โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“กอบศักดิ์” ชี้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังหดัว ปม “ไทย-กัมพูชา” ถล่มซ้ำ

Thairath Money

อัพเดต 27 ก.ค. 2568 เวลา 11.08 น. • เผยแพร่ 28 ก.ค. 2568 เวลา 00.06 น.
ภาพไฮไลต์

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยในงานโครงการพัฒนาศักยภาพ ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ (พศส.) ปี 68 ในหัวข้อ “เกมเศรษฐกิจโลก: นโยบายการเงินของมหาอำนาจและผลกระทบต่อไทย” ว่า ครึ่งปีหลังนี้ เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงอย่างแน่นอน เนื่องจากต้องเผชิญปัญหาภาษีสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีความชัดเจน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา กระทบต่อการตัดสินใจการมาท่องเที่ยวไทยของต่างชาติ และเชื่อว่ายอดนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

สำหรับภาษีทรัมป์ ขณะนี้หลายฝ่ายเกาะติดสถานการณ์มาก เนื่องจากเหลือเวลาอีก 6 วันที่จะรู้ผลว่าการเจรจาของทีมไทยแลนด์สำเร็จหรือไม่ หากไม่สำเร็จประเทศไทยก็ต้องถูกสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีตอบโต้นำเข้าในอัตรา 36% เป็นอัตราที่ภาคเอกชนแบกไม่ไหว ได้แต่หวังว่าการเจรจาของทีมไทยแลนด์จะส่งผลดีต่อประเทศ โดยอัตราที่เอกชนพอรับไหวอยู่ที่ 25%

“หากไทยโดนเก็บอัตราภาษีที่ 36% จะส่งผลกระทบหนัก โดยเฉพาะภาคการส่งออก ซึ่งไทยพึ่งพาการส่งออกถึง 60% ไทยจะไม่มีรายได้ในอนาคต และจะส่งผลกระทบระยะยาว อีกทั้งคู่แข่งในภูมิภาค อาทิ อินโดนีเซีย เวียดนาม ญี่ปุ่น ปิดดีลอัตราภาษีที่ 15-20% จะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า”

ขณะที่บริษัทหลายๆ แห่งที่กำลังมองหาประเทศที่ลงทุน ที่มีเวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย เป็นคู่แข่ง และถึงแม้ครึ่งปีแรกของปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย.) จะมีคำขอส่งเสริมการลงทุนมากกว่า 1 ล้านล้านบาท แต่ยังไม่ตัดสินใจลงทุน เนื่องจากรอดูผลการเจรจาภาษีทรัมป์ หากจัดเก็บภาษี 36% จริง นักลงทุนอาจต้องทบทวนการลงทุนในไทยใหม่ก็เป็นได้ ได้แต่หวังว่าทีมไทยแลนด์จะเจรจาได้อัตราภาษีที่เหมาะสม ส่วนเม็ดเงินที่รัฐบาลเตรียมไว้ 200,000 ล้านบาท เตรียมรับมือภาษีทรัมป์ อาจไม่เพียงพอต่อการรับมือ จึงต้องหามาตรการอื่นๆ รับมือ

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า จากนี้ไปเสียงของการเลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ด้วยเกมเศรษฐกิจโลกของ 2 มหาอำนาจ จะถูกหยิบยกในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ และทวีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต เช่นเดียวกับประเทศไทย เชื่อว่าจะถูกถามคำถามนี้เช่นกัน ทั้งกรณีฐานทัพที่จังหวัดพังงา หรือโครงการในพื้นที่อู่ตะเภาในอนาคต ประเทศไทยควรเตรียมจุดยืนไว้ให้พร้อม โดยเฉพาะจุดยืนที่ไม่เลือกข้าง และรักษาความเป็นกลางให้ได้มากที่สุด

“ถ้าไทยเข้าข้างสหรัฐฯ บริษัทที่อยากค้าขายกับจีน อาจไม่กล้ามาลงทุน ถ้าหากมีความชัดเจนว่าเข้าข้างจีน บริษัทที่ค้าขายกับสหรัฐฯ หรือสหภาพยุโรป ก็อาจลังเล ความเป็นกลางคือคำตอบที่ดีที่สุด และควรเริ่มพูดคุย ถกเถียง และตกผลึกแนวคิดกันให้มากขึ้น ตั้งแต่ตอนนี้ จุดยืนเรื่องความเป็นกลาง ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจระยะยาวของไทย แต่ช่วยให้ประเทศไทยมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์บนเวทีระหว่างประเทศอย่างมั่นคง”

ประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ได้สร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และความเสียหายที่ไม่จำเป็นต่อทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งต้องหารือและหาทางออกร่วมกัน มิเช่นนั้นจะเสียหายทั้ง 2 ประเทศ

สำหรับเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในรอบ 4 ปี เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิมอยู่ที่ระดับ 35-36 บาท เป็นผลจากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง โดยมูลค่าเงินดอลลาร์ปรับลงจากดัชนีที่ 110 สู่ระดับที่ 97-96 ถือว่าลดลงมา 13-14% จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจว่าเงินบาทแข็งค่าที่สุดในรอบหลายปี

“เรื่องดังกล่าวเป็นความกังวลใจของนักลงทุนและตัวของสหรัฐฯ เรื่องค่าเงินดอลลาร์ และความมั่นคงของค่าเงิน หากสหรัฐฯ มีนโยบายต่างๆ มากมาย ในขณะที่ทำให้นักลงทุนมีความพยายามที่จะออกจากตลาดเงินดอลลาร์ สู่ตลาดทองคำ สินทรัพย์ดิจิทัล เป็นต้น”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “กอบศักดิ์” ชี้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังหดัว ปม “ไทย-กัมพูชา” ถล่มซ้ำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...