โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

กฎหมายใกล้ตัวต้องรู้! สรุปกฎหมายครอบครัว และมรดก พร้อมตัวอย่างการแบ่งมรดก

Dek-D.com

เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2567 เวลา 09.58 น. • DEK-D.com
สรุปกฎหมายครอบครัว และมรดก ออกสอบบ่อย พร้อมตัวอย่างการแบ่งมรดก

สวัสดีค่ะ น้องๆ ชาว Dek-D จากบทความที่แล้วพี่แป้งได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับ 4 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ออกสอบบ่อยไป ในวันนี้คอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’ ก็จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับอีกหนึ่งกฎหมายสำคัญที่อยู่ภายใต้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์เหมือนกัน ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใกล้ตัวของเรามากๆ นั่นก็คือ กฎหมายครอบครัว และมรดกนั่นเอง

นอกจากทฤษฎีความรู้พื้นฐานเรื่องกฎหมายแล้ว บทความนี้ยังมีกรณีตัวอย่างเรื่องการแบ่งมรดกมาให้น้องๆ ได้ทำความเข้าใจ พร้อมกับแนวข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่นำมาให้ทุกคนได้ลองทำด้านล่างด้วย ถ้าพร้อมแล้วไปอ่านกันได้เลย!

กฎหมายครอบครัว

อย่างที่เราทราบกันดีว่า ครอบครัวเป็นสถาบันขั้นพื้นฐานและเป็นสถาบันหลักของสังคม ที่ประกอบไปด้วย สามี ภรรยา บุตร และญาติ ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวจึงเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลภายในครอบครัวหรือเครือญาติ ดังนั้น หลักกฎหมายที่ใช้โดยทั่วไปจึงไม่สามารถนำมาใช้กับกฎหมายครอบครัวได้

กฎหมายครอบครัวจึงเป็นกฎหมายที่อ้างอิงหลักศีลธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีมากที่สุด เช่น เงื่อนไขเกี่ยวกับการหมั้น การสมรส การปฏิบัติต่อกันระหว่างสามีและภรรยา การปกครองบุตร ทรัพย์สินระหว่างสามีและภรรยา รวมถึงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับมรดกอีกด้วยค่ะ

การหมั้น

เป็นการทำสัญญาระหว่างชายและหญิงว่าต่อไปจะสมรสกัน โดยฝ่ายชายจะมอบของหมั้นให้แก่ฝ่ายหญิง เพื่อเป็นหลักฐานและหลักประกันว่าในอนาคตจะสมรสกันตามกฎหมายแล้วสัญญาหมั้นจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมีการส่งมอบของหมั้นเท่านั้น โดยกฎหมายได้กำหนดเงื่อนไขการหมั้น ไว้ดังนี้

  • การหมั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายยังเป็นผู้เยาว์ต้องขออนุญาต และได้รับการยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม (พ่อ แม่ ผู้ปกครอง) ก่อน ไม่อย่างนั้นจะมีผลเป็นโมฆียะ
  • กฎหมายไม่อนุญาตให้ทำการหมั้นก่อนอายุ 17 ปี ซึ่งถ้าเกิดมีการหมั้นก่อนจะมีผลเป็นโมฆะทันที
  • ไม่สามารถหมั้นกับ บุคคลที่เป็นบุพการี, คนวิกลจริต, คนไร้ความสามารถ หรือคนที่มีคู่สมรสอยู่แล้วได้
  • คนที่เป็นพี่น้องร่วมพ่อแม่เดียวกัน หรือร่วมแค่แม่ หรือพ่อเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถหมั้นกันได้
  • เมื่อสมรสแล้วของหมั้นจะตกเป็นของฝ่ายหญิง แต่ถ้าไม่มีการสมรสเกิดขึ้น เนื่องจากเป็นความผิดของฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงต้องคืนของหมั้นให้ฝ่ายชาย หรือถ้าฝ่ายชายเป็นคนผิดสัญญาก็ไม่สามารถเรียกร้องของหมั้นคืนจากฝ่ายหญิงได้เช่นกัน
  • การผิดสัญญาหมั้น ฝ่ายที่เสียหายสามารถเรียกค่าทดแทนได้ แต่จะให้ศาลบังคับให้มีการสมรสไม่ได้
  • การหมั้นจะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต หรือมีการยินยอมถอนหมั้น
  • ของหมั้นจะมีผลตามกฎหมายได้นั้น คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องมีเจตนาไปจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย หากอยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียน สิ่งของที่มอบให้กันจะถือว่าไม่ใช่ของหมั้น

โมฆะ vs โมฆียะ คืออะไร?

