โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดยุคใหม่ ธปท.! 'วิทัย รัตนากร'หนุนผ่อนคลายนโยบายการเงิน ชู 13 หุ้นเข้าเรดาร์ลงทุน

PostToday

อัพเดต 22 ก.ค. 2568 เวลา 00.04 น. • เผยแพร่ 22 ก.ค. 2568 เวลา 06.40 น.

ในที่สุด! คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายวิทัย รัตนากร ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ โดยจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 แทน นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ที่ครบวาระ

การแต่งตั้งครั้งนี้ถูกจับตาในแวดวงการเงินการลงทุนอย่างใกล้ชิด เพราะถือเป็น "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ที่อาจนำไปสู่นโยบายการเงินผ่อนคลาย รองรับเศรษฐกิจไทยที่ยังเสี่ยงชะลอตัว โดยเฉพาะประเด็น"ดอกเบี้ยนโยบาย" ที่มีโอกาสลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง

ย้อนฟังวิสัยทัศน์! ทางออก "เศรษฐกิจไทย" สไตล์ "วิทัย รัตนากร"

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุนฝ่ายวิจัย บล.ลิเบอเรเตอร์ กล่าวกับ "โพสต์ทูเดย์" ว่า การแต่งตั้งผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ให้มีความชัดเจนมากขึ้นช่วยปลดล็อกความกังวลในช่วงที่ผ่านมาได้

ซึ่งตลาดคาดหวังว่าการขึ้นมาของผู้ว่าคนนี้จะช่วยขับเคลื่อนนโยบายการเงินได้ง่ายขึ้น มองว่าในช่วงครึ่งปีหลังด้วยภาพเศรษฐกิจยังเสี่ยงถดถอยจึงเป็นสัญญาณการลดดอกเบี้ยนโยบายน่าจะเกิดขึ้นได้

"ตลาดหุ้นไทยมีการเก็งกำไรตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาต่อเนื่องในช่วงวานนี้ที่กลุ่มหุ้นไฟแนนซ์มีการปรับตัวขึ้นบางส่วนจึงอาจมีแรงขายทำกำไรออกมาอย่างที่เห็น ดัชนีปิดการซื้อขายในช่วงเช้านี้ (22ก.ค.68) ที่ 1,206.57 จุด ลดลง 1.56 จุด คิดเป็น -0.13% มูลค่าการซื้อขาย 24,390.36 ล้านบาท ระหว่างวันดัชนีปรับขึ้นสูงสุด 1,213.24 จุด ลดลงต่ำสุด 1,201.91 จุด แต่โดยรวมถือว่าการมีผู้ว่าแบงก์ชาติชัดเจนทำให้นโยบายต่างๆชัดมากขึ้น"

สิ่งที่อยากเห็นจากผู้ว่า ธปท. คนใหม่ ?

ส่วนตัวอยากเห็นนโยบายการขับเคลื่อนทางการเงินที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่ดูแย่ การแก้ปัญหาเรื่อง "หนี้" คนเป็นหนี้สูง แก้หนี้ภาคครัวเรือน ซึ่งต้องแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิด แม้จะแก้ยากและต้องใช้ระยะเวลา แต่อย่างน้อยคาดว่าจะมีมาตรการออกมาสนับสนุนหนี้ภาคครัวเรือนมากขึ้น

อีกทั้งด้วยเศรษฐกิจเสี่ยงถดถอย ดังนั้นการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากปัจจุบัน 1.75% แม้อาจจะดูว่ามีช่องทางในการลดลงได้ไม่มากนักแต่สามารถทำได้ และเชื่อว่ามีโอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยได้

ขณะที่ภาพรวมตลาดหุ้นไทย โมเมนตัมตลาดยังมีความคาดหวังดีขึ้นด้วยดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจึงเกิดมุมมองเชิงบวกมากขึ้น เพียงแต่ตลาดยังมีประเด็นที่ต้องติดตามก็คือ "สงครามการค้า" ซึ่งหลายฝ่ายอาจมองภาษีสหรัฐฯในแง่ดีเกินไปที่ไทยจะโดนภาษี 18-20 % แต่ส่วนตัวมองกรอบภาษี 20-25% ถือว่าสมเหตุผลเพราะนโยบายที่ให้อเมริกาไม่ได้มากเหมือนเวียดนามและอินโดนีเซีย ดังนั้นต้องติดตามความชัดเจนต่อไป

