โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท.ระบุ “ความไม่แน่นอน” นิยาม เศรษฐกิจไทย ปี 68

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ม.ค. 2568 เวลา 15.11 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. 2568 เวลา 08.11 น.

คลังคาดจีดีพีปี 68 โตมากกว่า 3% เร่งแก้ 3 ปัญหาหลักในระยะสั้น พร้อมเปิด 4 แนวทางสนับสนุน เศรษฐกิจไทย เติบโตได้ในระยะยาว ธปท.ระบุความไม่แน่นอนคือปัจจัยหลักกระทบเศรษฐกิจไทย เร่งแก้ปมปัญหาเข้าไม่ถึงสินเชื่อ มุ่งลดความเสี่ยงเอื้อแบงก์ปล่อยกู้ ตลท.เผย 3 กลยุทธ์เร่งสร้างตลาดทุนเพื่อส่วนรวมและความเท่าเทียม ชู 3 โครงการ Flagship ขับเคลื่อนสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนตลาดทุนไทย

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความเสี่ยง ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยจากการคาดการณ์ตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีพีดี) ของกูรูเศรษฐกิจว่า ปีนี้จีดีพีจะขยายตัวอยู่ในระดับ 2.4-3%

[inline_posts type="IDs" box_title="Exclusive Interview : เจาะลึกเศรษฐกิจไทย 2025 รับมือ ศก.โลกที่ไม่แน่นอน" align="alignleft" textcolor="#FFF001" background=" #162CCD"]150371,150400[/inline_posts]

วารสารการเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษแม่ทัพด้านเศรษฐกิจ พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยสองขุนพลตลาดเงินตลาดทุนไทย ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเจาะลึกถึงภาพเศรษฐกิจไทยในปี 2568 รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง

“คำว่า “ความไม่แน่นอน” ตรงกับสถานการณ์ในปี 2568 มากที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่ประเมินลำบากมาก ไม่เหมือนกับความเสี่ยง ความเสี่ยงเรายังรู้ว่าปัจจัยอะไรจะมา แม้ไม่แน่ใจว่าจะมามากน้อยแค่ไหน แต่ความไม่แน่นอนเป็นเรื่องที่เราไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง”

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์ “การเงินธนาคาร” ว่า คำที่จะสะท้อนสภาพเศรษฐกิจไทยชัดเจนที่สุดสำหรับปี 2568 คือ “ความไม่แน่นอน” เพราะมีความไม่แน่นอนสูงมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน ทั้งจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจของประเทศที่สำคัญๆ เช่น นโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยังไม่แน่ชัดว่าคณะรัฐมนตรีใหม่ของทรัมป์ที่จะเข้ามาบริหารจะเป็นอย่างไร แล้วจะมีนโยบายอะไรบ้าง และที่สำคัญคือ ประเทศอื่นๆ จะตอบรับอย่างไรกับนโยบายที่ออกมา

“คำว่า “ความไม่แน่นอน” ตรงกับสถานการณ์ในปี 2568 มากที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่ประเมินลำบากมาก ไม่เหมือนกับความเสี่ยง ความเสี่ยงเรายังรู้ว่า ปัจจัยอะไรจะมา แม้ไม่แน่ใจว่าจะมามากน้อยแค่ไหน แต่ความไม่แน่นอนเป็นเรื่องที่เราไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง”

ทั้งนี้ ธปท.ได้ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ไว้ว่าจะขยายตัวได้ 2.9% ขณะที่ปี 2567 จะเติบโต 2.7% โดยเป็นการประมาณการภายใต้กรณีฐานที่ยังไม่ได้รวมความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งสอดคล้องกับธนาคารกลางในหลายประเทศที่มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า นโยบายของรัฐบาลทรัมป์เป็นเรื่องไม่แน่นอนที่ต้องรอดู

“ธปท.จะมีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยอีกครั้งในช่วงเดือนเมษายน 2568 ซึ่งคงได้เห็นภาพปัจจัยต่างๆ ชัดเจนขึ้นในตอนนั้น”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายังไม่สามารถเห็นภาพชัดเจนว่าผลจากรัฐบาลทรัมป์จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและโลกอย่างไรบ้าง แต่ก็พอจะประเมินได้จากแนวนโยบายที่ประกาศออกมาก่อนหน้านี้ โดยมี 3 ประเด็นที่ต้องเตรียมตัวรับมือในปี 2568

