โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยมุมมองลิขสิทธิ์เพลง กับ Sony Music Publishing และ Passive Income ตลอดกาล

TODAY

อัพเดต 24 ม.ค. 2568 เวลา 11.33 น. • เผยแพร่ 24 ม.ค. 2568 เวลา 04.33 น. • workpointTODAY

“ติดลิขสิทธิ์” เป็นคำที่คนไทยคุ้นหูกันดี และควรตระหนักให้มากขึ้นเมื่อหยิบเพลงสักเพลงไปใช้ในงานหรือวิดีโอต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดลิขสิทธิ์ที่อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมาย แม้ในปัจจุบันยังมีบางกลุ่มคนที่ใช้เพลงโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง แต่การเคารพลิขสิทธิ์เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ขณะที่ในมุมมองของศิลปินและนักแต่งเพลง ลิขสิทธิ์คือหัวใจสำคัญ เพราะมันไม่เพียงช่วยสร้างรายได้ แต่ยังเป็นการสนับสนุนให้พวกเขาสามารถสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง

TODAY Bizview พาไปคุยกับ Sony Music Publishing บริษัทที่ดูแลลิขสิทธิ์ให้กับศิลปินระดับโลก เช่น Michael Jackson, The Beatles, Beyoncé, Lady Gaga, Olivia Rodrigo และ Ed Sheeran

[ ลิขสิทธิ์เพลงสำคัญ นำไปใช้ต้องขออนุญาต ก่อนโดนปรับที่หลัง ]

ต้องเกริ่นก่อนว่าในทุกๆ ครั้งที่นักแต่งเพลงและศิลปินออกเพลงใหม่มาเพลงเหล่านั้นจะถูกอัปโหลดขึ้นสตรีมมิ่งต่างๆ เช่น Youtube, Spotify ให้เราได้ฟัง แต่ทว่าเราต้องการหยิบไปใช้ต้องคิดดีๆ เพราะเพลงมีลิขสิทธิ์ ต้องหยิบไปใช้ให้ถูกวิธี ซึ่งหลักๆ สำหรับประเทศไทย การหยิบเพลงมีลิขสิทธิ์ไปใช้ก็ต้องขออนุญาต ก่อนนำเพลงไปใช้ในเชิงพาณิชย์

เช่น การเปิดเพลงในร้านอาหาร หรือการใช้เพลงประกอบภาพยนตร์ ควรขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อนเสมอ หรือซื้อลิขสิทธิ์ การซื้อลิขสิทธิ์เพลงเป็นวิธีที่ถูกต้องและง่ายที่สุดในการนำเพลงไปใช้ หรือเลือกใช้เพลงที่ปล่อยให้ใช้งานได้ฟรี เพราะปัจจุบันมีเพลงจำนวนมากที่ปล่อยให้เอาไปใช้ฟรีๆ

ในทางกลับกัน ฝั่งศิลปินเองก็ต้องปกป้องลิขสิทธิ์ของเพลงเหล่านั้นด้วย เพื่อที่ว่าจะช่วย ‘สร้างรายได้’ เวลามีคนมาขอซื้อลิขสิทธิ์เพลงเหล่านั้นไปใช้ หรือคนที่ใช้แบบไม่ได้รับอนุญาต เอาไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ก็ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย หรือพูดง่ายๆ ว่าฝั่งคนทำเพลงก็ต้องปกป้องสิทธิของผลงานตัวเอง

[ เพลงยุค 60-70s ยังทำเงินได้จากค่าลิขสิทธิ์ ]

และนี่คือหน้าที่ของบริษัท Sony Music Publishing ซึ่งจะดูแลลิขสิทธิ์เพลงเหล่านั้นให้กับนักแต่งเพลงและศิลปิน ช่วยให้นักแต่งเพลงมีรายได้และประสบความสำเร็จจากผลงาน และตอนนี้บริษัทก็มาเปิดในไทยอย่างเต็มตัว เตรียมพาร์ทเนอร์กับนักแต่งเพลงและศิลปินชาวไทย

‘Daniel Nelson’ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงบริษัท โซนี่ มิวสิค พับลิชชิ่ง เล่าให้ฟังว่า เพลงช่วงยุค 60-70s ในปัจจุบันก็ยังสามารถสร้างรายได้ให้ศิลปินได้เรื่อยๆ ผ่านการเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลง อธิบายง่ายๆ เหมือนเป็น Passive Income เช่น เพลงช่วงคริสมาสต์ที่ดังตลอดกาล ยิ่งอยู่ถูกที่มีคนดูแลถูกทางก็จะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ

