โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'อานนเป็นนักเรียนตัวอย่าง' : อารมณ์ขัน, ความเศร้า และความหวัง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 ธ.ค. 2566 เวลา 08.16 น. • เผยแพร่ 10 ธ.ค. 2566 เวลา 01.00 น.

“อานนเป็นนักเรียนตัวอย่าง” คือภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ “สรยศ ประภาพันธ์” คนทำหนังแนวตลกร้าย ซึ่งเคยมีผลงานหนังสั้นมามากมายหลายเรื่อง

หนังออกเดินสายตระเวนฉายตามเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติมาแล้วหลายแห่ง ก่อนจะเพิ่งเข้าฉายในเชิงพาณิชย์ที่ประเทศไทย ณ ปลายปี 2566 ซึ่งถือว่า “ค่อนข้างช้า” เลยทีเดียว

“อานนเป็นนักเรียนตัวอย่าง” เริ่มต้นเรื่องราวขึ้นด้วยอารมณ์ตลกขบขันและลีลาจิกกัดเสียดสีในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับหนังสั้นก่อนหน้านี้ของสรยศ

เป้าหมายหลักที่โดนยั่วล้อ คือ ฉากหน้า ระเบียบหยุมหยิม และวิถีชีวิตประจำวัน ในระบบการศึกษาไทย (น่าเสียดาย ที่เอาเข้าจริง หนังไม่ได้วิพากษ์การศึกษาในเชิงเนื้อหา-หลักสูตรอย่างลงลึกสักเท่าไหร่)

แล้วหนังก็ค่อยๆ พาคนดูไปสำรวจการต่อสู้ของบรรดา “นักเรียนเลว” ที่นำโดยเด็กผู้หญิง

ขณะเดียวกัน ก็พาเราไปรู้จักชีวิตของ “นักเรียนตัวอย่าง” หรือ “นักเรียนดี” ผู้เป็นวัยรุ่นชายนามว่า “อานน”

ไม่แน่ใจว่า การเพิ่งได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วไปตอนเกือบจะสิ้นปี 2566 โดยมีตัวละครหลักกลุ่มหนึ่งเป็น “นักเรียนเลว” จะนับว่า “ช้าเกินการณ์” ไปแล้วหรือไม่? เพราะพลวัต-พัฒนาการ-การแตกตัว-กระบวนการเรียนรู้ของเยาวชนที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเมื่อไม่กี่ปีก่อน ก็ไม่ได้เหมือนเดิมอีกแล้ว

ไม่รวมถึงสภาพการณ์ของความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่เคลื่อนตัวไปอีกลำดับขั้น ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วหลังการเลือกตั้งปี 2566

กระทั่ง “คนฝ่ายประชาธิปไตย” บางราย ที่ต้องมาสวมบทตัวละคร “เผด็จการอำนาจนิยม” ในรั้วโรงเรียน ในหนังเรื่องนี้ ได้กลับกลายเป็น “ตัวร้าย” ในโลกความจริงทางการเมืองไปแล้วเรียบร้อย อย่างขำไม่ออก

ผมค่อนข้างชอบเส้นเรื่องของ “อานน” ที่เต็มไปด้วยความยอกย้อนไปมา กล่าวคือ เขาเป็นลูกครึ่งฝรั่ง (หนังทำให้คนดูอนุมานว่า พ่อของเขาอาจเป็นฝรั่งนักเสียดสีการเมืองที่ถูกเนรเทศออกนอกประเทศ) แต่เด็กหนุ่มคนนี้ก็เป็น “เด็กดีในระดับหนึ่ง” ของสังคมไทย

“อานน” เรียนเก่งมากๆ ทั้งที่ไม่ได้มีบุคลิกเป็น “เด็กเรียน” “อานน” มีหัวขบถต่อต้านเรื่องจุกจิกจู้จี้เล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้ใหญ่คอยมากำหนดบังคับ แต่เขาหลีกหนีไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับการเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น แถมเต็มใจเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ทุจริตฉ้อฉลอีกด้วย

