โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สปสช.จับมือ กทม.ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจัดสรร รพ.ประจำให้ผู้มีสิทธิบัตรทอง 1.9 แสนราย

MATICHON ONLINE

อัพเดต 28 มี.ค. 2566 เวลา 05.39 น. • เผยแพร่ 28 มี.ค. 2566 เวลา 05.39 น.

สปสช.จับมือ กทม.ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจัดสรร รพ.ประจำให้ผู้มีสิทธิบัตรทอง 1.9 แสนราย

วันนี้ (28 มีนาคม 2566) ที่โรงพยาบาล (รพ.) ราชพิพัฒน์ กรุงเทพมหานคร สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) แถลงความคืบหน้าการลงทะเบียนผู้มีสิทธิบัตรทองในพื้นที่กรุงเทพฯ จำนวน 1.9 แสนราย ที่ยังไม่มีสถานพยาบาลประจำแบบอัตโนมัติ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเลือกสถานพยาบาลใกล้บ้าน รักษาใกล้ใจ

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ที่มาของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแบบอัตโนมัติเลือกสถานพยาบาลประจำตัวให้ผู้มีสิทธิบัตรทอง จำนวน 1.9 แสนราย ในพื้นที่กรุงเทพฯ เนื่องจากสถานพยาบาลเดิมซึ่งถูกยกเลิกสัญญาจากปัญหาการเบิกจ่ายคลาดเคลื่อน ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 โดยมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบรวมกว่า 6 แสนราย ในจำนวนนี้ 4 แสนราย ไม่มีโรงพยาบาลรับส่งต่อ เนื่องจากโรงพยาบาลเอกชนเดิมถูกยกเลิกสัญญา สปสช.ได้ร่วมกับ กทม.จัดโรงพยาบาลทดแทนให้เรียบร้อยแล้ว ส่วนประชาชนที่เหลือประมาณ 240,000 ราย นั้น ยังไม่มีหน่วยบริการประจำ/ปฐมภูมิ และโรงพยาบาลรับส่งต่อรองรับ ระหว่างรอการจัดสรรสถานพยาบาลประจำตัว สปสช.ได้อนุโลมให้ประชาชนกลุ่มนี้เข้ารับบริการ ณ หน่วยบริการหรือสถานพยาบาลในระบบ สปสช.ที่ไหนก็ได้ และมีการประชาสัมพันธ์ให้ลงทะเบียนเลือกหน่วยบริการหรือสถานพยาบาลประจำอย่างต่อเนื่อง คู่ขนานกับการเร่งหาสถานพยาบาลรองรับเพิ่มเติมให้เพียงพอ

“ขณะนี้สถานพยาบาลในกรุงเทพฯ ที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. มีจำนวนมากขึ้น โดยการลงทะเบียนในครั้งนี้ สปสช.ได้ดำเนินการในรูปแบบหรือโมเดล 5 ที่มีศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง เป็น Efficient Area Manager หรือผู้จัดการระบบบริการสาธารณสุขในพื้นที่อย่างมีศักยภาพ โดยจะทำหน้าที่ให้เหมือนโรงพยาบาลประจำเขต ในการดูแลประชาชนในพื้นที่ของตน ร่วมกับคลินิกชุมชนอบอุ่น 113 แห่ง และเครือข่ายโรงพยาบาลรับส่งต่อทั่วทั้งกรุงเทพฯ” นพ.จเด็จ กล่าวและว่า ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนที่เหลืออยู่จำนวน 195,158 คน มีสถานพยาบาลประจำตัว สปสช.จึงดำเนินการลงทะเบียนและจัดสรรหน่วยบริการแบบอัตโนมัติโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยระบบจะพิจารณาจากข้อมูลที่อยู่ตามทะเบียนบ้านหรือที่พักอาศัย ในกรณีที่พื้นที่นั้นมีหน่วยบริการหลายแห่ง ระบบจะจัดสรรให้หน่วยบริการที่อยู่ในเครือข่ายหน่วยบริการที่ใกล้ที่สุด จำนวน 8,000 – 10,000 คนต่อหน่วยบริการ ซึ่งผู้มีสิทธิที่พักอาศัยในบ้านหรือครัวเรือนเดียวกันก็จะให้ลงทะเบียนไปที่หน่วยบริการเดียวกัน

นอกจากนี้ เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ผู้มีสิทธิที่เป็นเป็นโรคเรื้อรัง 7 โรค เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ จะถูกจัดสรรไปยังหน่วยบริการต่างๆ โดยคำนึงถึงสัดส่วนจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน เพื่อไม่ให้หน่วยบริการใดหน่วยบริการหนึ่งรับผู้ป่วยมากเกินไปจนกระทบกับคุณภาพการให้บริการ ทั้งนี้ หลังจากที่ระบบอัตโนมัติโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลลงทะเบียนหน่วยบริการประจำให้กับผู้มีสิทธิที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเลือกสถานพยาบาลประจำ สปสช.จะดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้บุคคลที่ได้รับการลงทะเบียนรับทราบตามช่องทางที่เหมาะสม และหากไม่สะดวกไปรับบริการในหน่วยบริการที่ระบบเลือกให้ ประชาชนผู้มีสิทธิก็สามารถเปลี่ยนหน่วยบริการประจำได้ตลอดเวลา รวม 4 ครั้งต่อปี โดยการจัดสรรครั้งนี้จะไม่มีการนับครั้งของการเปลี่ยนหน่วยบริการ