เรื่องแรกคือ ภาษีการค้า (Tariff) ที่จะมีออกมาอย่างแน่นอน แต่จะส่งผลกับประเทศใดบ้าง และเก็บภาษีในอัตราเท่าไหร่นั้น เป็นเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน เรื่องที่สองคือ การลดภาษีในสหรัฐฯ ที่จะส่งผลให้สหรัฐฯ ขาดดุลทางการคลังมากขึ้น เรื่องที่สามคือ นโยบายเรื่องผู้ลักลอบเข้าเมืองที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะมีผลต่อตลาดแรงงานของสหรัฐฯที่ค่าแรงอาจจะสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งสามเรื่องนี้สะท้อนว่าเงินเฟ้อในสหรัฐฯ มีแนวโน้มสูงขึ้น และโอกาสที่ธนาคารกลางของสหรัฐฯ จะปรับลดดอกเบี้ยลงอีกอาจจะทำได้ไม่มากนัก ซึ่งทำให้เห็นเค้าโครงของผลกระทบต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจในปีนี้ ส่วนจะเกิดขึ้นเมื่อใดหรือมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ดูยาก โดยเฉพาะผลต่อภาคการค้าที่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ยังมีไม่มาก แต่ต้องติดตามดูช่วงครึ่งหลังว่าผลกระทบจะเป็นอย่างไร

“สหรัฐฯ เป็นประเทศใหญ่ นโยบายของเขาประเทศเดียวมีผลข้างเคียงมาถึงประเทศเล็กๆ อย่างไทย ที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อสหรัฐฯ มีนโยบายเรื่องการค้ากับจีน ทำให้จีนส่งออกไม่ได้ สินค้าจีนก็ไหลเข้ามาในประเทศต่างๆ รวมทั้งไทย ซึ่งมีผลต่อไทยเองและประเทศคู่ค้าที่ไทยส่งออกไปด้วย”

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวอีกว่า การดำเนินนโยบายการเงินภายใต้ความไม่แน่นอนต้องมีความเสถียร “Robust Policy” และเหมาะกับหลายสถานการณ์เพราะคาดการณ์ไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นโยบายจึงต้องรองรับได้ในทุกสถานการณ์ โดยองค์ประกอบของนโยบายที่มีเสถียรภาพคือ การทำนโยบายแบบมองไปข้างหน้า หรือ Outlook Dependent ซึ่งไม่ได้ดูข้อมูลที่ออกมาเพียงอย่างเดียว เพราะข้อมูลอาจจะมีปัจจัยรบกวน หากตอบสนองต่อข้อมูลมากเกินไปอาจจะทำให้การดำเนินนโยบายผิดพลาดได้

“เรามีบทเรียนจากประเทศอื่นที่เน้นดูเฉพาะข้อมูลให้เห็นแล้วว่า ทันทีที่ข้อมูลออกมาจนตลาดคาดการณ์ว่านโยบายจะเป็นอย่างไร แต่พอนโยบายจริงออกมาไม่เป็นอย่างที่คาดการณ์ก็ยิ่งสร้างความผันผวนเข้าไปในตลาดเพิ่มขึ้น แทนที่นโยบายจะทำให้ความผันผวนน้อยลงกลับเพิ่มความผันผวนให้มากขึ้น และสิ่งที่ ธปท.ไม่อยากเห็นอีกเรื่องคือ การส่งสัญญาณให้ตลาดรับรู้ถึงแนวโน้นการดำเนินนโยบายมากเกินไป หรือ Forward Guidance เพราะการทำแบบนี้ทำให้เกิดอันตรายได้”

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ธปท.เน้นการใช้นโยบายการเงินควบคู่กับนโยบายด้านอื่นๆ เพราะไม่ต้องการให้ทุกสถานการณ์แขวนไว้กับนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว จนอัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือเดียวที่ต้องตอบโจทย์หลายโจทย์ทั้งการเติบโตเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และค่าเงิน ซึ่งหากใช้เครื่องมือเดียวตอบโจทย์ทุกอย่างก็ลำบาก จึงต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยควบคู่ไปกับนโยบายอื่น ซึ่งเป็นที่มาของการที่ ธปท.ได้ออกมาตรการแก้หนี้ต่างๆ

“ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูง จะมุ่งนโยบายไปทางใดทางหนึ่งอาจจะไม่เหมาะ ต้องรอดูปัจจัยต่างๆ ให้ชัดเจนก่อนที่จะรีบยิงกระสุน ดอกเบี้ยของเราเทียบกับประเทศอื่นไม่ได้สูง ในโลกมีแค่ จีน ญี่ปุ่น และสวิตเซอร์แลนด์ ที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าไทย การที่ดอกเบี้ยไม่ได้สูงแสดงว่าช่องที่จะลดดอกเบี้ยมีจำกัด จึงต้องเก็บกระสุนให้ดี ต้องรอดูก่อนว่าจะใช้อย่างไร จังหวะที่มีหมอกปกคลุมหรือความไม่แน่นอนก็ต้องระมัดระวัง”

อย่างไรก็ดี การดำเนินนโยบายการเงินจะพิจารณา 3 องค์ประกอบหลัก คือ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ เสถียรภาพเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน โดยต้องรักษาสมดุลของทั้ง 3 เรื่องนี้ ซึ่งในด้านการเติบโต ขณะนี้เศรษฐกิจเริ่มทยอยเข้าสู่ระดับศักยภาพการเติบโตที่ 3% ตามที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ว่าจะเติบโตได้ 2.9% ในปี 2568 ส่วนเงินเฟ้อ แม้ว่าปี 2567 ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% แต่ปี 2568 คาดว่าจะสูงกว่า 1% อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อที่ต่ำอาจจะเป็นผลดี เพราะไทยมีปัญหาค่าครองชีพสูงในภาวะที่รายได้ของคนไม่เติบโต

สำหรับด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ยังมีเรื่องค่อนข้างกังวลคือหนี้ครัวเรือนที่แม้ว่ามีแนวโน้มทยอยลดลง แต่ยังสูงกว่าระดับที่ ธปท.ต้องการเห็นจากการศึกษาของธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (BIS) ที่ระบุว่า หนี้ครัวเรือนไม่ควรเกินกว่า 80% ของจีดีพี

“นโยบายการเงินไม่ได้ยึดติดและพร้อมปรับเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน การใช้ดอกเบี้ยต้องชั่งน้ำหนักและรักษาสมดุลทั้ง 3 เรื่อง บทเรียนที่มีคือการไปยึดติดอะไรมากเกินไปก็ไม่ดี เช่น กรอบเงินเฟ้อ ต่างประเทศกำหนดไว้ที่ 2% กลายเป็นตัวเลขศักดิ์สิทธิ์จนสวนทางกับที่บอกว่านโยบายต้องมีเสถียรภาพ ยืดหยุ่น เหมาะสมกับสถานการณ์ โลกมีความผันผวนพอแล้ว อย่าให้นโยบายไปซ้ำเติมความผันผวนให้มากขึ้น”

ส่วนนโยบายเรื่องค่าเงินนั้น ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ค่าเงินมีผลต่อปริมาณสินค้าส่งออกไม่มาก ซึ่งปริมาณส่งออกขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจคู่ค้า ถ้าเศรษฐกิจคู่ค้าเติบโตดีก็ส่งออกได้ในปริมาณมาก บางปีค่าเงินอ่อนแต่เศรษฐกิจคู่ค้าไม่ดีส่งออกก็ไม่ดี ดังนั้น ต้องดูแนวโน้มการค้าโลก ดูนโยบายการกีดกันการค้า ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่จะมีผลต่อปริมาณการค้ามากกว่าค่าเงิน

“ในช่วงหลังๆ ค่าเงินบาทมีความผันผวนค่อนข้างสูง ถ้าดูตั้งแต่ต้นปี 2567 ค่าเงินบาทไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาก แต่ระหว่างปีผันผวนเยอะ ซึ่ง ธปท.ไม่อยากเห็นความผันผวนที่ไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐานมากเกินไป ถ้าเป็นเพราะปัจจัยพื้นฐานก็จะไม่ฝืนตลาด แต่ถ้าผันผวนเกินปัจจัยพื้นฐาน ธปท.ก็เข้าไปดูแลเท่าที่จำเป็น โดยจะไม่มีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนว่าต้องเป็นเท่าไหร่ เพราะมีบทเรียนจากการกำหนดค่าเงินมาแล้วในอดีต”