และท้ายสุด “อานน” ยังเป็น “นักเรียนดี” มากพอ ที่จะได้รับทุนจากรัฐบาลไปศึกษาต่อต่างประเทศ

แง่มุมความพ่ายแพ้-สยบยอมของ “อานน” ดูจะมีความสอดคล้องกับสถานการณ์จำนวนมากที่น่าเศร้านอกจอภาพยนตร์

อย่างที่เขียนไปแล้วข้างต้นว่า กลุ่ม “นักเรียนเลว” ในปัจจุบัน เหมือนจะอยู่ในจุดคลี่คลายตัวเพื่อเติบโตไปเป็น “พลัง?” ประเภทอื่น แต่พลังในการรวมตัวเพื่อต่อต้านท้าทายอำนาจของผู้ใหญ่ในพื้นที่โรงเรียนได้ยุติลงชั่วคราว (และไม่มีการรวมพลังรอบใหม่อย่างที่ปรากฏในตอนจบของหนังด้วยซ้ำไป)

ขณะที่คนอย่างตัวละคร “อาจารย์ใหญ่” “ครูวาณี” หรือ “ครูประจำชั้น” (ที่เห็นต่างจากผู้หลักผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจ แต่ไม่กล้าโต้แย้งขัดขืนอย่างจริงจัง) นั่นแหละที่ยังคงอยู่

ความงี่เง่าไร้เหตุผลต่างๆ ของระบบการศึกษาไทยนั่นแหละที่ยังดำรงอยู่ ต่อให้มันจะถูกหัวเราะเยาะเย้ยถากถางขนาดไหน

เช่นเดียวกับความเป็นจริงที่ว่าเยาวชนอีกหลายราย ซึ่งเคยเข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงต้นทศวรรษ 2560 ยังมีพันธะ-ภาระต้องสู้คดี หรือยังต้องถูกคุมขังในเรือนจำจนถึงทุกวันนี้

ส่วน “คนก่อรัฐประหาร” ผู้เคยสั่งปราบปรามประชาชน กลับ “ลงจากหลังเสือ” ได้อย่างราบรื่นสวยงาม และพรรคการเมืองที่เคยถูกรัฐประหารก็สามารถจับมือจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่สนับสนุนคนทำรัฐประหาร ได้อย่างกลมเกลียวสมานฉันท์

ฉากตอนท้ายของภาพยนตร์ ซึ่ง “อานน” ร้องไห้ออกมา ระหว่างอยู่ที่สนามบิน ก่อนจะเดินทางไปแสวงหาชีวิตและโอกาสที่ดีกว่าในต่างประเทศ จึงเป็นปริศนาชวนขบคิดอันน่าสนใจ

“อานน” รู้สึกว่าตนเองน่าจะต่อสู้เพื่อความเปลี่ยนแปลงและลงมือทำอะไรได้มากกว่านี้? หรือเขาหลั่งน้ำตาเพราะสาเหตุอื่นๆ?

อย่างไรก็ดี ตัวละคร “อานน” ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนสมัยมัธยมคนหนึ่ง และ “ความหวังในการต่อสู้” ที่มักอยู่เคียงข้างมนุษย์เราเสมอ

เพื่อนผมคนนี้เป็นเด็กเรียนเก่งหัวดีในโรงเรียนชายล้วนชื่อดังเก่าแก่มาตั้งแต่ ม.ต้น แล้วพอถึง ม.4 เขาก็สร้างพฤติการณ์อันลือลั่น ที่ยังติดแน่นอยู่ในความทรงจำของผม

