โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

หุ้น SCC พุ่ง 30% ใน 1 เดือน สัญญาณกลับตัว หรือแค่แรงเก็งกำไร?

Stock2morrow

อัพเดต 14 พ.ค. 2568 เวลา 12.11 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. 2568 เวลา 12.11 น. • Stock2morrow
หุ้น SCC พุ่ง 30% ใน 1 เดือน สัญญาณกลับตัว หรือแค่แรงเก็งกำไร?

หุ้น SCC พุ่ง 30% ใน 1 เดือน สัญญาณกลับตัว หรือแค่แรงเก็งกำไร?

.

หลายคนเคยปรามาสว่าหุ้น SCC เสน่ห์จาง เป็นตัวแทนธุรกิจยุคเก่าที่เติบโตยากเย็น

เห็นได้จากราคาหุ้นที่ดิ่งเหวจาก 460 บาทในปี 2564 ลงมาต่ำกว่า 130 บาท จนน่าใจหายว่าอาจหลุด 100 บาท หากผลงานยังไม่ฟื้น

แต่ทว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลับดีดตัวขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ เกือบ 30% เกิดอะไรขึ้นกับ SCC ?

นี่คือสัญญาณการกลับตัวครั้งใหม่ หรือเป็นเพียงแรงเก็งกำไรระยะสั้น ?

วันนี้ Stock2morrow จะมาเล่าให้ฟัง

.

หตุผลสำคัญที่ฉุดให้หุ้น SCC ร่วงจาก 400 บาทกว่า ลงมาสู่ระดับ 130 บาท มีปัจจัยหลักสองประการ

1. วิกฤตการณ์ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี: ธุรกิจปิโตรเคมีซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของ SCC กำลังเผชิญภาวะตกต่ำอย่างหนัก ราคาสเปรดปิโตรเคมีปรับตัวลดลงอย่างมาก ซึ่งไม่ใช่เพียง SCC เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ หากพิจารณาหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกันทั่วโลก จะพบว่าราคาหุ้นต่างก็ทรุดตัวลงเช่นกัน ตัวอย่างเช่น Dow Inc. ผู้ผลิตวัสดุและปิโตรเคมีชั้นนำของสหรัฐฯ ราคาหุ้นดิ่งลงถึง 50% ในรอบปี หรือแม้แต่ LG Chem บริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ ราคาหุ้นก็ลดลงถึง 48% ในช่วงเวลาเดียวกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีในตลาดหุ้นไทย ไม่ว่าจะเป็น PTTGC, IRPC, TOP หรือแม้แต่ SCC ต่างก็เผชิญกับการปรับตัวลงอย่างรุนแรง

.

2. กำไรสุทธิที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง: ผลกำไรสุทธิของ SCC ปรับตัวลดลงอย่างน่าตกใจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา:

ปี 2564กำไรสุทธิ 47.17 พันล้านบาท

ปี 2565 กำไรสุทธิ 21.38 พันล้านบาท

ปี 2566 กำไรสุทธิ 25.91 พันล้านบาท

ปี 2567 กำไรสุทธิลดเหลือเพียง 6.3 พันล้านบาท

ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ซบเซาลงอย่างมาก

.

ทว่า ผลประกอบการล่าสุดในไตรมาส 1 ปี 2568 กลับฉายภาพแนวโน้มที่สดใสขึ้นอย่างมากสำหรับ SCC ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าตลาดเคยมองข้ามศักยภาพการฟื้นตัวของบริษัทไป

ผลประกอบการล่าสุดทำกำไรได้ถึง 1.09 พันล้านบาท แม้จะลดลง 55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แต่ที่น่าจับตาคือการพลิกกลับจากผลขาดทุนถึง 512 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ซึ่งดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้อย่างมาก

ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานในกลุ่มธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง รวมถึงธุรกิจ Packaging ที่กลับมาสร้างกำไรได้อีกครั้ง

นอกจากนี้ ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและการปรับกลยุทธ์ใหม่ยังส่งผลให้ต้นทุนและค่าใช้จ่าย SG&A ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจปิโตรเคมียังคงเผชิญภาวะขาดทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากต้นทุนคงที่ของโรงงาน LSP ในเวียดนาม

.

