แค่เฉพาะกลุ่มครับ
.
แหล่งข้อมูล
http://nearfieldcommunication.org/history-nfc.html

https://www.androidauthority.com/what-is-nfc-270730/

https://www.paragon-rfid.com/en/the-history-of-nfc/


⭐️Techhub รวม How To , Tips เทคนิค อัปเดตทุกวัน

กดดูแบบเต็มๆ ที่ www.techhub.in.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...