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ระดับค่าเงินที่เหมาะสม คือ ต้องเป็นไปตามกลไกเศรษฐกิจ ค่าเงินที่ผู้ส่งออกต้องการเห็นคือเงินอ่อนค่า แต่ผู้นำเข้าก็ต้องการให้แข็งค่า ดังนั้น ต้องดูปัจจัยต่างๆ รอบด้าน หน้าที่ของ ธปท.ต้องดูภาพรวมประเทศ ไม่ใช่ว่าค่าเงินบาทอ่อนแล้วเศรษฐกิจจะยิ่งดี ในด้านการส่งออกรายได้อาจจะมากขึ้นถ้าบาทอ่อน แต่รายจ่ายฝั่งนำเข้าก็จะมากขึ้น

“ถ้ามองอีกมุมคือความมั่งคั่ง ประเทศมีสินทรัพย์เป็นเงินบาท ถ้าค่าเงินอ่อนกลายเป็นทุกอย่างถูกลง ที่ดินในประเทศก็ถูก เหมือนเราแกรนด์เซลส์ประเทศไทย เงินบาทอ่อนทำให้ความมั่งคั่งของประเทศลดลงด้วย เรื่องเหล่านี้มีหลายมิติ ในอดีตไทยมีหนี้ต่างประเทศเยอะ ถ้าค่าเงินอ่อนหนี้ที่มีก็สูงขึ้น ความมั่งคั่งของประเทศก็ลดลง”

ส่วนการที่มองว่า นโยบายการเงินต้องเป็นกองหน้าในปี 2568 ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ในบทบาทลักษณะนั้นคือ ต้องการเห็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากและสินเชื่อที่เติบโตเร็ว ซึ่งหากเทียบกับบริบทที่เศรษฐกิจไทยเป็นอยู่ในขณะนี้ก็คงไม่อยากเห็นหนี้ครัวเรือนพุ่งขึ้นไปสูง โดยธรรมชาติของนโยบายการเงินสิ่งที่สำคัญคือดูแลเรื่องเสถียรภาพเป็นหลักควบคู่กับปัจจัยอื่น

“หน้าที่หลักของ ธปท. คือ ต้องแน่ใจว่าปัจจัยเชิงมหภาคมีเสถียรภาพ และเอื้อต่อการเติบโต ดังนั้น ธปท.จึงเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ดูแลเรื่องภาพรวมประเทศในบทบาทที่เหมาะสม”

เร่งแก้ปมปัญหาเข้าไม่ถึงสินเชื่อ

มุ่งลดความเสี่ยงเอื้อแบงก์ปล่อยกู้

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวอีกว่า ในปี 2568 แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้เปลี่ยนไปจากเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคในประเทศ ซึ่งเคยขยายตัวได้ 6-7% แต่ในปี 2567 เริ่มเห็นว่าการบริโภคในประเทศชะลอลงและแนวโน้มจะยังคงชะลอลงต่อเนื่องไปในปี 2568 โดยการใช้จ่ายภาครัฐจะกลายมาเป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมทั้งภาคบริการที่จะมีบทบาทแทนภาคการผลิตที่ถูกกระทบค่อนข้างมากจากการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มยานยนต์

ขณะเดียวกัน ภาครัฐมีการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ช่วงโควิด 19 ที่มีการก่อหนี้สาธารณะเพิ่มค่อนข้างมาก แต่เป็นเรื่องจำเป็นตามสภาพเศรษฐกิจที่ต้องการเห็นการขาดดุลลดลง เพราะการที่จะปล่อยให้รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลาก็อาจจะเป็นไม่ได้ จึงต้องการแรงขับเคลื่อนจากฝั่งเอกชนเพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่หดหายมานานแล้ว ทั้งนี้ หากมีการลงทุนภาคเอกชนจะเป็นตัวเพิ่มประสิทธิภาพของเศรษฐกิจและศักยภาพตลาดแรงงาน โดยเมื่อดูงบดุลของบริษัทเอกชนรายใหญ่ก็เห็นว่ายังสามารถลงทุนได้อยู่ และยังมีความสามารถในการกู้เพิ่มได้

