โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“สมเด็จพระยอดฟ้า” ในจินตนาการคนทำหนัง ที่ขัดกับหลักฐานที่ปรากฏ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 18 เม.ย. 2565 เวลา 03.59 น. • เผยแพร่ 18 เม.ย. 2565 เวลา 03.58 น.
ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง “สุริโยไท” โดย หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล, พร้อมมิตร โปรดักชั่น, สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล

สมเด็จพระยอดฟ้า ยุวกษัตริย์ที่ขึ้นครองราชย์เมื่อมีพระชนมายุได้ 11 พรรษา ตามพระราชประวัติที่ปรากฏในพงศาวดารหลายฉบับ เช่นฉบับพระราชหัตถเลขา หรือฉบับบริติชมิวเซียมต่างระบุว่า พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระไชยราชาธิราช และแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์

พระองค์ครองราชย์อยู่ได้เพียงปีกว่าๆ ก็ถูกขุนวรวงศาธิราชและแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์จับพระองค์ไปประหารชีวิตเสีย เพื่อให้ขุนวรวงศาธิราชได้เสวยราชสมบัติเป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา โดยมีแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์เป็นพระมเหสี

แต่หากท่านใดเคยชมภาพยนตร์เรื่อง“สุริโยทัย” ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ในปี 2544 กำกับการแสดงโดย หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล อาจจะพอจำกันได้ว่า ในเรื่องนี้ สมเด็จพระยอดฟ้า มิได้เป็นพระราชโอรสในแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์แต่ประการใด แต่ถูกกำหนดให้เป็นเป็นพระราชโอรสของพระนางศรีจุฬาลักษณ์ ชายาอีกพระองค์ของสมเด็จพระไชยราชาธิราชแทน

ตามท้องเรื่องที่แต่งขึ้นใหม่กำหนดให้พระชายาศรีจุฬาลักษณ์สิ้นพระชนม์ลงหลังจากมีพระประสูติกาลพระยอดฟ้าไม่นาน พระยอดฟ้าจึงได้รับการเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดโดยแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์

จากข้อมูลของพิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ระบุว่า หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคลได้ให้เหตุผลในการเปลี่ยนแปลงโครงเรื่องไปจากหลักฐานที่ปรากฏด้วย 2 เหตุผลหลักก็คือ

1. หลักฐานที่อ้างว่า พระยอดฟ้า เป็นโอรสของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ ไม่ว่าจะเป็นพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพระราชหัตถเลขา บริติชมิวเซียม หรือ พันจันทนุมาศ (เจิม) ล้วนไม่น่าเชื่อถือ ส่วนฉบับที่น่าเชื่อถืออย่างพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ และเอกสารของต่างประเทศ ระบุแต่เพียงว่า พระยอดฟ้าเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระไชยราชาธิราช แต่มิได้ระบุว่าใครเป็นพระมารดา

2. ในวาระสุดท้ายของแม่อยู่ศรีสุดาจันทร์ พงศาวดารฯ ฉบับพระราชหัตถเลขา ได้เล่าความว่า

“…โขลงชักปกเถื่อนเช้ามาทางวัดแม่นางปลื้มเข้าเพนียดวัดซอง สมุหนายกกราบทูล ตรัสว่าพรุ่งนี้เราจะไปจับ…ครั้นเช้าตรู่ขุนวรวงศาธิราชกับแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และราชบุตรี ซึ่งเกิดด้วยกันนั้น พระศรีศิลป์ [โอรสซึ่งเกิดกับสมเด็จพระไชยราชาธิราช] ก็ลงเรือพระที่นั่งลำเดียวกันมาตรงคลองสระบัว…”

จากความตอนนี้ ผู้สร้างภาพยนตร์มองว่า นี่คือภาพของครอบครัวที่อบอุ่นพ่อแม่ลูกเดินทางไปดูการจับช้างด้วยกัน โดยเฉพาะผู้เป็นแม่พาลูกทั้งที่เกิดจากสามีใหม่และสามีเก่าลงเรือลำเดียวกันเดินทางไป ผู้สร้างภาพยนตร์จึงไม่อาจปักใจเชื่อได้ว่า นี่คือแม่ที่จะฆ่าลูกในไส้ได้ลงคอ

