โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สาวโวยเสียเงินเป็นแสนไปเที่ยว แต่ติด ตม.เกาหลีใต้ แถมยังถูกพรากกับลูกวัย 1 ขวบ แต่สุดท้ายคดีพลิกแรงมาก

สยามนิวส์

เผยแพร่ 03 ม.ค. 2567 เวลา 03.52 น. • ทีมข่าวสยามนิวส์
จากกรณีที่สาวคนหนึ่ง ได้ออกมาเผยประสบการณ์ติด ตม. เกาหลี ระบุว่า เธอและครอบครัว ตั้งใจที่จะพาลูกไปเที่ยวที่เกาหลีใต้ในช่วงวันหยุดปีใหม่ และได้ทุ่มเงินค่าตั๋วเครื่องบินไปกว่า 60,000 บาท จองโรงแรมอีก 20,000 กว่าบาท ซื้อเสื้อผ้ากันหิมะอีก 40,000 - 50,000 บาท

จากกรณีที่สาวคนหนึ่ง ได้ออกมาเผยประสบการณ์ติด ตม. เกาหลี ระบุว่า เธอและครอบครัว ตั้งใจที่จะพาลูกไปเที่ยวที่เกาหลีใต้ในช่วงวันหยุดปีใหม่ และได้ทุ่มเงินค่าตั๋วเครื่องบินไปกว่า 60,000 บาท จองโรงแรมอีก 20,000 กว่าบาท ซื้อเสื้อผ้ากันหิมะอีก 40,000 - 50,000 บาท ซึ่งหลังจากที่เธอลง KETA มีการอนุมัติเรียบร้อยก่อน 24 ชั่วโมง เธอก็มั่นใจว่าน่าจะผ่านเข้าแน่นอนเพราะเธอเคยบินเข้า-ออกเกาหลีเป็นสิบรอบ

เมื่อเครื่องลง เธอก็พาลูกไปเปลี่ยนแพทเพิร์สและเข้า ตม. พร้อมกันหมดทั้งครอบครัว โดยที่ทาง ตม. ให้สามีและลูกของเธอผ่าน ส่วนเธอนั้นไม่ผ่าน ตม. เมื่อถึงตอนที่สัมภาษณ์ เธอก็บอกว่าพาลูกกับสามีมาเคานต์ดาวน์ด้วยกัน ทาง ตม. ก็มีการพิมพ์เอกสารออกมาและให้เธอเซ็นชื่อเพื่ออนุญาติให้สัมภาษณ์เป็นภาษาไทย ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลา 07.10 น. เท่ากับว่าเธอรอมาแล้วกว่า 8 ชม.

แต่ไม่ว่าเธอจะตอบคำถามอย่างไร ทาง ตม. ก็ตอบปฏิเสธอย่างเดียว เธอจึงรู้สึกไม่โอเคมาก ๆ เพราะลูกบินมาหลายชั่วโมง ไม่ได้นอน ไม่ได้อาบน้ำ และต้องมารอเธอที่ติด ตม. หลายชั่วโมง จากนั้น เจ้าหน้าที่ก็บอกให้รอในห้องพัก เพื่อรอเจ้าหน้าที่จากสายการบินมารับเพื่อส่งตัวกลับประเทศไทย ตอนนั้นเธอไม่พอใจอย่างมาก เพราะหากเธอไม่ได้เข้าประเทศ เธอก็จะกลับไทยพร้อมกับสามี จะให้ลูกวัย 1 ขวบไปเที่ยวโดยไม่มีแม่ไม่ได้ พาสปอร์ตของลูก เงิน ทั้งหมดก็อยู่ที่เธอ

เมื่อเจ้าหน้าที่มารับ เธอก็พิมพ์ภาษาไทยแปลเป็นภาษาเกาหลี และอธิบายว่าลูกกับสามีรออยู่ที่ข้างหน้า ช่วยไปรับพวกเขามาให้หน่อย เพราะเธอจะกลับไทยพร้อมครอบครัว แต่เจ้าหน้าที่ก็ทำเป็นมึน เธอก็เลยโวยวาย เจ้าหน้าที่พาเธอเดินไปที่หนึ่ง เธอก็ไม่ยอมอีก และบอกว่าจะให้ลูกกับสามีกลับด้วย จะไม่กลับคนเดียว เลยเกิดการที่เธอปะทะกับเจ้าหน้าที่อีกคน จนเจ้าหน้าที่คนแรกมาบอกว่า คนนี้ไม่ใช่ผู้จัดการ