เมื่อเจาะลึกผลประกอบการรายกลุ่มธุรกิจ จะพบภาพที่น่าสนใจ

1. ธุรกิจปิโตรเคมี: ยังคงเผชิญภาวะขาดทุนที่ 2.94 พันล้านบาท (แม้จะขาดทุนลดลงจาก 3.4 พันล้านบาทก่อนหน้า) ราคาสเปรดปิโตรเคมียังทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยปริมาณขายมีทั้งสินค้าที่เพิ่มขึ้นและลดลง แต่สิ่งที่น่ากังวลคืออัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงมาอยู่ที่ 3.8% จากเดิม 5.5% ประกอบกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากโรงงาน LSP ในเวียดนาม

.

2. ธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง: กลับมาสร้างกำไรได้อย่างโดดเด่นที่ 2.41 พันล้านบาท การผลักดันยอดขายสินค้ากลุ่ม Green และ Smart Living ส่งผลให้อัตรากำไรปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการปรับลดค่าใช้จ่ายและการควบคุมต้นทุน ทำให้ผลประกอบการกลุ่มนี้เติบโตถึง 18% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) และพลิกจากผลขาดทุน 67 ล้านบาทในไตรมาส 4 ปี 2567 มาเป็นกำไรได้อย่างน่าชื่นชม ที่น่าสนใจคือ ปริมาณขายซีเมนต์ในเวียดนามและกัมพูชาปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางราคาปูนที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 400 บาทต่อตัน

.

3. ธุรกิจ Packaging: ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ทำกำไรได้ 900 ล้านบาท พลิกจากผลขาดทุน 57 ล้านบาทก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของยอดขายในกลุ่มประเทศอาเซียน ต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง รวมถึงการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) และการรีไซเคิลที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ Fajar ในอินโดนีเซียยังคงขาดทุนและมีแนวโน้มขาดทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจาก SCC ถือหุ้นในสัดส่วนที่มากขึ้น

.

โดยภาพรวมแล้ว SCC แสดงให้เห็นถึงสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้างและ Packaging ที่กลับมาสร้างกำไรได้ แต่ธุรกิจปิโตรเคมียังคงเป็นโจทย์ที่ท้าทาย

.

คำถามสำคัญคือ แล้วแนวโน้มในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาส 2 จะเป็นอย่างไร? หากพิจารณาจากบทวิเคราะห์ส่วนใหญ่ จะพบว่ามีมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ SCC น่าจะสามารถประคองตัวผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ ด้วยกลยุทธ์การปรับตัวที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การควบคุมค่าใช้จ่าย การลงทุนในโครงการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและอัตรากำไร รวมถึงการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อลดภาระดอกเบี้ย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ SCC แต่สิ่งที่นักวิเคราะห์ยังคงกังวลคือ ภาระค่าใช้จ่ายที่ยังคงสูงของโรงงาน LSP ในเวียดนาม ท่ามกลางสภาวะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ยังไม่สดใส

.

ทั้งนี้ ผลประกอบการที่ดีขึ้นในไตรมาส 1 อาจเป็นผลจากการที่นักลงทุนเคยมอง SCC ในแง่ลบมากเกินไป ทำให้เมื่อผลประกอบการไม่ได้แย่อย่างที่คาดการณ์ไว้ ราคาหุ้นจึงปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้ง ราคาหุ้น SCC ในปัจจุบันยังถือว่าไม่แพงนักเมื่อเทียบกับอดีต โดยมีค่า P/BV อยู่ที่ 0.5 เท่า ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายปี และยังคงจ่ายเงินปันผลได้ราว 3% ซึ่งถือว่าน่าพอใจในช่วงที่อุตสาหกรรมตกต่ำ

.

อย่างไรก็ตาม สัญญาณระยะยาวที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และความสำเร็จในการปรับโครงสร้างองค์กรของ SCC ให้เข้าสู่ยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้เทียบเท่าผู้ผลิตระดับโลก การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ และการขยายผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุม โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่ม High Value Added

#Stock2morrow #สื่อสถาบันความรู้และสังคมของนักลงทุน #SET #SCC #ปูนซีเมนต์ไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...