โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คำชมของ ‘เบสเซนต์’ รมต.คลังสหรัฐ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 พ.ค. 2568 เวลา 00.49 น. • เผยแพร่ 18 พ.ค. 2568 เวลา 02.35 น.
Scott Bessent (AP Photo/Jose Luis Magana)

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

เหลืออีกไม่ถึง 2 เดือนก็จะครบกำหนดระยะเวลา 90 วันที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเลื่อนการปรับขึ้นภาษีตอบโต้รายประเทศ (Reciprocal Tariffs) เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาเพื่อลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐกับ 50 ประเทศทั่วโลก เฉพาะในกรณีของประเทศไทยปรากฏสหรัฐได้เรียกเก็บภาษีตอบโต้ในอัตราสูงถึง 36% หรือเกือบสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน

จะเป็นรองก็แต่ประเทศเวียดนามเท่านั้น ที่ถูกเรียกเก็บภาษีสูงกว่าไทย 10% หรือถูกเรียกเก็บ 46% โดยอัตราภาษีตอบโต้ที่สูงในระดับเกินกว่า 30% ขึ้นไปนั้นเป็นผลมาจากการคำนวณ Tariffs Charged หรือภาษีที่ประเทศอื่นเรียกเก็บจากสหรัฐ ซึ่งไทยถูกกล่าวหาว่า มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐเฉลี่ย 72% ขณะที่เวียดนามโดนเข้าไปถึง 90%

ที่ผ่านมาประเทศคู่ค้าสหรัฐที่มีรายชื่อติดอยู่ในบัญชีที่จะถูกขึ้นภาษีตอบโต้ต่างดิ้นรนที่จะขอเปิดการเจรจากับสหรัฐเพื่อขจัดความไม่แน่นอนและความเสี่ยงทางการค้าจากการถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราสูง รวมไปถึงความเชื่อที่ว่า เจรจาก่อนย่อมได้เปรียบประเทศที่เข้าไปเจรจาทีหลัง

เนื่องจากผลของการตกลงเพื่อขจัดหรือลดการได้ดุลการค้ากับสหรัฐจะกลายเป็นบรรทัดฐานให้กับประเทศที่เข้ามาเจรจาทีหลัง รวมไปถึงยังเป็นการลดแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศของตัวเองลง อันเนื่องมาจากการรับรู้ผลกระทบที่จะถูกเรียกเก็บภาษีที่เพิ่มมากขึ้น

มีตัวอย่างหลายประเทศที่เข้าไปเจรจาเพื่อลดภาษีก่อน ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมไปถึงสหภาพยุโรป ทว่าการเจรจาก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ จากข้อเสนอที่หยิบยื่นให้กับสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีหรือสัญญาว่าจะนำเข้าสินค้าสหรัฐเพิ่มมากขึ้น

แต่สหรัฐเห็นว่า “ยังน้อยเกินไป” และไม่ทำให้ตัวเลขการขาดดุลการค้าของสหรัฐลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จนดูเหมือนว่ามีเพียง “อังกฤษ” เพียงประเทศเดียวที่อาจเรียกว่า ใกล้จะบรรลุความตกลงกับสหรัฐแล้ว จากข้อเสนอจะลดภาษีนำเข้าให้สหรัฐจาก 5.1% เหลือ 1.8% และสหรัฐลดภาษีให้อังกฤษลงเหลือ 10% พร้อมการกำหนดโควตานำเข้ารถยนต์จากอังกฤษ เหล็ก อะลูมิเนียม และเนื้อวัวจากสหรัฐ

ขณะที่ “เป้าหมาย” ใหญ่ในการเจรจาการค้าของสหรัฐ ยังคงเป็น “จีน” หลังจากที่เจรจากันรอบแรกด้วยการประกาศ “หยุดตอบโต้จากการขึ้นภาษี” ออกไปอีก 90 วัน โดยสหรัฐลดภาษีนำเข้าลงเหลือ 30% จีนลดลงเหลือ 10% แล้วเริ่มต้นเจรจากันต่อไป

ส่วนประเทศไทยเองยังคงไม่ได้รับการนัดหมาย แต่กลับมีการออกข่าวดีจากกรณีที่ “สกอตต์ เบสเซนต์” รมต.คลังสหรัฐ “ชื่นชม” ข้อเสนอ (Proposal) ของไทยที่จะลดการได้ดุลการค้ากับสหรัฐลง จนถึงกับเชื่อว่า ภาษีตอบโต้ไทยจะลดลงเหลือ 10% ทว่าเป็นแค่เพียง “คำชม” เท่านั้น จำเป็นที่ไทยจะต้องระมัดระวังและมีความรอบคอบกับผลกระทบรอบด้านทั้งทางตรงและทางอ้อมในการลดภาษีหรือซื้อสินค้าสหรัฐที่จะมีต่อประเทศเป็นสำคัญ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คำชมของ ‘เบสเซนต์’ รมต.คลังสหรัฐ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...