  • โมฆะกรรม คือ นิติกรรมที่เสียเปล่า ไม่มีผลบังคับหรือผูกพันตามกฎหมาย มี 4 สาเหตุที่ทำให้นิติกรรมโมฆะ
  • โมฆียกรรม คือ นิติกรรมที่สมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ตามกฎหมายตั้งแต่ทำนิติกรรมจนกว่าจะถูกบอกล้าง ซึ่งหากถูกบอกล้างก็จะทำให้นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ

การสมรส

เป็นการทำสัญญาที่ตกลงเป็นสามีภรรยากันระหว่างชายกับหญิง การสมรสจะต้องเกิดจากความสมัครใจจากทั้งสองฝ่าย และการสมรสจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อต้องทำการจดทะเบียนโดยกฎหมายกำหนดเงื่อนไขของการสมรสไว้ ดังนี้

  • การสมรสจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายยังอายุยังไม่ครบ 20 ปี ต้องขออนุญาต และได้รับการยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม (พ่อ แม่ ผู้ปกครอง) ก่อน ไม่อย่างนั้นจะมีผลเป็นโมฆียะ
  • ไม่สามารถสมรสกับ บุคคลที่เป็นบุพการี, คนวิกลจริต, คนไร้ความสามารถ และพี่น้องร่วมพ่อแม่เดียวกัน หรือร่วมแค่แม่ หรือพ่อเพียงอย่างเดียว
  • ผู้รับบุตรบุญธรรม และบุตรบุญธรรม ไม่สามารถสมรสกันได้ แต่ถ้าต้องการสมรสต้องจดทะเบียนยกเลิกการเป็นบุตรบุญธรรมก่อน
  • กรณีผู้หญิงที่สามีเสียชีวิต หรือเพิ่งหย่าต้องรอ 310 วัน* ถึงจะทำการสมรสใหม่ได้ เว้นแต่ (1) คลอดลูกไปแล้วในระหว่างนั้น/ (2) สมรสกับสามีคนเดิม หรือ (3) มีใบรับรองแพทย์ว่าไม่ได้ตั้งครรภ์
  • การสมรสจะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อ (1) ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต (2) จดทะเบียนหย่า ต้องมีการทำหนังสือและจดทะเบียน ถึงจะถือว่าการหย่านั้นสมบูรณ์ และ (3) ฟ้องหย่า เช่น จงใจทิ้งเกิน 1 ปี, ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีชู้, ถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ ฯลฯ

Note : ทั้งนี้เด็กที่อายุน้อยกว่า 17 ปี จะไม่สามารถจดทะเบียนได้เพราะกฎหมายไม่อนุญาต เว้นแต่มีเหตุอันสมควรก็ขอให้ศาลสั่งให้สามารถสมรสกันได้ เช่น นายเอและนางสาวบี ทั้งคู่อายุ 15 ปี คบหาดูใจกัน วันหนึ่งเกิดได้เสียกันและนางสาวบีตั้งท้อง พ่อแม่ทั้งสองฝ่าย ต้องไปร้องขออนุญาตจากศาลให้ทำการสมรสกันได้ ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448

*** อย่างไรก็ตาม ศาลอาจจะไม่ได้อนุญาตให้จดทะเบียนได้ทุกเคส ต้องมีการพิจารณาเป็นรายเคสไปว่า สามารถแต่งงาน และเลี้ยงดูบุตรไปกันรอดหรือไม่ ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสมก็จะไม่มีการสมรสเกิดขึ้นนั่นเอง ***

ทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา

สำหรับการสมรสนอกเหนือจากเรื่องการจดทะเบียนแล้ว ยังมีเรื่องทรัพย์สินที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย โดยทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา มี 2 ลักษณะ คือ

