โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“สน – ยุกต์” ไม่ได้มีพรสวรรค์ แต่ทำทุกอย่างด้วยความรัก เชื่อทุกการเหนื่อยมีความหมาย

TheHippoThai.com

เผยแพร่ 30 ก.ย 2562 เวลา 03.00 น. • THE HIPPO | Another Point Of View

“สน-ยุกต์ ส่งไพศาล” นักแสดงหนุ่มหล่อหุ่นดีที่โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมานานนม ร่วมพูดคุยกับเขาถึงวันวานที่เคยรู้สึก “ไม่อยากเล่นละคร” มาถึงวันนี้ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาไปแล้วเรียบร้อย สู่อนาคตแห่งเส้นทางสายนี้ที่เขาตั้งใจไว้

“เครียดและกดดันครับ ไม่อยากมากอง ไม่อยากเล่นเลย” นี่คือความในใจของสน เมื่อพูดช่วงแรกของการเป็นนักแสดง “อยากไปทำอย่างอื่นแล้ว แต่เมื่อผู้ใหญ่ให้โอกาสเราก็เลยทำ ตอนนั้นยังคิดว่าจะทำอาชีพนักแสดงแบบพาร์ทไทม์ แต่ผู้ใหญ่ที่ผมเคารพท่านหนึ่งได้พูดจุดไฟในตัวผมว่า…ถ้าเราพยายามมากพอ เราจะลบคำสบประมาททั้งหมดได้ ต่อมาพอผมได้ทำงานที่หลากหลายมากขึ้น ผมก็เริ่มชอบและรักมัน ผมคิดว่าผมเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ อาจจะไม่ได้มีพรสวรรค์แต่ทุกงานที่ทำเราทำด้วยความรัก”

สนเล่าว่าก่อนหน้านั้นกำแพงสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเขาคือ การเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เป็นสายวิทยาศาสตร์และวิศวะ ความที่เป็นคนเรียบร้อยและมีอุปนิสัยที่เก็บตัว ขี้อาย และกลัวความผิดพลาดจึงเป็นกำแพงที่ปิดกั้นเรื่องการแสดงของเขา “ผมต้องสื่อสารกับคน ถ้ายังปิดตัวเองมันก็จะทำงานไม่ได้ครับ ตอนนี้ผมก็ยังมีพื้นที่ส่วนตัว แต่พอมาทำงานก็ไม่มีปัญหากับการอยู่ท่ามกลางคนหมู่มาก เฟรนด์ลี่ขึ้นเยอะครับ ผมว่าผมเลือกทางถูกแล้วนะ เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่ค้นพบ ยังไม่มีคนเบิกเนตร”

การที่สนคิดว่าตัวเองได้เดินในเส้นทางที่ถูกต้องแล้วนั้น ทำให้เขาเริ่มเปิดใจกับอาชีพนักแสดงมากขึ้น และเริ่มพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง จากคนไม่อยากเล่นละครมาตอนนี้…ความฝันของเขาคือการได้เป็นนักแสดงฮอลลีวูด

“ผมอยากเป็นนักแสดงฮอลลีวูด” น้ำเสียงของสนหนักแน่น “อันนี้ชัดเจนมากและผมอยากทำมาก ตอนนี้มีได้ไปที่จีนแล้วก็มีความคาดหวังมากขึ้น เป้าหมายของผมตอนนี้คือผมอยากทำงานกับคนที่เก่งขึ้นและโปรดักชั่นที่เป็นระดับโลกมากขึ้น “

สนเล่าว่าในปีที่ผ่านมา เขาได้ไปเข้าคอร์สเรียนการแสดงกับทางฮอลลีวูด โดยมีผู้สอนเป็นแอคติ้งโค้ชให้กับนักแสดงแนวหน้ามากมาย อย่าง “ลิโอนาร์โด ดิ คาปริโอ้” หรือ “คาเมรอน ดิแอซ” และเขายังได้พบกับนักแสดงจากที่ต่าง ๆ ของโลกมาร่วมเรียนในคลาสเดียวกัน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีในการจุดไฟการแสดงในตัวเขาให้โชติช่วงยิ่งกว่าเดิม

“ต้องขอบคุณละครซิทคอมเรื่อง ‘เป็นต่อ’ มันคือละครที่มีคนในสตูจริง ๆ ถ้าเล่นไม่จริงมันจะไม่ขำ มุกต่าง ๆ ต้องอาศัยจังหวะ ทุกอย่างต้องเรียลและสดมาก ซึ่งพอผมผ่านมามันก็คือประสบการณ์ของเรา ทีนี้พอเราไปเล่นที่โน่น ครูก็ชมนะครับว่าดี”