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวถึงเรื่องที่สินเชื่อในระบบที่ไม่เติบโตจนถูกมองว่าเป็นประเด็นของการขาดสภาพคล่องว่า เป็นความเข้าใจที่ผิด โดยมักจะมีความคิดว่าสภาพคล่องเหมือนปริมาณน้ำที่ลดลง แต่ในความจริงสภาพคล่องไม่ได้ลดลง อาจจะจริงที่สินเชื่อหดตัวซึ่งเป็นการหดตัวจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้มาจากการที่ธนาคารกลางเข้าไปดูดสภาพคล่องกลับเข้ามา

ทั้งนี้ ในระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีความต้องการที่จะปล่อยสินเชื่อ แต่เพราะความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นทำให้ธนาคารมองว่าปล่อยไปแล้วมีโอกาสเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ ธปท.เองก็มองเห็นถึงสภาวะนั้นโดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เห็นได้ชัดว่ากลุ่มเอสเอ็มอียังเข้าไม่ถึงสินเชื่อ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นแต่เกิดมานานแล้ว มีแค่เพียงช่วงโควิด-19 ที่เห็นภาพสินเชื่อเอสเอ็มอีขยายตัว แต่เป็นการขยายตัวอันเนื่องมาจากมาตรการกระตุ้นที่ออกมา แต่หลังจากนั้นก็กลับไปหดตัวแบบเดิม

“ธปท.เร่งผลักดันให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น เมื่อเห็นว่าต้นเหตุอยู่ที่ความเสี่ยงก็ต้องแก้ที่ความเสี่ยง จึงได้ผลักดันกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ หรือ สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (*National Credit Guarantee Agency : NaCGA) เพื่อยกระดับกลไกการค้ำประกันของภาครัฐที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรับความเสี่ยงแทนส่วนหนึ่งหนุนให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น โดยอยู่ระหว่างการร่างกฎหมายจัดตั้งองค์กรร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และ ธปท.”*

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องข้อมูลเพราะหากไม่มีข้อมูลลูกค้ามากพอธนาคารก็ไม่อยากเสี่ยง ธปท. จึงได้ผลักดัน โครงการ “Your Data ข้อมูลของคุณ สู่บริการทางการเงินที่ตอบโจทย์” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนากลไกให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้สิทธิส่งข้อมูลของตนที่อยู่กับผู้ให้บริการและหน่วยงานต่างๆ ไปยังผู้ให้บริการที่ตนต้องการใช้บริการ ผ่านช่องทางดิจิทัลได้สะดวกและปลอดภัย เพื่อให้ได้รับบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์มากขึ้น โดยเฉพาะการเข้าถึงสินเชื่อและการบริหารจัดการทางการเงินที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล (Personalized Financial Planning)

ซึ่ง ธปท. คาดว่าจะออกหลักเกณฑ์กำหนดกติกาสำหรับกลไกรับส่งข้อมูลในภาคสถาบันการเงิน และประกาศใช้มาตรฐานในปี 2568 โดยผู้ใช้บริการจะสามารถเริ่มใช้สิทธิส่งข้อมูลในภาคการเงินได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ส่วนข้อมูลนอกภาคการเงิน ทั้งข้อมูลภาษี การใช้และชำระค่าไฟฟ้าและประปา จะใช้ประโยชน์ได้ในปี 2568

“คุณสู้ เราช่วย” ยาแรงแก้หนี้ครัวเรือน

พร้อมระวังไม่ไห้เกิด Moral Hazard

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า จากที่ BIS ระบุว่า ระดับหนี้ครัวเรือนไม่ควรเกิน 80% โดยตอนนี้หนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ที่ประมาณ 90% ของจีดีพี ซึ่งเข้าใจว่ายังอีกไกลกว่าจะไปถึงระดับนั้น และต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะหากทำให้หนี้ครัวเรือนลดลงเร็ว เศรษฐกิจจะถูกกระทบ