โซนี่ มิวสิค ก็รับดูแลและจัดเก็บรายได้เหล่านั้นให้ โดยบริษัทใช้ระบบบริหารจัดการสิทธิ์แบบรวมศูนย์ เน้นความสำคัญของทีมงานท้องถิ่นในแต่ละประเทศเพื่อดูแลสิทธิ์ของเพลงอย่างเหมาะสม จ่ายค่าลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องและรวดเร็ว และมีระบบ SMP เพื่อลงทะเบียนและจัดการการจ่ายเงินทั่วโลก

และในทุกๆ 3 เดือนบริษัทจะมีรีพอร์ตเรื่องลิขสิทธิ์เพลงเพื่อที่จะใช้ดูเรื่องของการซื้อเพลงไปใช้ หรือใครที่ใช้เพลงเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต

[ ตลาดเพลงไทยโตอย่างรวดเร็ว แต่แข่งขันสูง ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์เยอะ ]

‘Daniel Nelson’ ยังเล่าให้ฟังอีกว่า ในด้านการทำเพลง ตอนนี้ตลาดเพลงไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการเติบโตของสตรีมมิงเพลง ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตของตลาดเพลงสูงสุดในโลก

ขณะที่ศักยภาพของนักแต่งเพลงและศิลปินก็มีความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพและได้รับความนิยมในระดับนานาชาติ ทำให้มองเห็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจเพลงในประเทศไทย ทั้งในแง่ของการสร้างรายได้จากการสตรีมมิงเพลง การจัดคอนเสิร์ต และการส่งออกผลงานเพลงไปยังต่างประเทศ

แต่ทว่าก็ยังคงมีการแข่งขันที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค และปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ที่คนไทยยังไม่เข้าใจเรื่องนี้เท่าไหร่นักทำให้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งการดาวน์โหลดเพลงผิดกฎหมาย การเผยแพร่เพลงโดยไม่ได้รับอนุญาต และการนำเพลงไปใช้ในวิดีโอโดยไม่ได้ขออนุญาต

[ กระแส T-POP มาแรง ต้องช่วยกันสนับสนุนให้ไกลในต่างประเทศ ]

‘ทัชระ ล่องประเสริฐ’ ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย เล่าเสริมเรื่องนี้ว่า ความท้าทายเหล่านี้จึงกลายเป็นเป้าหมายของบริษัทในปีนี้ เพราะอยากให้คนไทยตระหนักถึงเรื่องลิขสิทธิ์เพลงมากขึ้นก่อนนำไปใช้ และอยากให้นักแต่งเพลงและศิลปินได้รับการคุ้มครองเรื่องนี้ พร้อมทั้งจะสนับสนุนนักแต่งเพลง นักประพันธ์เพลง รวมถึงศิลปินชาวไทยให้แข็งแรงขึ้น โดยนำหลักการสากลมาปรับใช้ ช่วยสร้างรายได้กลับสู่เจ้าของผลงาน

นอกจากนี้ ยังเล่าถึง กระแสของ T-POP ด้วยว่า มาแรงจริง โดยเฉพาะในประเทศ ทำให้จำเป็นต้องมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันผลักดัน เพราะT-POP จะไปไกลได้ต้องไม่ดังแค่ในประเทศ ต้องส่งออกไปต่างประเทศด้วย คล้ายๆ กับกระแสของ K-POP ยุคแรกๆ ที่บริษัทต้องส่งออกเพลงไปต่างประเทศให้กว้างขึ้น ไม่ให้อยู่แค่ในประเทศจนสามารถตีตลาดได้หลายกลุ่มนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยแล้วแม้ปัญหาลิขสิทธิ์เพลงยังเรื่องที่ซับซ้อนและต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ไข หากเราสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมเพลงไทย และสร้างรายได้กลับสู่เจ้าของผลงาน ส่วนของกระแส T-POP หลายหน่วยงานก็ต้องช่วยกันผลักดันทำให้ศิลปินไทยได้รับการสนับสนุนและมีโอกาสในการสร้างสรรค์ผลงานเพลงที่มีคุณภาพต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...