หลังจากจบประเด็นภาษีทรัมป์ นักลงทุนต้องดูการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2568 ของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) จากที่ดูงบกลุ่มแบงก์กำไรถือเซอร์ไรส์จึงต้องดูงบกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นว่ามีทิศทางที่ดีหรือไม่อย่างไร

ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุน ในช่วงที่ทุกประเด็นตอบรับทั้งหมด ความคาดหวังในเชิงบวกถือว่าฟื้นกลับมาบางส่วน ดัชนีหุ้นไทยแตะที่ระดับ 1,200 จุด พี/อี 14-15 เท่า ติดลบ 1.5 SD ตลาดหุ้นไทยระยะกลางมีโอกาสปรับขึ้นได้

แต่ด้วยดัชนีในช่วงสั้นปรับตัวขึ้นมาเร็วเกินไปอาจมีจังหวะย่อตัวลง เน้นสะสมหุ้นรับโอกาสลดดอกเบี้ยในอนาคต ดังนี้คือ

  • หุ้นโรงไฟฟ้า แนะนำ "บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF"
  • กลุ่มไฟแนนซ์ หากพิจารณาจากผลประกอบการที่อยู่เกณฑ์ดี แนะนำ "บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR"
  • ธีม GLOBAL PLAY อาทิ โรงกลั่น แนะนำ "บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP" งบไตรมาส 2/68 ดีคาดทำได้ 5,000 ล้านบาท Valuation ถือว่าถูก 0.4 เท่าของมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ราคาเป้าหมาย 34 บาท
  • หุ้นใหญ่น่าสนใจ แนะนำหุ้น "บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC" งบไตรมาส 2/68 ดี

6 กลุ่มจ่อรับอานิสง์ลดดอกเบี้ย

นายกรภัทร วรเชษฐ์ หัวหน้าฝ่ายงานวิจัย บล.กรุงศรี กล่าวเช่นกันว่า การผ่านช่วงรอยต่อแต่งตั้งผู้ว่า ธปท. ท่านใหม่ หลังจากนี้คาดนำมาสู่การใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย อิง

  • Real Yield (ดอกเบี้ยนโยบาย–เงินเฟ้อ) ที่เป็นบวกต่อเนื่อง 26 เดือน
  • เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนจากมาตรการการค้าสหรัฐฯ

ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินน่าจะเห็นการลดดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้ 2 ครั้ง มุมมองดอกเบี้ยของตลาด ผ่านตลาดพันธบัตรล่าสุด TH Bond Yield 1 ปี อยู่ที่ 1.427% vs ดอกบี้ยนโยบาย 1.75% บ่งชี้ลดลงมากกว่า 1 ครั้ง

ทุกๆการปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% จะบวกต่อดัชนีหุ้นไทยราว 50-55 จุด หนุนหุ้นในกลุ่มอิงดอกเบี้ยขาลง อาทิ โรงไฟฟ้า เช่าซื้อ High Yield สื่อสาร, REITs และInfra Fund, อสังหา หนี้สูง

กลยุทธ์คาดความชัดเจนผู้ว่าแบงก์ชาติใหม่ น่าจะหนุนตลาดกลับมาให้น้ำหนักภาพขับเคลื่อนนโยบายการเงินของไทยระยะถัดไป กลยุทธ์ เน้นหุ้นได้ประโยชน์ดอกเบี้ยขาลงที่มีปัจจัยเสริม

  • กลุ่มโรงไฟฟ้า (เงินบาทแข็งค่ามากสุดตั้งแต่ ต.ค.67) และ ก๊าซ NYMEX -6.7% เน้น GULF
  • High Yield
  • สื่อสาร เน้น ADVANC ที่เป็น Big Cap ที่สลับมานำตลาด
  • อสังหาฯ ที่ยัง Laggard : LH, SPALI
  • หุ้น REITS และ Infra Fund (Real Yield > 5%, สภาพคล่องสูง) : WHAIR, FTREIT, 3BBIF
  • กลุ่มหนี้สูง : เน้นกลุ่ม Laggard หุ้น SET50 อาทิ CPALL, KTC, MTC, SAWAD
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...