“การดำเนินการครั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจในการเข้ารับบริการ สปสช.ได้รับความร่วมมือจากหน่วยบริการทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชน ร่วมให้บริการในครั้งนี้ เรามีหน่วยบริการปฐมภูมิ / ประจำ และ รพ.รับส่งต่อที่เข้มแข็ง นอกจากนี้ สปสช.จัดเตรียมระบบสายด่วน สปสช. โทร.1330 รองรับเรื่องการประสานหากเตียงในกรณีจำเป็นต้องได้รับการส่งต่อเพื่อการรักษายังหน่วยบริการรับส่งต่อ เพื่อหวังให้คน กทม. ได้รับการดูแลสุขภาพที่ดี และให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองสุขภาพดีน่าอยู่สำหรับทุกคน” นพ.จเด็จ กล่าว

นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติระดับเขตพื้นที่ เขต 13 กรุงเทพมหานคร (อปสข.เขต 13 กทม.) กล่าวว่า การลงทะเบียนประชาชนประมาณ 1.9 แสนคน ในกรุงเทพฯ ให้มีหน่วยบริการปฐมภูมิ/ประจำ เพื่อความสะดวกเข้ารับบริการ OP (ผู้ป่วยนอก) และ IP (ผู้ป่วยใน) ในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือของหน่วยบริการทุกภาคส่วนทั้ง กทม. กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กรมการแพทย์ และคลินิกเอกชน ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมระบบบริการปฐมภูมิ ระบบบริการทุติยภูมิ-ตติยภูมิและงานสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพื่อให้ประชาชนที่มีสิทธิที่ยังไม่ได้เลือกสถานพยาบาลประจำในกรุงเทพฯ ได้รับการดูแลสุขภาพที่ดี

“ทั้งนี้ การจัดสรรหน่วยบริการประจำแก่ผู้มีที่ยังไม่มีหน่วยสถานพยาบาลบริการประจำ ไม่ใช่แค่การใส่ชื่อผู้มีสิทธิเข้าไปอยู่กับหน่วยบริการปฐมภูมิเท่านั้น แต่ระบบจะพิจารณาจากปัจจัยรอบด้าน เพื่อให้สถานพยาบาลที่เลือกให้นั้นเหมาะที่สุดกับผู้มีสิทธิมากที่สุด และให้สอดคล้องกับระบบบริการแบบใหม่ที่ในแต่ละพื้นที่จะมีหน่วยบริการปฐมภูมิหลายแห่งทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายโดยมีศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. เป็นแม่ข่าย (โมเดล 5) ที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ อปสข. ปี 2566-2567 เน้น 3 เรื่องหลัก คือ พัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ และงานสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ระบบบริการทุติยภูมิ-ตติยภูมิ และการเข้าถึงบริการของกลุ่มเปราะบาง ซึ่งในระบบบริการตามโมเดล 5 ศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. จะเป็น Efficient Area Manager หรือผู้จัดการระบบบริการสาธารณสุขในพื้นที่อย่างมีศักยภาพ โดยจะทำหน้าที่ให้เหมือนโรงพยาบาลประจำเขตในการดูและประชาชนในพื้นที่ของตน เช่นการเพิ่มการเข้าถึงบริการของผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง และการดูแลผู้ป่วยระยะกลาง รวมทั้งการลงทะเบียนประชาชนต่างจังหวัดที่อาศัยในกรุงเทพฯ ให้มีสถานพยาบาลประจำอยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อให้ได้รับบริการสาธารณสุขที่สถานพยาบาลใกล้ที่พักอาศัยในปัจจุบัน” นพ.สุวิทย์ กล่าว

รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า กทม.สนับสนุนแนวคิดจัดสรรประชากรที่ยังไม่มีสถานพยาบาลประจำโมเดล 5 เนื่องจากสอดคล้องกับนโยบายของ กทม.ในการยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุข ให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพดี ใกล้บ้านในระดับเส้นเลือดฝอย นอกจากนี้ยังมีคลินิกชุมชนอบอุ่นใกล้บ้านใกล้ใจ พร้อมให้บริการครบวงจร ทั้งการดูแลรักษาสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ตลอดจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางระยะไกล รวมทั้งลดความแออัดในสถานพยาบาลขนาดใหญ่ด้วย โดย กทม.ได้จัดเครือข่ายหน่วยบริการรับส่งต่อ ตามพื้นที่เขตโซนของกรุงเทพฯ (Bangkok Health Zoning) เพื่อสร้างความครอบคลุมการดูแลสุขภาพคนกรุงเทพฯ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...