โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โรงสีใต้วิกฤตนา 7 แสนไร่หาย วอนรัฐหนุน ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษจูงใจ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ก.พ. 2566 เวลา 03.58 น. • เผยแพร่ 15 ก.พ. 2566 เวลา 03.58 น.

โรงสีใต้วิกฤตขาดข้าวเปลือก เหตุแหล่งปลูกข้าวใหญ่ 3 จังหวัดลดฮวบจาก 1 ล้านไร่ เหลือเพียง 300,000 ไร่ วอนรัฐบาลหนุนทำระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานพื้นที่ ดันตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษทำนา

นายสุทธิพร กาฬสุวรรณ เจ้าของโรงสีข้าวโสภณเจริญพาณิชย์ นายกกิตติมศักดิ์โรงสีข้าวและกลุ่มชาวนาภาคใต้ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้โรงสีข้าวในพื้นที่ภาคใต้กำลังเกิดปัญหาวิกฤตข้าวอย่างรุนแรง เนื่องจากแหล่งปลูกข้าวใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ 3 จังหวัด

ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช จ.พัทลุง และ จ.สงขลา ซึ่งในอดีตเคยมีพื้นที่ทำนากว่า 1 ล้านไร่ แต่ปัจจุบันเหลือพื้นที่ทำนาเพียงประมาณ 300,000-400,000 ไร่ โดยพื้นที่นากว่า 700,000 ไร่ ในอดีตได้ถูกปล่อยทิ้งเป็นนาร้าง และบางส่วนได้เปลี่ยนไปลงทุนปลูกปาล์มน้ำมัน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของภาคใต้ และทางภาคใต้ต้องนำเข้าข้าวจากภาคกลางและภาคอีสานถึงประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ และยังต้องนำเข้าข้าวเปลือก เพื่อมาป้อนโรงสีข้าวแปรรูปเป็นข้าวสาร

โดยภาพรวมแล้วโรงสีข้าวทำงานได้ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ จากโรงสีข้าวที่มีอยู่ประมาณ 100 โรงที่เป็นสมาชิกสมาคม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตข้าวของโรงสีข้าวเพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 บาท/ตัน หรือประมาณ 1 บาท/กก. นอกนั้น 20 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นข้าวในพื้นที่นาทางภาคใต้

“แนวโน้มทิศทางการทำนาอีก 10 ปีข้างหน้า หากไม่ได้รับการรณรงค์จากภาครัฐและสนับสนุนจากรัฐบาลก็จะเหลือพื้นที่นาน้อยมาก และจะต้องนำเข้าข้าวจากภาคอื่นเข้ามาในพื้นที่ภาคใต้ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูง

และในที่สุดจะได้บริโภคข้าวในราคาที่สูงขึ้น ไม่ต่ำกว่า 35-50 บาท/กก. เพราะขณะนี้ข้าวสารเกรดกลาง ๆ ราคา 35-38-40 บาท/กก. ดังนั้นจำเป็นต้องสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยต้องทำนาให้ได้ประมาณ 1 ล้านไร่ ประมาณ 700,000 ตัน/ฤดูกาล จึงจะสมดุล” นายสุทธิพรกล่าว

นายสุทธิพรกล่าวอีกว่า ปัจจัยสำคัญที่ชาวนาทิ้งนาข้าวให้เป็นนาร้าง และมีชาวนาบางส่วนหันไปลงทุนปลูกปาล์มน้ำมัน เพราะขาดแคลนแหล่งน้ำ ไม่มีระบบชลประทาน และไม่มีเส้นทางคมนาคมเข้าถึงพื้นที่ทำนา รวมถึงเรื่องของการพัฒนาพันธุ์ข้าว และพันธุ์ข้าวพื้นเมือง ให้ได้คุณภาพมีปริมาณผลผลิตที่สูง

ทั้งหมดจะเป็นปัจจัยลดต้นทุนการผลิต ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องรัฐบาลจะต้องสนับสนุน แนวทางสำคัญรัฐบาลจะต้องออกแบบวางกรอบพื้นที่ทำนา 3 จังหวัด ให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทำนา”

รัฐบาลต้องมีการรณรงค์เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ให้ความสำคัญในการทำนา เพราะเป็นความมั่นคงทางอาหาร เพราะปัจจุบันเยาวชนคนรุ่นใหม่จะหันหลังให้กับอาชีพการทำนา

นายสุทธิพรกล่าวต่อไปว่า ส่วนเรื่องการตลาดค้าข้าวทางภาคใต้ รัฐบาลไทยต้องเจรจากับรัฐบาลมาเลเซีย ส่งออกข้าวไปยังประเทศมาเลเซียเสรี เพราะปัจจุบันมีบริษัทของรัฐบาลมาเลเซียเป็นผู้ดำเนินการนำเข้าแต่เพียงรายเดียว ทั้งนี้ เพื่อให้ข้าวภาคใต้ส่งข้าวออกได้โดยตรง และชาวมาเลเซียเองก็นิยมบริโภคข้าวไทยมาก และจะเป็นเหตุสร้างแรงจูงใจให้ชาวนาหันกลับมาทำนามากขึ้น

นายสมศักดิ์ พานิช เจ้าของโรงสีข้าวทิพย์พานิช เจ้าของนา และประธานชมรมโรงสีข้าว อ.ระโนด จ.สงขลา เปิดเผยว่า จ.สงขลามีพื้นที่ทำนาข้าวประมาณ 100,000 ไร่ แต่ปรากฏว่าได้หันไปลงทุนปลูกปาล์มน้ำมันประมาณถึง 30 เปอร์เซ็นต์

ทำให้ต้องมีการนำเข้าข้าวจากภาคกลาง ภาคอีสานเข้ามาขาย ส่วนจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีการส่งข้าวจาก จ.สงขลาไปขาย โดยจังหวัดชายแดนมียอดขายที่ดี เนื่องจากชาวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจะซื้อกลับไปไม่เกินที่ทางการมาเลเซียกำหนดไว้

การนำเข้าข้าวเข้าไปประเทศมาเลเซียปริมาณมาก มีบริษัทของรัฐบาลมาเลเซียเป็นผู้ดำเนินการนำเข้าแต่เพียงรายเดียว แต่หากรัฐบาลไทยสามารถทำการเจรจากับรัฐบาลมาเลเซีย เปิดการนำเข้าส่งออกไปยังประเทศมาเลเซียได้แบบเสรี จะเป็นการดีกับพ่อค้ารายย่อย และชาวนาภาคใต้ด้วย

เพราะหากส่งออกได้ ภาพรวมราคาข้าวจะดี เช่น ราคาข้าวสารทางใต้ ราคา 13 บาท/กก. ที่ประเทศมาเลเซียราคา 20 บาท/กก. แต่จะขึ้นอยู่กับค่าเงินริงกิตอ่อนหรือแข็งด้วย

ทั้งนี้ สำหรับพื้นที่การทำนา จ.สงขลา จ.พัทลุง และ จ.นครศรีธรรมราช ภาพรวมจะให้ผลผลิตประมาณ 600-700 กก.ต่อไร่ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ประเภทข้าวพื้นเมือง และข้าว กข. ปัจจุบันเหลือพื้นที่ทำนาประมาณ 300,000-400,000 ไร่/ฤดู ได้ข้าวเปลือกประมาณกว่า 200,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,995 ล้านบาท/ฤดู

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...