แต่ว่าเมื่อผู้จัดการมาถึง เธอก็บอกว่าต้องการให้ลูกและสามีกลับบ้านด้วยกัน และวิดีโอคอลหาสามีว่าอยู่ตรงไหน ทางผู้จัดการก็ช่วยประสานให้และบอกให้สามีและลูกไปรอที่หน้าเกต ต่อมา เจ้าหน้าที่ก็พาตัวเธอมาไว้ที่ห้องใต้ดิน และยึดพาสปอร์ตไว้ เธอไม่สามารถซื้ออะไรได้เลย ชีวิตเหมือนเป็นนักโทษ ในห้องนั้นมีคนประมาณ 30 คน แยกชาย-หญิง และเจ้าหน้าที่ให้เธอถือหน้าพาสปอร์ตที่ถ่ายเอกสารเอาไว้ เพื่อเอาไปแลกข้าว

ท้ายที่สุด หัวหน้าการบินก็มารับให้เธอไปที่เกต จนเธอได้เจอกับลูกและสามี และเมื่อขึ้นเครื่องบิน เธอก็ได้ไปนั่งแถวหลังสุด เจ้าหน้าที่ไม่คืนพาสปอร์ตให้ เมื่อมาถึงประเทศไทย เธอได้ออกเป็นคนสุดท้าย และพาเธอลงไปอีกทาง ทำประวัติเข้าประเทศ ก่อนที่จะรับกระเป๋าและกลับบ้าน ซึ่งหลังจากที่เรื่องราวดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปแล้วนั้น ก็ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก หลายคนออกมาว่า ตม. อย่างหนัก

แต่ล่าสุด เหมือนรถทัวร์จะได้ทีตีโค้ง จากที่จะไปลง ตม. เกาหลี ก็จะหันมาลงที่ตัวเธอแทน เพราะสามีของเธอได้โพสต์ภาพยืนยัน ถึงการไปเกาหลีนับสิบครั้ง และโชว์ตราปั๊มจาก ตม. แต่มีคนซูมสังเกตเห็นชัด ๆ เลยว่า การเข้า-ออก เกาหลีนั้น เป็นการอยู่แบบเต็มโควตา เช่นในปี 2019 ที่เข้าเกาหลีตั้งแต่เดือนมิถุนายน และออกจากเกาหลีเดือนกันยายน, เข้าเกาหลีเดือนตุลาคม ออกเดือนมกราคม, เข้าเกาหลีเดือนเมษายน ออกเดือนกรกฎาคม เรียกได้ว่าแต่ละครั้งที่เข้าออกนั้น แทบจะอยู่ที่เกาหลีครบทั้ง 90 วัน ทั้งสามีและภรรยา

ในตอนแรกเธอออกมาบอกว่า สาเหตุที่ไปอยู่ที่เกาหลีใต้ในแต่ละครั้งนาน เพราะคุณแม่แต่งงานกับคนเกาหลี เลยไปหลายรอบ และแต่ละรอบก็รับหิ้วของเป็นเรื่องปกติ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การหิ้วของโดยไม่เสียภาษี ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำเป็นปกติ

นอกจากนี้ ยังมีคนไปขุดพบโพสต์ของเธอตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งเธอได้ประกาศตามหาผีน้อยเพื่อมาทำงานในร้านอาหารไทยอีสาน เงินเดือน 1.5 ล้านวอน หรือประมาณ 39,000 บาท โดยที่ร้านนั้นอยู่แทกู ย่านอุตสากรรมที่ขึ้นชื่อกันดีว่ามีคนไทยผีน้อยอยู่เป็นจำนวนมาก

ข้อมูล Kapook

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...