โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เมื่อคนตัวเล็กๆ กล้าท้าท้ายและเอาชนะ'บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตสารเคมีที่กำจัดไม่ได้ตลอดกาล'

The Better

อัพเดต 18 พ.ค. 2568 เวลา 07.36 น. • เผยแพร่ 18 พ.ค. 2568 เวลา 07.10 น. • THE BETTER

ไม่มีมุมใดของโลกที่ไม่ถูกแตะต้องด้วยสารเคมีชนิดนี้ มันปรากฏอยู่ทั่วไปตั้งแต่ในทิเบตไปจนถึงแอนตาร์กติกา สารเคมีที่เรียกว่า "สารเคมีตลอดกาล" (forever chemicals") หรือสารเคมีที่กำจัดไม่ได้ได้ซึมซาบเข้าสู่กระแสเลือดของสิ่งมีชีวิตเกือบทุกชนิด

สารพิษเหล่านี้ปนเปื้อนอาหาร น้ำ และสัตว์ป่า ส่งผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตั้งแต่พิการแต่กำเนิดไปจนถึงมะเร็งที่หายาก

แต่หากไม่มีความพยายามของชาวเมืองในสองเมืองที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วงของสหรัฐฯ โลกอาจยังคงมืดมนอยู่

ในหนังสือเล่มใหม่ ชื่อ "They Poisoned the World: Life and Death in the Age of Chemicals" (โลกที่เปื้อนยาพิษ ชีวิตและความตานในยุคแห่งสารเคมี) นักข่าวสืบสวน มาไรอาห์ เบลค (Mariah Blake) เล่าถึงเรื่องราวที่ผู้คนในเมืองพาร์คเกอร์สเบิร์ก รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย และเมืองฮูซิกฟอลส์ รัฐนิวยอร์ก ที่เปิดเผยความลับของบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมที่วางยาพิษพวกเขา และในขณะเดียวกันก็ทำให้โลกต้องตระหนักถึงสารที่ชื่อ per- and polyfluoroalkyl หรือ PFAS

“เรากำลังพูดถึงกลุ่มสารเคมีที่ไม่สลายตัวในสิ่งแวดล้อม” เบลค บอกกับสำนักข่าว AFP โดยเรียกสารเคมีดังกล่าวว่า “วิกฤตการณ์การปนเปื้อนที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์”

PFAS พัฒนาขึ้นครั้งแรกในช่วงทศวรรษปี 1930 และได้รับความนิยมเนื่องจากมีคุณสมบัติแข็งแรง ทนทานต่อความร้อน และกันน้ำและไขมันได้ PFAS สร้างขึ้นจากพันธะคาร์บอน-ฟลูออไรด์ ซึ่งเป็นพันธะที่แข็งแกร่งที่สุดในทางเคมี และคงอยู่ต่อไปเหมือนขยะกัมมันตภาพรังสีและสะสมอยู่ในร่างกายของเรา จึงเป็นที่มาของชื่อเล่นว่า “ตลอดกาล”

งานวิจัยของเบลคได้สืบย้อนประวัติศาสตร์ของสารนี้ตั้งแต่การค้นพบโดยบังเอิญโดยนักเคมีของดูปองต์ไปจนถึงการใช้งานในเครื่องครัว เสื้อผ้า และเครื่องสำอางในปัจจุบัน

สารนี้อาจยังไม่เป็นที่สนใจของผู้คน ถ้าหากนักวิทยาศาสตร์ของโครงการแมนฮัตตัน (Manhattan Project) อันเป็นโครงการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ได้มองหาสารเคมีที่สามารถทนต่อสารเคมีระเบิดปรมาณู เพราะเรื่องนี้ที่หลังจากนั้นทำให้บริษัทต่างๆ สามารถผลิตสารเคลือบเหล่านี้ได้ในปริมาณมาก

การกระทำผิดในองค์กรธุรกิจ
ภาคอุตสาหกรรมทราบถึงความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่นๆ การทดสอบภายในแสดงให้เห็นว่าคนงานในโรงงานได้รับบาดแผลจากการถูกสารเคมีเผาไหม้และหายใจลำบาก พืชผลเหี่ยวเฉาและปศุสัตว์ตายใกล้กับสถานที่ผลิตสารนี้

แล้วพวกมันรอดมาได้อย่างไร? เบลคสืบย้อนต้นกำเนิดไปจนถึงช่วงทศวรรษปี 1920 เมื่อมีรายงานว่าน้ำมันเบนซินที่มีตะกั่วทำให้เกิดอาการจิตเภทและการเสียชีวิตในหมู่คนงานในโรงงาน แต่นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากภาคอุตสาหกรรมหลับผลิตชุดความเชื่อที่ตรงกันข้าม โดยอ้างว่า "สารเคมีควรถือว่าปลอดภัยจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นอันตราย" ซึ่งถือเป็นหลักการอันฉาวโฉ่ในปัจจุบัน

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "หลักการเคโฮ" (Kehoe principle) ซึ่งกระตุ้นให้บริษัทต่างๆ ปล่อยข้อมูลที่แสดงความกังขาเรื่องความเสี่ยงต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สารอันตรายถูกใช้มายาวนาน และทำให้สหรัฐฯ เพิ่งจะมาประกาศห้ามใช้แร่ใยหินเมื่อปีที่แล้วนี่เองเพราะติดอยู่กับหลักการที่ขัดขวางความสงสัยเรื่องปัญหาสุขภาพ

