Baidu ยื่นขอสิทธิบัตร AI แปล “เสียงสัตว์” เป็น “ภาษามนุษย์”
Baidu บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีน เดินหน้าวิจัยระบบ AI เพื่อถอดรหัสเสียงร้อง พฤติกรรม และสัญญาณทางร่างกายของสัตว์ มุ่งแปลสถานะทางอารมณ์เป็นภาษามนุษย์
วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 เวลา 15.07 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าBaidu บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน ซึ่งเป็นเจ้าของเสิร์ชเอนจินรายใหญ่ที่สุดของจีน กำลังสำรวจความเป็นไปได้ในการแปลเสียงของสัตว์เลี้ยง เช่น เสียง "เหมียว" ของแมว ให้กลายเป็นภาษามนุษย์ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยล่าสุด Baidu ได้ยื่นขอสิทธิบัตรกับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีนสำหรับระบบดังกล่าว ตามเอกสารที่เผยแพร่
โดนนักวิทยาศาสตร์พยายามถอดรหัสการสื่อสารของสัตว์มาอย่างยาวนาน และการยื่นขอสิทธิบัตรของBaidu ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการทำความเข้าใจสิ่งที่สัตว์ต้องการสื่อสาร
ในเอกสารสิทธิบัตรระบุว่า ระบบดังกล่าวจะรวบรวมข้อมูลของสัตว์ เช่น เสียงร้อง ลักษณะพฤติกรรม และสัญญาณทางสรีรวิทยา จากนั้นจะผ่านกระบวนการประมวลผลเบื้องต้นและรวมเข้าด้วยกัน เพื่อวิเคราะห์ด้วย AI ที่ออกแบบมาเพื่อระบุสถานะทางอารมณ์ของสัตว์ โดยสถานะทางอารมณ์เหล่านี้จะถูกจับคู่กับความหมายเชิงภาษาศาสตร์ (semantic meanings) และแปลออกมาเป็นภาษามนุษย์
Baiduระบุในเอกสารสิทธิบัตรว่า“ระบบนี้จะช่วยให้การสื่อสารทางอารมณ์และความเข้าใจระหว่างมนุษย์กับสัตว์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และช่วยเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการสื่อสารข้ามสายพันธุ์”
เมื่อถูกถามว่า Baiduจะพัฒนาเทคโนโลยีนี้เป็นผลิตภัณฑ์จริงเมื่อไร โฆษกของบริษัทระบุว่า “ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย” แต่ยอมรับว่าการยื่นสิทธิบัตรครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก
ทั้งนี้ Baiduเป็นหนึ่งในบริษัทจีนรายใหญ่ที่หันมาลงทุนด้าน AI อย่างจริงจังหลังการเปิดตัวของ ChatGPT ในปี 2565 โดยเมื่อเดือนที่แล้ว บริษัทเพิ่งเปิดตัวโมเดล AI เวอร์ชันล่าสุด “Ernie 4.5 Turbo” ซึ่งอ้างว่าทำคะแนนได้เทียบเท่าผู้นำอุตสาหกรรมในหลายการทดสอบมาตรฐาน อย่างไรก็ตามแชตบอต Ernie ยังไม่สามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งได้มากนัก
ขณะเดียวกันมีความพยายามในระดับนานาชาติที่จะเข้าใจภาษาสัตว์ด้วย AI เช่น โครงการ Project CETI (Cetacean Translation Initiative) ที่ใช้ AI และการวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อศึกษาเสียงของวาฬสเปิร์มตั้งแต่ปี 2563 และโครงการ Earth Species Project องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ก่อตั้งในปี 2560 โดยมีนักลงทุนอย่าง Reid Hoffman ผู้ร่วมก่อตั้ง LinkedIn สนับสนุน
อ้างอิง : reuters.com