ในภาพยนตร์เรื่องนี้จึงแปลงให้พระยอดฟ้าเป็นโอรสของพระชายาศรีจุฬาลักษณ์แทนที่จะเป็นแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ตามที่มีหลักฐานปรากฏ

ฟังเหตุผลของทางผู้สร้างภาพยนตร์แล้ว ก็ให้แปลกใจชอบกลกับการอ้างว่า หลักฐานที่มีปรากฏในพงศาวดาร “ล้วนไม่น่าเชื่อถือ” จึงเลือกที่แปลงเรื่องเดิมเสีย เพราะข้อเท็จจริงใหม่ที่แปลงเข้ามาไม่มีฐานทางประวัติศาสตร์อะไรให้เชื่อตามได้เลย

เหตุผลข้อแรกจึงเหมือนเป็นการอ้างขึ้นเพื่อพรางวัตถุประสงค์หลักในข้อสอง ซึ่งเป็นเรื่องของ “อารมณ์” และ “ความรู้สึก” ส่วนตัวของผู้สร้างภาพยนตร์ในฐานะผู้สร้างสรรค์งานศิลปะดังที่ พิเศษ กล่าวว่า

“วิธีการแปลความหมายทางประวัติศาสตร์ของผู้สร้างภาพยนตร์อันเป็นผลิตผลทางศิลปะแขนงหนึ่ง ซึ่งวิธีการเช่นนี้ย่อมใช้ไม่ได้กับวิธีการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์อันเป็นวิชาการค้นหาความจริงในโลกปัจจุบัน แต่ก็ไม่อาจที่จะกล่าวได้อย่างเด็ดขาดว่าอะไรคือข้อเท็จจริง (Fact) กันแน่ เพราะการใช้เหตุผลอธิบายหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทางวิชาการนั้น เป็นเหตุผลคนละอย่างกับของผู้สร้างงานศิลปะซึ่งอาจจะพูดว่าเป็นเหตุผลทางอารมณ์ (Sentimental reason) ก็คงจะได้”

ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์จึงเป็นงานศิลปะที่สามารถบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ได้โดยมีข้ออ้างที่คนทั่วไปยอมรับ (เป็นงานสร้างสรรค์เพื่อความบันเทิง – คนรู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่เรื่องจริง) แต่ผู้ที่อ้างเช่นนี้อาจหลงลืมไปว่าใช่ทุกคนจะรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานยืนยันกันทุกคน เรื่องเล่าที่ปรากฏบนภาพยนตร์อาจเป็นเรื่องเล่าที่พวกเขารับรู้เป็นครั้งแรกก็เป็นได้

งานวิจัยจาก Washington University ยังพบว่า ในการสอนประวัติศาสตร์ด้วยการใช้ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เสริมในชั้นเรียนแม้จะมีส่วนทำให้เด็กๆ จดจำข้อมูลต่างๆ ได้ดีขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ในส่วนที่ภาพยนตร์มีเนื้อหาขัดจากตำราประวัติศาสตร์ นักเรียนก็มักจะจำเนื้อหาที่พวกเขาได้ชมจากภาพยนตร์มากกว่าข้อเท็จจริงตามตำรา บางครั้งมากเกือบถึงร้อยละ 50

การบอกว่าภาพยนตร์ไม่มีผลต่อความคิดของคนจึงเป็นเรื่องที่น่ากังขา การทำภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ขึ้นมาสักเรื่อง ผู้สร้างภาพยนตร์ทั้งหลายจึงน่าจะหันมาคำนึงถึงเรื่องนี้กันมากขึ้น

อ้างอิง:

1. “สมเด็จพระยอดฟ้าเป็นโอรสของใคร”. พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. ศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2544

2. “Historical Movies Help Students Learn, But Separating Fact from Fiction Can Be Challenge”. The Source, Washington University in St. Louis. <https://source.wustl.edu/2009/08/historical-movies-help-students-learn-but-separating-fact-from-fiction-can-be-challenge/>

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2559

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...