“หนี้ครัวเรือนของไทยเป็นหนี้ที่แก้ยากเพราะไม่ใช่หนี้บ้านเหมือนประเทศอื่น ถ้าเป็นบ้านแล้วราคาบ้านขึ้นหนี้ก็จะลดลง ของไทยเป็นหนี้รถซึ่งราคารถก็ตกลง อีกส่วนหนึ่งก็เป็นหนี้บัตรเครดิตและเงินกู้ส่วนบุคคคลที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน การแก้หนี้จึงลำบาก ที่สำคัญการแก้หนี้ให้ยั่งยืนต้องเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือนด้วย”

โดย ธปท.ได้ออกมาตรการแก้หนี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ และการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) โดยมาตรการที่สำคัญคือต้องปรับโครงสร้างหนี้ก่อนที่จะเป็นหนี้เสีย ซึ่งเป็นมาตรการที่ตรงจุด อย่างไรก็ตาม อาจจะมีคนคิดว่ามาตรการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบทำให้ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อเพราะติดเกณฑ์ ธปท. แต่ความจริงแล้ว ธปท.เพียงแค่ให้กรอบเป็นแนวทางไว้ ส่วนการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อเป็นเรื่องของแต่ละธนาคารเอง

“Responsible Lending คือ การกำหนดให้ธนาคารที่จะปล่อยสินเชื่อต้องคำนึงว่าภาระหนี้ของคนต้องไม่เกินเงินที่จะใช้จ่ายไหว ต้องดูรายได้ต่อภาระหนี้ ไม่หวังกำไรอย่างเดียวจนไม่ดูภาระหนี้ของคน ซึ่งในเรื่องนี้ ธปท.มีเกณฑ์ในการกำหนดเพดานอัตราส่วนภาระผ่อนชำระต่อรายได้ (Debt Service Ratio : DSR) ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่เข้มมาก แต่ด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้ยังไม่ได้นำมาใช้เพราะคิดว่ายังไม่เหมาะสม”

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการล่าสุดคือ “โครงการคุณสู้ เราช่วย” ที่เป็นยาที่ค่อนข้างแรงแต่เหมาะกับสถานการณ์ โดยเฉพาะหนึ่งในมาตรการคือ จ่ายตรงคงทรัพย์ เป็นการช่วยสร้างแรงจูงใจในการปรับโครงสร้างหนี้ เพราะลดค่างวดให้ระยะเวลา 3 ปี คนที่มีสิทธิคือเป็นหนี้เสียไม่เกิน 1 ปี

“เหตุผลที่ออกมาตรการนี้ ไม่ใช่ต้องการเห็นสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลดลงทันทีเพราะเป็นเรื่องที่ค่อยเป็นค่อยไป มาตรการนี้ถือว่าเป็นยาแรงแล้ว แต่ก็ต้องระวังไม่ให้เป็นการสร้างแรงจูงใจที่ผิดจนให้เกิด Moral Hazard ไม่อยากให้คนคิดว่ามีปัญหาแล้วจะมีคนช่วย เทียบกับประเทศอื่นมาตรการที่เราออกมาถือว่าแรง และการช่วยลูกหนี้ต้องเน้นช่วยลูกหนี้ที่มีความจำเป็น เป็นการช่วยกลุ่มที่หากไม่ช่วยแล้วจะแย่ก่อน”

ยืนยันระบบการเงินไทยไม่ล้าหลัง

เชื่อมโยงการชำระเงินระหว่างประเทศ

สำหรับกรณีที่มีแนวคิดจะออก Stablecoin เพื่อมาเพิ่มสภาพคล่องนั้น ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ต้องถามว่า การออก Token เป็นการแก้ปัญหาสภาพคล่องที่ตรงจุดที่สุดหรือไม่ เพราะตราบใดที่ยังมีความเสี่ยง แม้จะมีเครื่องมือใหม่ก็อาจจะไม่สามารถไปแก้ปัญหาเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อได้

