โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

3 องค์กรปั้น ‘หมอ’ ยุคใหม่ เก่งรักษาพร้อมรับผิดชอบสังคม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 ต.ค. 2562 เวลา 09.27 น. • เผยแพร่ 18 ต.ค. 2562 เวลา 09.25 น.

แม้ว่าในแต่ละปีสถาบันการศึกษาจะเร่งผลิตบัณฑิตทางด้านการแพทย์มากมาย แต่ยังไม่สามารถรองรับความต้องการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งหากมองอนาคตแล้ว ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ “สังคมผู้สูงวัย” แบบเต็มตัว
ด้วยแล้ว ความต้องการแพทย์ยิ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นไปอีก วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในฐานะสถาบันที่สร้างแพทย์เฉพาะทางที่มีคุณภาพ ร่วมกับมหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร และโรงพยาบาลตำรวจ จึงเปิดหลักสูตร “แพทยศาสตรบัณฑิต 7 ปี” ในปีการศึกษา 2563 เป็นรุ่นแรกรวม 32 คน อัตราค่าเทอมโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 200,000 บาท/ปี

 

ความพิเศษของหลักสูตรแพทยศาสตร์ดังกล่าว “ศ.นพ.นิธิ มหานนท์” เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ระบุว่าความพิเศษที่แตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ตรงที่ 1) เป็นการดำเนินการด้านหลักสูตรร่วมกันระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กับมหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร

2) ใช้เวลาเรียนเพิ่มเป็น 7 ปี จากเดิมที่เรียนแพทย์ต้องใช้เวลา 6 ปี

3) เรียนจบได้ “ดับเบิลดีกรี” คือ ปริญญาแพทยศาสตร์จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และปริญญาจากมหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร

4) เมื่อเรียนชั้นปีที่ 4 ต้องไปเรียนที่มหาวิทยาลัยยูซีแอล รวมระยะเวลา 1 ปี

5) หลักสูตรได้ตามมาตฐานสากลที่ทั่วโลกให้การยอมรับ นักศึกษาสามารถไปเรียนต่อยังสถาบันเฉพาะทาง
อื่น ๆ ได้ทั่วโลก และ 6) มีความร่วมมือกับโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อให้เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติรักษาผู้ป่วยอีกด้วย

“ทั้งรูปแบบการสอนไปจนถึงการประเมินนักศึกษาจะใช้รูปแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ได้แพทย์ในแบบที่ประเทศ
ต้องการจริง ๆ มหาวิทยาลัยยูซีแอลจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงของหลักสูตรในช่วง 7 ปีแรก เพื่อให้การเรียนการสอนมีความเชื่อมโยง และเป็นเนื้อเดียวกัน นอกจากนี้ นักศึกษาจะต้องทำการวิจัย และแก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ โดยจะเป็นการวิจัยทางการแพทย์ หรือการวิจัยในประเด็นที่เป็นปัญหาของสังคมก็ได้”

ขณะที่ “ศ.ดร.พญ.จิรายุ เอื้อวรากุล” คณบดีคณะแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า ความร่วมมือกับพันธมิตร อื่น ๆ ทั้งในและต่างประเทศนั้น หลักสูตรได้ออกแบบให้มีความร่วมมือกับหลากหลายพันธมิตรอยู่แล้ว ซึ่งเป็นแนวคิดสมัยใหม่ที่การเรียนการสอนจะต้องตอบโจทย์กับโลกปัจจุบันมากขึ้น นั่นหมายถึงว่าจะต้องมีความร่วมมือทางการศึกษาที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้นักศึกษาเลือกเรียนในแบบที่ต้องการ ฉะนั้น จึงต้องมีการดำเนินการข้ามสาขา ข้ามศาสตร์ และยังมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ด้วย อย่างเช่น หลักสูตร Healt Data Science เป็นเรื่องของการใช้ big data เข้ามาช่วยเรื่องการดูแลสุขภาพในแวดวงสาธารณสุข ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาดำเนินการมาแล้วรวม 2 รุ่น โดยความร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

“ทั้งยังจะมีความร่วมมือในรูปแบบของดับเบิลดีกรีอีก โดยจะเปิดอย่างเป็นทางการในปี 2564 ที่เรียกว่า Medical Innovation and Engineering หรือ MIE ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างคณะแพทยศาสตร์ กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยในประเทศออสเตรเลีย เพื่อทำเรื่องนวัตกรรมทางการแพทย์ และทางวิศวกรรมศาสตร์ หลักสูตรนี้จะได้รับปริญญา 2 ใบเช่นกัน จากรูปแบบความร่วมมือข้างต้นนั้น ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้กำหนดเป็นแนวทางที่ชัดเจนสำหรับอนาคตแล้ว และเร็ว ๆ นี้อาจจะมีหลักสูตรใหม่ ๆ ที่มีความร่วมมืออีก 3-4 หลักสูตรเพิ่มเติมขึ้นด้วย”

