แบงก์กวาดกำไร 1.3 แสนล้าน ครึ่งปีหลังส่อแย่-ปัจจัยเสี่ยงรุมสารพัด
ธนาคารพาณิชย์ไทยจำนวน 11 แห่ง ได้รายงานงบการเงินงวดไตรมาส 2/2568 และงวด 6 เดือนแรกปี 2568 ออกมาแล้ว โดยงวดไตรมาส 2 มีกำไรสุทธิรวมกันที่ 66,238 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% ส่วนงวดครึ่งปีมีกำไรรวมกันที่ 134,510 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.97%
KBANK กำไรสูง-SCB พุ่ง
ทั้งนี้ ในงวดครึ่งปี 2568 (6 เดือนแรก) ในบรรดา 6 แบงก์ใหญ่ พบว่า ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มีกำไรสุทธิสูงสุดที่ 26,280 ล้านบาท แต่กำไรลดลง 0.98% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) ขณะที่ บมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCB) กำไรสุทธิ 25,288 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.7%
ส่วนธนาคารกรุงเทพ (BBL) กำไรสุทธิ 24,458 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% ธนาคารกรุงไทย (KTB) กำไรสุทธิ 22,836 ล้านบาท ลดลง 2.7% ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) กำไรสุทธิ 15,829 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% และธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) กำไรสุทธิ 10,100 ล้านบาท ลดลง 6.2%
แต่หากดูเฉพาะช่วงไตรมาส 2 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) พบว่า SCB มีกำไรสุทธิสูงที่สุดที่ 12,786 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.7% รองลงมา KBANK กำไรสุทธิ 12,488 ล้านบาท ลดลง 1.3% ต่อมา BBL กำไรสุทธิ 11,840 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.3% ขณะที่ KTB กำไรสุทธิ 11,122 ล้านบาท ลดลง 5.7% BAY กำไรสุทธิ 8,295 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% และ TTB กำไรสุทธิ 5,004 ล้านบาท ลดลง 6.6%
หนี้เสีย-ตั้งสำรอง
ขณะที่ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา แบงก์เกือบทุกแห่ง มีระดับหนี้เสีย (NPL) อยู่ที่ไม่เกิน 100,000 ล้านบาท มีเพียง BBL ที่อยู่ที่ 105,521 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.44% YOY สัดส่วนเอ็นพีแอลอยู่ที่ 3.2%, SCB อยู่ที่ 96,122 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.91% YOY สัดส่วนอยู่ที่ 3.31%, KTB อยู่ที่ 94,656 ล้านบาท ลดลง 4.10% YOY สัดส่วนอยู่ที่ 2.94%, KBANK อยู่ที่ 90,929 ล้านบาท ลดลง 1.64% YOY สัดส่วนอยู่ที่ 3.18%, BAY อยู่ที่ 75,617 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.62% YOY สัดส่วนอยู่ที่ 3.39% และ TTB อยู่ที่ 39,164 ล้านบาท ลดลง 2.35% YOY สัดส่วนเอ็นพีแอลอยู่ที่ 2.73%
ส่วนการตั้งสำรองหนี้ในช่วง 6 เดือนแรก พบว่า KBANK อยู่ที่ 19,868 ล้านบาท ลดลง 14.9% YOY, SCB อยู่ที่ 19,682 ล้านบาท ลดลง 9.83% YOY, BBL อยู่ที่ 19,807 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.21%, KTB อยู่ที่ 16,463 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.69% YOY, BAY อยู่ที่ 20,278 ล้านบาท ลดลง 15.82% และ TTB ตั้งสำรองอยู่ที่ 8,874 ล้านบาท ลดลง 14.65%
นายแบงก์ชี้เศรษฐกิจท้าทาย
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายของปัจจัยทางเศรษฐกิจ ทั้งในและนอกประเทศที่มีความเสี่ยงสูง รวมทั้งความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ซึ่งรวมถึงความรับผิดชอบต่อลูกค้าผู้ฝากเงิน ผู้ลงทุน ที่ครอบคลุมถึงลูกค้าบุคคลและลูกค้าธุรกิจด้วยการดูแลช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ อย่างเหมาะสม
ทั้งการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม ตลอดจนการสนับสนุนมาตรการภาครัฐอย่างเต็มที่ เช่น โครงการคุณสู้ เราช่วย และมาตรการให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ
รวมทั้งการส่งผ่านต้นทุนทางการเงินที่ลดลงเพื่อแบ่งเบาภาระของลูกค้า สนับสนุนให้ลูกค้าสามารถดำเนินชีวิต และธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน
ตลอดจนการส่งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น ผ่านการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ 3+1 และการจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง
นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสซีบี เอกซ์ กล่าวว่า ภายใต้เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนและปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยืดเยื้อ กลุ่มเอสซีบี เอกซ์ ให้ความสำคัญกับการช่วยประคับประคองลูกหนี้ทุกกลุ่ม ผ่านมาตรการที่หลากหลายและต่อเนื่อง
โดยในส่วนของมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” ระยะที่ 1 มีลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการแล้วเป็นยอดหนี้รวมกว่า 5 หมื่นล้านบาท และพร้อมให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมในมาตรการระยะที่ 2 เพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้น และเปิดโอกาสให้ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางมีโอกาสฟื้นตัวได้
“ผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ของบริษัทยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง จากการบริหารจัดการให้เกิดแหล่งที่มาของรายได้ที่หลากหลาย การควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ที่รอบคอบ ส่งผลให้การก่อตัวของสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ในระดับที่ควบคุมได้”
ครึ่งปีหลังส่อแววแย่กว่า
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ พาย กล่าวว่า หุ้นแบงก์ที่รายงานกำไรออกมาดี ก็คือ SCB และ KKP ส่วนแบงก์อื่น ๆ เช่น BBL, KBANK มองว่าออกมาตามคาด โดย SCB ที่ออกมาดีกว่าคาด พบว่ากำไรที่โตไม่ได้มาจากรายได้ดอกเบี้ย แต่มาจากพอร์ตลงทุน ซึ่งมาจากการ Mark to Market มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (Forex Gain/Loss) ที่มาจากการส่งออก
อย่างไรก็ดี แนวโน้มหุ้นแบงก์ช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่ากำไรจะแย่ลง โดยปัจจัยหนึ่งคือ เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ ที่ตอนนี้ทุกคนมองว่าเศรษฐกิจไทยจะแย่ลงจากผลกระทบภาษี “ทรัมป์” โดยราคาหุ้นจะมีความผันผวนมากขึ้น เพราะหุ้นแบงก์เป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ แต่หากแบงก์ไหนทำผลงานได้ดีกว่าคาด ราคาหุ้นก็จะดี
โดยแบงก์ยังมีโอกาสต้องตั้งสำรองมากขึ้น ซึ่งขึ้นกับแนวโน้มของภาวะเศรษฐกิจ ที่ต้องดูว่า ไทยจะถูกเก็บภาษีจากสหรัฐเท่าใด และเทียบกับประเทศอื่น ๆ แล้วจะเป็นอย่างไร โดยจะกระทบส่งออก และมีผลต่อกำไรแบงก์ จึงยังไม่รู้ว่าแบงก์จะมีกำไรส่วนไหนมาช่วยได้ เพราะสินเชื่อก็ไม่โต มาร์จิ้นก็ลดลง การสำรองหนี้ก็ไม่แน่นอน เหลือทำได้แค่การลดค่าใช้จ่าย
“ในภาพรวม งบฯแบงก์ออกมาในโทนกลาง ๆ อาจจะดีกว่าที่ตลาดคาดไว้บ้าง ราคาหุ้นแบงก์ก็เลยปรับตัวดีขึ้นหลังตลาดประกาศงบฯ เราคาดว่ากำไรแบงก์ครึ่งปีแรก ดีกว่าครึ่งปีหลังแน่นอน เพราะครึ่งปีหลังมีความไม่แน่นอน ทั้งนโยบายทรัมป์ที่ไม่รู้จะเดาอย่างไร หรือการเมืองในประเทศก็เดายาก ฉะนั้น สถานการณ์ครึ่งหลังจะผันผวน ตัวเศรษฐกิจ ตัวผลการดำเนินงานแบงก์ก็น่าจะแย่กว่าครึ่งแล้ว และราคาหุ้นก็จะมีความผันผวนมากกว่า”
กำไรแบงก์ทรงตัวยาวถึงปีหน้า
นายธนเดชกล่าวว่า สำหรับภาพรวมทั้งปี คาดว่ากำไรแบงก์จะปรับตัวลดลงประมาณ 1% จากปีที่แล้วที่กำไรเติบโตได้ 9% ซึ่งกำไรในช่วงปี 2568-2569 นี้ ประเมินว่าจะค่อนข้างทรงตัวอยู่ระหว่าง 240,000-260,000 ล้านบาท
“เรามองกำไรแบงก์ปีนี้จะติดลบประมาณ 1% ก็ไม่มาก ถือได้ว่าทรง ๆ ตัว แล้วปีหน้าก็จะทรงตัวอีก ถ้าเศรษฐกิจไม่ถึงกับติดลบ” นายธนเดชกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แบงก์กวาดกำไร 1.3 แสนล้าน ครึ่งปีหลังส่อแย่-ปัจจัยเสี่ยงรุมสารพัด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net