เหตุการณ์เกิดขึ้นในเช้าวันหนึ่ง ที่นักเรียนทั้งระดับชั้นมีคิวขึ้นไปเข้าแถวในหอประชุมใหญ่ ซึ่งมีเก้าอี้เบาะหนังอย่างดีและเปิดแอร์เย็นฉ่ำ ครั้นเมื่อถึงเวลา 8 นาฬิกาตรง เพื่อนคนนี้กลับนั่งพักอยู่บนเก้าอี้ด้วยความสบายใจ และไม่ยอมลุกขึ้นยืนเพื่อร้อง-เคารพเพลงชาติเหมือนเด็ก ม.4 รายอื่นๆ

ปฏิกิริยาที่บังเกิดขึ้นโดยฉับพลัน คือ มีอาจารย์สตรีสอนวิชาเคมีคนหนึ่งพุ่งเข้ามาโหวกเหวกโวยวายดุด่าเพื่อนผม แล้วลากเขาขึ้นไปกล่าวโทษ-ประณามบนเวทีด้านหน้าหอประชุม

เรื่องที่ทำให้ผมและเพื่อนๆ ในหอประชุมอึ้งมากขึ้น ก็คือเพื่อนคนนี้ยืนยืน-ยืนกรานอย่างหนักแน่นว่า ตามหลักการทางฟิสิกส์แล้ว เขาเห็นว่าการต้องลุกขึ้นยืนตรงเคารพเพลงชาติ นั้นทำให้มนุษย์เราสูญเสียพลังงานไปโดยใช่เหตุ

เหตุผลของเพื่อนยิ่งทำให้ครูสอนเคมีแสดงอาการโกรธกรี๊ดจนเสียกิริยากลางเวที แล้วเข้าใจว่า ในท้ายที่สุด เรื่อง “การไม่ยืน” นี้จะจบลงด้วยการที่โรงเรียนเชิญผู้ปกครองของเพื่อนมาว่ากล่าวตักเตือน

เหตุการณ์สืบเนื่องที่ร้ายกาจกว่านั้น คือ ในเวลาต่อมา เพื่อนผมคนนี้ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิก และได้ทุนไปศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่สหรัฐอเมริกา

ผมไม่ได้เจอหรือพูดคุยกับเขานานหลายปี (แถมเคยหลงคิดแบบผิดๆ ว่า เขาคงเติบโตไปเป็น ศ.ดร.สายวิทยาศาสตร์ หรือเทคโนแครตที่ไม่มีความกระตือรือร้นทางการเมือง หรือเผลอๆ อาจ “เอียงขวา” เฉกเช่นคนชั้นกลางที่เติบโตมาในยุค 2530-2540 ส่วนใหญ่)

กระทั่งช่วงหลังรัฐประหารปี 2549 ที่คนรอบตัวผมเกือบทั้งหมดยัง “เชียร์ทหาร” แบบไม่ลืมหูลืมตา และ “เกลียดทักษิณ” ชนิดไร้เหตุผลอยู่ จำได้ว่ามีผู้ทำแคมเปญล่ารายชื่อต่อต้านการรัฐประหารผ่านระบบออนไลน์

ผมเข้าไปร่วมลงชื่อด้วย และพบว่าเพื่อนผู้ไม่ยอม “ยืนตรงเคารพเพลงชาติ” สมัยมัธยม ซึ่งเวลานั้นกำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (แคลเทค) ก็มาร่วมลงนามด้วยเหมือนกัน

หลายปีผ่านไปจนถึงปัจจุบัน จุดยืนทางการเมืองและความคาดหวังที่มีต่อสังคมไทยของเพื่อนคนนี้ยังตั้งมั่นไม่เปลี่ยนแปลง หลังจากที่พวกเราผ่านรัฐประหาร (ซ้ำ) เมื่อปี 2557 และประสบพบเจอคลื่นลมผันผวนครั้งสำคัญๆ มาอีกหลายระลอก

บางที “อานน” ในหนังของสรยศ อาจมีความหวัง ความฝัน และหลักคิด ที่ไม่แตกต่างอะไรจากเพื่อนผม •

| คนมองหนัง

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...