“ส่วนวิธีการเลือกที่จะพัฒนาความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยใด ๆ ก็ตามนั้น ยกตัวอย่าง มหาวิทยาลัยยูซีแอล ทีมงานจะเข้าไปศึกษา เพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว อันดับท็อป 7 มีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ 1 เปเปอร์ทุก 8 นาที นอกจากนี้ ยังเป็นกลุ่มที่ทำเรื่องแพทยศาสตร์ศึกษาอย่างจริงจัง ที่สำคัญคือไม่ได้
มุ่งเน้นแค่เพียงการวิจัยเท่านั้น เพราะจะต้องมีผู้รู้โครงการศึกษา ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ดีมาก จึงตัดสินใจที่จะ
ร่วมมือกันทำหลักสูตรร่วมกันด้วย และในหลักสูตรปริญญาโทนั้น ขณะนี้เรากำลังเตรียมความพร้อมที่จะพัฒนาร่วมกับพันธมิตรในหลักสูตรฟิสิกส์ทางการแพทย์ ในระดับปริญญาโทเพิ่มเติม”

“ศ.ดร.พญ.จิรายุ” กล่าวเพิ่มเติมถึงประเด็นที่ไทยกำลังก้าวสู่การเป็นสังคมผู้สูงวัยนั้น หลักสูตรที่มีอยู่ในปัจจุบันถือว่ารองรับสังคมผู้สูงวัยเอาไว้แล้ว นอกเหนือจากการเน้นดูแลสุขภาพแล้ว ยังนำ big data
พร้อมกับสร้างนวัตกรรมเพื่อใช้ดูแลสุขภาพและการรองรับผู้ป่วยในกรณีฉุกเฉิน เป็นต้น สำหรับความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรองรับนักศึกษาทั้ง 32 คนนั้น ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว อาจารย์ผู้สอนล้วนมาจากมหาวิทยาลัยระดับท็อปของโลก เช่น สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เป็นต้นซึ่งนอกเหนือจากความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของนักศึกษาแพทย์แล้ว ในหลักสูตรยังเน้นปลูกฝังให้แพทย์มีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย

……………………………..

“รพ.ตำรวจ” เทงบฯหนุนผลิตหมอ

รายงานเพิ่มเติมระบุว่า ตามแผนดำเนินการ 5 ปี (2562-2567) ของโรงพยาบาลตำรวจมีการเตรียมความพร้อมในการขยายความสามารถรองรับผู้ป่วย และเพื่อรองรับการผลิตแพทย์ร่วมกันกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ด้วย โดย”พล.ต.ท.วิฑูรย์ นิติวรางกูร” นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำารวจ ระบุว่ามีแผนที่จะเพิ่มจำนวนบุคลากรในช่วงต่อจากนี้ รวม 750 คนในปีนี้จะรับบุคลากรเพิ่มอีก 300 คนโดยจำนวนดังกล่าวเป็นแพทย์รวม82 ตำแหน่ง ที่เหลือคือสหวิชาชีพ และเจ้าหน้าที่อื่น ๆ รวมถึงพยาบาลที่เตรียมเข้าบรรจุอีก 70 คน/ปี และในปีถัดไปจะรับบุคลากรในภาพรวมอีก 350 คน

ขณะนี้อยู่ในระหว่างการรออนุมัติจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินอกจากนี้ตามแผน 5 ปี จะมีการลงทุนอีกราว 6,000-7,000 ล้านบาท เพื่อขยาย 2 อาคาร เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน การผ่าตัด ฯลฯ พร้อมทั้งมีการจัดตั้งมูลนิธิขึ้นมาใหม่ เพื่อจัดหาเงินบริจาคเพื่อใช้ในการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ การตกแต่งอาคาร รวมถึงใช้เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติของนักศึกษาแพทย์ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์อีกด้วย เพื่อให้เด็กเข้ามาเรียนโดยเฉพาะทั้งยังมีห้องสมุด มีระบบไอทีรองรับ รวมถึงหอพัก และห้องสื่อการเรียนการสอนเฉพาะทาง เช่นอนาโตมี คอมพิวเตอร์ เป็นต้น รวมถึงยังอยู่ในระหว่างของบประมาณเพิ่มเติมจากกองสลาก เพื่อนำมาขยายศักยภาพในการรับผู้ป่วย และให้โรงพยาบาลตำรวจมีความเป็นเลิศและมีความเป็นสากลมากขึ้นอีกด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...