“แต่สิ่งที่ผมได้จากครูคือ ‘ไฟในการทำงาน’ มันทำให้ผมรู้ว่าทุกวันนี้ผมทำการแสดงเพื่ออะไร ผมทำเพื่อความสุขของผู้ชม นักแสดงฮอลลีวูด กว่า 90% เข้าถึงได้ง่ายและเฟรนด์ลี่มาก มีพลังงานบวกได้ตลอดเวลาเหมือนคำที่ว่า ‘Hollywood runs by positive energy.’ ผมเลยรู้ว่างานที่ผมทำอยู่ตอนนี้ผมทำเพื่ออะไร ผมอยากให้คนมีความสุขในงานที่ทำ ได้สอนคนจากการแสดงของเรา สิ่งเหล่านี้เกิดจากการทำงานที่สั่งสมมาเรื่อย ๆ เริ่มเป็นการกรุยทางเพื่อเตรียมตัวไปในอีกสเต็ปหนึ่งของสายอาชีพ”

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือ ผลงานการแสดงเรื่อง “สัตยาธิษฐาน” ที่ที่พึ่งลาจอไป ซึ่งเราได้เห็นสนอีกลุคหนึ่งต่างจากบทบาทการแสดงชิ้นก่อน ๆ ของเขา จากลุคหนุ่มหล่อในสูท มาเรื่องนี้เขาต้องรับบทเป็น “ทาส” แทน

“ท้าทายดีครับ ผมอยากรับบทที่ฉีกจากเดิมอยู่แล้ว ปกติคนจะชินกับบทบาทเจ้า เจ้านาย คนรวย อันนี้ถือว่าท้าทายดีครับ มันทำให้เรารู้ความคิดของคนอีกสถานะหนึ่งว่าทำไมทาสถึงยอมคนอื่นได้ขนาดนี้ การมองโลกของทาสมันต่างจากคนอื่นมาก ๆ ผมชอบนะกับบทนี้ ผมเต็มที่กับบทนี้มาก”

นอกจากบทที่ท้าทายแล้ว เรื่อง “หุ่น” ก็ต้องปรับเปลี่ยนเช่นกัน “ผมลดไขมันด้วยนะ จากในเรื่องจะเห็นว่าผมค่อนข้างลีนมาก ผมลดไป 7-8 กิโลกรัมเพื่อเรื่องนี้เลย จริง ๆ ก็เล่นฟิตเนสอยู่แล้ว แต่เราไม่ค่อยได้ควบคุมการกิน พอมาเรื่องนี้ก็คุมทุกอย่างเลยครับ“

เส้นทางของสนดูจะไม่ได้หยุดแค่สายนักแสดงเพียงอย่างเดียว อย่างที่รู้ว่าเขาเป็นหุ้นส่วนของร้านขายเสื้อผ้ามัลติแบรนด์ “SOS” กลางสยามสแควร์ที่สาว ๆ ต่างรู้จักดี นอกจากทั้งสองเรื่องแล้ว “ตัวผมเอง…” เขาขึ้นเกริ่น “ตอนนี้ผมชัดเจนมาก ถ้าตอนนี้ไม่ได้เป็นนักแสดง ผมก็จะเป็น Influencer ทางด้านการออกกำลังกายและฟิตเนสครับ”

“จริง ๆ เรื่องการดูแลรักษาหุ่นมันเริ่มมาจากความชอบของเราอยู่แล้ว การมีร่างกายที่แข็งแรงมันคือประตูสู่กิจกรรมที่ท้าทายอื่น ๆ เช่น พวกกีฬาเอ็กซ์ตรีม”

แต่สุดท้ายแล้วเขาจะไปทางไหน จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาคาดหวังไว้หรือเปล่า ทั้งด้านงานแสดง ธุรกิจและการเป็น Influencer?

“ผมไม่ได้คาดหวังว่าปีนี้หรือปีหน้าผมจะต้องไปได้” เขากล่าว “ผมคิดแค่ว่าผมทำวันนี้ให้ดีที่สุด ถ้าวันนี้ดีที่สุดแล้วพรุ่งนี้มันจะดีขึ้นเองและมันจะดีขึ้นในทุก ๆ วัน ผมไม่ได้กลัวความผิดหวังหรืออะไร เพราะเราถือว่าเราทำเต็มที่แล้วครับ”

ขอบคุณเสื้อผ้า : Tube Gallery
ขอบคุณสถานที่ : The Salil Hotel Sukhumvit 57

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...