โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กฟผ.บินถกบริษัทไฟฟ้าลาว จับมือผลิตไฮโดรเจนป้อนไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 พ.ย. 2566 เวลา 18.03 น. • เผยแพร่ 17 พ.ย. 2566 เวลา 23.47 น.
โรงไฟฟ้ากระบี่ ของ กฟผ.

กฟผ.บินเจรจารัฐวิสาหกิจผลิตไฟฟ้าลาว ทำโครงการผลิตไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง โดยจะผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เป็นกรีนไฮโดรเจน รองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาด ตามแผนพลังงานแห่งชาติ กลุ่มอุตฯเหล็กสนใจซื้อไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง หนีมาตรการ CBAM เก็บภาษีคาร์บอนของยุโรปที่จะเริ่มบังคับใช้ในอีก 3 ปีข้างหน้า

นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ กฟผ.ดำเนินการเรื่องพลังงานไฮโดรเจนตามร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ฉบับล่าสุด (ระหว่างปี 2023-2037) ซึ่งมีแผนจะให้โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติใช้ก๊าซไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงร่วมในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเบื้องต้นกำหนดสัดส่วนการใช้ก๊าซไฮโดรเจนประมาณ 5% ของปริมาณเชื้อเพลิงทั้งหมดในปี 2574

ทั้งนี้ เป็นการปรับลดการใช้ก๊าซไฮโดรเจน จากเดิมจะกำหนด 20% ลดเหลือ 5% ก่อนในเบื้องต้น เนื่องจากการผลิตยังมีราคาสูง แต่ยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย ทางกระทรวงพลังงานกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา เนื่องจากหากกำหนดที่ 20% จะไปกระทบกับค่าไฟฟ้าได้

นายนิทัศน์กล่าวต่อไปว่า ตอนนี้ กฟผ.มีโครงการนำร่องเรื่องการผลิตก๊าซไฮโดรเจนอยู่หลายโครงการ โดยล่าสุดกำลังอยู่ระหว่างการบินไปเจรจากับทางรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (EDL) ของ สปป.ลาว เพื่อสร้างความร่วมมือกันและศึกษา โดยจะนำไฟฟ้าสะอาดจากฝั่ง สปป.ลาวที่เหลือใช้อยู่มาผลิตไฮโดรเจน โดยทาง EDL ก็สนใจจะทำไฮโดรเจน

แต่ปัญหาของลาวคือ โรงงานที่มีความต้องการใช้ไฮโดรเจนไม่อยู่ที่ลาว เพราะโรงงานที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าส่งออก ดังนั้น เป็นการดีถ้า 2 ประเทศนี้มีความร่วมมือกันในการศึกษา และสามารถที่จะสร้าง ecosystem หรือ value chain โดยทางฝั่งลาวผลิตพลังงานหมุนเวียน และมาทำไฮโดรเจนที่ฝั่งไทย ซึ่งประเทศไทยมีโรงงานที่มีความต้องการใช้ไฮโดรเจน และขณะเดียวกันสามารถส่งออกไฮโดรเจนไปขายให้สิงคโปร์และญี่ปุ่นได้

นอกจากนี้ กฟผ.กำลังเสนอกระทรวงพลังงาน จะนำไฮโดรเจนมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผสมกับก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ที่โรงงานไฟฟ้าของ กฟผ. เพื่อเป็นการทดลองและนำร่องอยู่ เช่น โรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา, โรงไฟฟ้าน้ำพอง จ.ขอนแก่น เป็นต้น

นายนิทัศน์กล่าวต่อไปว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ กฟผ.ได้รับทุนสนับสนุนโครงการศึกษาและพัฒนาการผลิตไฮโดรเจนและแอมโมเนียสะอาดจากพลังงานหมุนเวียนจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (Ministry of Economy, Trade and Industry : METI) ภายใต้การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ 3 บริษัทชั้นนำของญี่ปุ่น ได้แก่ บริษัท มิตซูบิชิ (ประเทศไทย) บริษัท ชิโยดะ คอร์ปอเรชั่น และบริษัท มิตซุย โอ.เอส.เค. ไลน์ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2566 เพื่อศึกษาความเหมาะสมการผลิตไฮโดรเจนและแอมโมเนียครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านวิศวกรรม เทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐศาสตร์ การจัดเก็บ การขนส่งไฮโดรเจนและแอมโมเนีย รวมถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทานในพื้นที่ศักยภาพของ กฟผ.