แต่แรกนั้น ผลการศึกษาวิจัยของบริษัทดูปองต์เตือนว่าเทฟลอนไม่ควรมีอยู่ในเครื่องครัว แต่หลังจากที่วิศวกรชาวฝรั่งเศสเคลือบถาดมัฟฟินของภรรยาด้วยสารดังกล่าว กระแสความนิยมในปารีสก็ปะทุขึ้น และผู้ประกอบการชาวอเมริกันก็ขายแนวคิดนี้กลับคืนให้กับบริษัทดูปองต์อีกครั้ง

ในไม่ช้า กระทะเคลือบสารกันติดก็ขายหมดเกลี้ยง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะช่องว่างด้านกฎระเบียบ สาร PFAS ร่วมกับสารเคมีอื่นๆ อีกหลายพันชนิดได้รับการ "ยกเว้น" ไว้ในพระราชบัญญัติควบคุมสารพิษ 1976 และไม่จำเป็นต้องทดสอบเพิ่มเติมอีก

การฟ้องร้องครั้งใหญ่
การปกปิดผลกระทบต่อสุขภาพเริ่มถูกเปิดโปงในช่วงทศวรรษ 1990 ที่เมืองพาร์คเกอร์สเบิร์ก ซึ่งบริษัทดูปองต์ได้ทิ้งขยะเทฟลอนลงในหลุมและแม่น้ำโอไฮโอมาหลายทศวรรษแล้ว

เมืองนี้ได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ปราฏว่าบรรดาคนงานโรงงานหญิงมีลูกที่มีข้อบกพร่องทางการเกิด เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวที่อยู่ปลายน้ำกำลังสูญเสียฝูงสัตว์ที่ล้มตายลงไป และผู้อยู่อาศัยก็เกิดโรคมะเร็งประเภทที่เกิดขึ้นได้ยาก

เบลคเล่าเรื่องราวผ่าน "นักเคลื่อนไหวโดยบังเอิญ" คนหนึ่งคือไมเคิล ฮิกกี้ (Michael  Hickey) ผู้รับประกันภัยชั้นสูงที่ไม่สนใจการเมืองหรือสิ่งแวดล้อม หลังจากที่พ่อและเพื่อนๆ ของเขาป่วยเป็นมะเร็ง เขาก็เริ่มทดสอบน้ำประปาในเมืองฮูซิกฟอลส์

อีกคนหนึ่งคือเอมิลี่ มาร์ป (Emily  Marpe) “คุณแม่วัยรุ่นที่มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย” ที่เก็บเงินเพื่อซื้อบ้านในฝันของครอบครัวในตอนเหนือของรัฐนิวยอร์ก แต่กลับพบว่าน้ำที่ไหลจากก็อกน้ำปนเปื้อนสาร PFAS ซึ่งปัจจุบันแพร่กระจายไปในเลือดของครอบครัวของเธอในปริมาณมหาศาล

“เธอรู้ดีถึงวิทยาศาสตร์อย่างทะลุปรุโปร่ง” เบลคกล่าว “และกลายเป็นผู้สนับสนุนที่พูดจาชัดเจนมาก”

การฟ้องร้องเป็นเวลานานหลายปีทำให้ได้รับเงินชดเชยหลายร้อยล้านดอลลาร์ และบังคับให้ดูปองต์และบริษัท 3M ยุติการใช้สาร PFAS ที่มีชื่อเสียงสองชนิด แต่บริษัททั้งสองหันมาใช้สารทดแทน เช่น GenX ซึ่งต่อมาพบว่ามีพิษไม่แพ้กัน

ถึงกระนั้น เบลคก็ยังชี้ว่ากระแสกำลังเปลี่ยนแปลง ฝรั่งเศสได้ห้ามใช้สาร PFAS ในสินค้าอุปโภคบริโภคหลายชนิด สหภาพยุโรปกำลังพิจารณาห้ามใช้ และในสหรัฐฯ รัฐต่างๆ กำลังเคลื่อนไหวเพื่อจำกัดการใช้สาร PFAS ในปุ๋ยหมักและบรรจุภัณฑ์อาหาร

ความรับผิดที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีเหล่านี้ทำให้ผู้ค้าปลีกขนาดใหญ่ตั้งแต่ McDonald's ไปจนถึง REI ต่างพากันประกาศผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสาร PFAS

แต่แล้ว ความหวังของเธอถูกลดทอนลงด้วยปัจจัยทางการเมือง เมื่อสัปดาห์นี้เอง รัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศยกเลิกมาตรฐานน้ำดื่มของรัฐบาลกลางเพื่อที่จะเอื้อต่อการใช้สารเคมี PFAS รุ่นถัดไปสี่ชนิด

แต่เธอเชื่อว่าโมเมนตัมนี้เป็นกระแสของจริง

"ประชาชนทั่วไปที่ตั้งใจปกป้องครอบครัวและชุมชนของตนเองได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ขึ้นมาจริงๆ" เธอกล่าว "มันเหมือนกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มันดูเหมือนยากต่อการแก้ไข แต่นี่เป็นกรณีที่ผู้คนประสบความสำเร็จอย่างมาก"

Agence France-Presse

Photo by Robyn Beck / AFP (นักข่าวสืบสวน มาไรอาห์ เบลค)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...