“Token ที่เป็น Stablecoin ที่มีทรัพย์สินหนุนหลัง การกำกับในหลายประเทศยังไม่เคลียร์ บางที่ Stablecoin อาจออกมาในลักษณะกองทุนรวม เป็นเรื่องของการลงทุนก็ให้ ก.ล.ต. เป็นผู้กำกับดูแล แต่ถ้าเป็นเรื่องการชำระค่าสินค้าและบริการก็เป็นเรื่องของธนาคารกลาง แต่ก็ต้องดูว่า Stablecoin มาตอบโจทย์เรื่องอะไร เทียบกับความเสี่ยงแล้วคุ้มหรือไม่ ในต่างประเทศก็เป็นประเด็น เขามองว่าออกแบบมาหลายรูปแบบได้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมหรือเพย์เมนต์ แต่ต้องกำกับดูแลให้ถูก”

สำหรับมุมเรื่องการชำระเงินซึ่งเป็นหน้าที่ ธปท.ดูแลก็ต้องพิจารณาว่า Stablecoin จะตอบโจทย์เรื่องเพย์เมนต์อย่างไร เพราะระบบเพย์เมนต์ของไทยในปัจจุบันค่อนข้างสะดวก สามารถใช้พร้อมเพย์ได้ ไม่มีปัญหา แต่ไม่ได้บอกว่า ธปท.จะหยุดนิ่ง ยังอยากเห็นนวัตกรรมที่สะดวกมากขึ้น”

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า โจทย์ที่ ธปท.จะแก้ต่อไปคือ การเชื่อมไปในต่างประเทศ ซึ่งตอนได้ดำเนินการอยู่ ไม่ได้ล้าหลัง โดยล่าสุดได้เดินหน้า โครงการ Nexus เชื่อมโยงระบบการชำระเงินแบบทันที (Instant Payment) ของแต่ละประเทศในลักษณะพหุภาคี (Multilateral Payment Linkage) ซึ่งร่วมกับธนาคารกลางประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และอินเดีย ในฐานะสมาชิกกลุ่มแรกของ Nexus ลงนามข้อตกลงเข้าร่วมโครงการ Nexus ระยะที่ 4 โดยอินโดนีเซียเข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ มีเป้าหมายที่จะทำให้การชำระเงินระหว่างประเทศมีความสะดวก ต้นทุนต่ำ ปลอดภัย และโปร่งใส ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่จะใช้บริการ

นอกจากนี้ ยังมี โครงการ mBridge หรือ “Multiple-Central Bank Digital Currency Bridge” เป็นการพัฒนา Wholesale CDBC เพื่อการโอนเงินระหว่างประเทศ โครงการ mBridge เป็นการทดลองสร้างระบบที่สถาบันการเงินของแต่ละประเทศ สามารถเชื่อมต่อกันโดยตรงตลอด 24 ชั่วโมงแบบไม่ต้องพึ่งพิงตัวกลาง ระบบนี้จะทำให้การโอนเงินระหว่างประเทศมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วยต้นทุนที่ถูกลง ซึ่งจากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ช่วยลดระยะเวลาการโอนเงินระหว่างประเทศเหลือเพียงหลักวินาที เมื่อเปรียบเทียบกับการโอนเงินในระบบปัจจุบันซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน

และที่ผ่านมา ธปท.ได้ทดสอบ CBDC (Central Bank Digital Currency) ที่เคยออกเป็น Pilot เพราะต้องการทดลองว่ารองรับปริมาณธุรกรรมใกล้เคียงกับพร้อมเพย์หรือไม่ ซึ่งการทดสอบก็พบว่าทำได้ แต่ท้ายที่สุดก็เรียกว่า pilot to learn เป็นการศึกษาที่ไม่ได้รีบเร่งเอาระบบอื่นมาทดแทน

“ถ้าถามว่า Stablecoin ตอบโจทย์อะไร ก็ต้องเป็นเรื่องที่มากกว่าระบบพร้อมเพย์ สิ่งที่ ธปท.ให้ความสนใจคือ การใส่เงื่อนไขลงไปในการใช้ เช่น ชำระแล้วจะไม่ส่งไปยังผู้ขายทันทีจนกว่าผู้ซื้อจะได้รับสินค้า แต่บางครั้งนวัตกรรมต้องดูว่าตอบโจทย์จริงไหม และคุ้มกับความเสี่ยงไหม”

สำหรับ MEMBERSHIP :

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมกราคม 2568 ฉบับที่ 513 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...