ล่าสุดทางกระทรวง METI ของญี่ปุ่นให้ทุนสนับสนุนเพื่อศึกษาตาม MOU ฉบับนี้ 50 ล้านเยน ซึ่งตามเงื่อนไข MOU กฟผ.ตั้งเป้าหมายจะนำไปศึกษาทดลองที่โรงไฟฟ้าจังหวัดกระบี่ ซึ่งโรงไฟฟ้าแห่งนี้เคยจะนำเชื้อเพลิงฟอสซิลมาใช้ แต่ประชาชนในพื้นที่ไม่เห็นด้วย ทั้งนี้ ตามขั้นตอนต้องว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญมาศึกษา โดยจะทำไฮโดรเจนจากพลังงานแสงอาทิตย์ พัฒนาสู่ไฮโดรเจนสีเขียว (green hydrogen) เป็นพลังงานสะอาดทั้งหมด โดยที่ตั้งโรงไฟฟ้ากระบี่ มีสถานีไฟฟ้าและพื้นที่อยู่จำนวนมาก คาดว่าจะสามารถผลิตกรีนไฮโดรเจนในต้นทุนที่น่าจะต่ำกว่าคนอื่น

“ตอนนี้ราคาไฮโดรเจนสีเขียว (green hydrogen) ยังแพงอยู่ คนที่นำไปใช้ต้องให้เงินอุดหนุน (subsidy) เราพยายามทำให้การอุดหนุนน้อยที่สุด โดยปี 2030 หรืออีก 7 ปีข้างหน้า เราเชื่อว่าราคาจะเริ่มลดลง ทำให้ภาคธุรกิจสามารถรับได้ เนื่องจากตอนนี้ประเทศคู่ค้าของไทยมีการออกมาตรการภาษีศุลกากร (Tariff Barriers) และมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff Barriers : NTBs) เช่น สหภาพยุโรป (อียู) ได้ออกมาตรการภาษีคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ออกมาบังคับ และจะเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ซื้อในกลุ่มอุตสาหกรรมยินดีที่จะจ่ายมากขึ้น ยกตัวอย่าง กลุ่มเหล็ก 1 ในสินค้านำร่องที่อียูจะบังคับใช้ก็เข้ามาหารือกับทางผู้บริหาร กฟผ.ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเรื่องพลังงานไฮโดรเจน

จากการประเมินความต้องการใช้ไฮโดรเจนสีเขียว (green hydrogen) เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของไทย ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 80 ตันต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดประมาณ 14.6 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นได้สูงสุดเป็น 4.9 แสนตันในปี 2574 หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดประมาณ 53,000 ล้านบาท

หากเราเริ่มศึกษาวันนี้ อีก 7 ปี คิดว่าสามารถทำได้ตามเป้าหมาย โดยราคาไฮโดรเจนสีเขียว (green hydrogen) กับไฮโดรเจนสีฟ้า (blue hydrogen) น่าจะปรับลงมาอยู่ระดับเดียวกัน และประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศแรก ๆ ที่มีไฮโดรเจนได้เร็วกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ ด้วยความร่วมมือระหว่างไทยกับญี่ปุ่น

“กฟผ.เป็นรัฐวิสาหกิจ มีโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่ผลิตไฟฟ้าอยู่แล้ว คิดว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เชื่อว่าเป็น ‘จุดแข็ง’ ที่น่าจะสามารถทำให้ราคาไฮโดรเจนต่ำลงได้ และเห็นว่าทิศทางความต้องการไฮโดรเจนในอนาคตจะมากขึ้นเรื่อย ๆ” นายนิทัศน์กล่าว

นายนิทัศน์กล่าวต่อไปว่า เมื่อต่างชาติมีมาตรการเชิงบังคับ ประเทศไทยควรจะต้องมีแหล่งผลิตไฮโดรเจนให้คนที่ต้องการใช้ โดยไม่ต้องไปซื้อจากที่ประเทศอื่น ซึ่งตอนนี้ในประเทศไทยมี 2-3 บริษัทที่ศึกษาเรื่องการผลิตไฮโดรเจนเช่นกัน

เช่น ปตท.กำลังทำไฮโดรเจนสีฟ้า (blue hydrogen) และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือเอ็กโก กรุ๊ป จับมือบริษัท บีไอจี ในการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากก๊าซไฮโดรเจน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...