  • สินส่วนตัว- ทรัพย์สินที่ได้มาก่อนจดทะเบียนสมรสเช่น เงินฝาก บ้าน ที่ดิน เครื่องประดับ ของหมั้น ฯลฯ ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีสิทธิ์จัดการเพียงฝ่ายเดียว อีกฝ่ายไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งเกี่ยว
  • สินสมรส - ทรัพย์สินที่ได้มาหลังจดทะเบียนสมรสเช่น เงินเดือน โบนัส ค่าเช่า หรือดอกเบี้ยที่ได้รับจากสินส่วนตัว รวมทั้งสินส่วนตัวและมรดกที่ระบุว่าเป็นสินสมรสตั้งแต่ตอนจดทะเบียนสมรส ซึ่งทรัพย์สินนี้เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ต้องบริหารจัดการร่วมกัน

Note :ของใช้สอย และเครื่องประดับส่วนตัว รวมถึงของใช้สำหรับประกอบอาชีพถือเป็นสินส่วนตัว แม้ว่าจะซื้อหลังจดทะเบียนสมรสก็ตาม และเมื่อใดที่การสมรสสิ้นสุดลง สินสมรสจะต้องถูกแบ่งอย่างเท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย

อำนาจการปกครองบุตร

หลังจากแต่งงานกันแล้ว แน่นอนว่าบางคู่ก็ต้องอยากมีลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจกันใช่มั้ยคะ ซึ่งก็ต้องมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปกครองบุตรด้วยเช่นกัน สำหรับกฎหมายที่เกี่ยวกับบุตร ทางกฎหมายระบุไว้ว่า บุตรไม่สามารถฟ้องร้องบุพการี ทั้งทางแพ่งและอาญาได้ ต้องให้พนักงานอัยการสั่งฟ้อง ซึ่งจะเรียกคดีนี้ว่า ‘คดีอุทลุม’ นั่นเองค่ะ โดยบุตรในทางกฎหมาย แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่

1.บุตรชอบด้วยกฎหมาย

คือ เด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายส่วนเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน จะถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของแม่ฝ่ายเดียว หากต้องการให้เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของพ่อด้วยนั้น ต้องทำ 3 สิ่งดังนี้

  • พ่อแม่ต้องจดทะเบียนสมรสกัน
  • พ่อต้องขอจดทะเบียนรับรองบุตร และ
  • ยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำพิพากษา

โดยบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายจะมีฐานะและมีสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ค่าเลี้ยงดู ค่าเล่าเรียน และสิทธิการรับมรดกในฐานะทายาท เป็นต้น

2.บุตรนอกกฎหมาย

คือ เด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายแม้จะมีการจัดงานแต่งเป็นที่รู้กันไปทั่ว หรืออยู่กินกันมานานหลายสิบปีก็ตาม ทางกฎหมายจะถือว่าเด็กที่เกิดมานั้น เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของแม่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นสิทธิที่บุตรนอกกฎหมายมีเหมือนกับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย คือ มีสิทธิรับมรดกของแม่เท่านั้น ไม่สามารถรับมรดกของพ่อได้ เว้นแต่พ่อจะจดทะเบียนรับรองบุตรก่อน

3.บุตรบุญธรรม

คือการจดทะเบียนรับลูกผู้อื่นมาเลี้ยงดูเป็นลูกของตนเองโดยดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบุตรบุญธรรมที่ได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง จะมีฐานะและสิทธิเหมือนกับบุตรชอบด้วยกฎหมายทุกอย่างโดยการรับบุตรบุญธรรมตามกฎหมายมีเงื่อนไข ดังนี้

  • ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุมากกว่า 25 ปี และต้องแก่กว่าบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี
  • หากผู้รับบุตรบุญธรรมมีคู่สมรส ต้องขออนุญาตและได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน
  • หากเด็กมีพ่อแม่อยู่แล้วต้องขออนุญาตพ่อแม่ของเด็กที่จะรับด้วย หรือหากเด็กไม่มีพ่อแม่ก็ขออนุญาตกับสถานรับเลี้ยงเด็กแทน
  • กรณีที่รับบุตรบุญธรรมเด็กที่มี อายุ 15 ปี ขึ้นไป ต้องขออนุญาต และได้รับความยินยอมจากเด็กด้วย
  • หลังจากที่รับบุญธรรมเด็กไปแล้ว ทางกฎหมายจะถือว่า พ่อแม่คนเดิมจะหมดสิทธิในการปกครองเด็กคนนี้ และสิทธิจะถูกโอนไปยังผู้รับบุตรบุญธรรมทันที
  • กรณีที่พ่อแม่คนเดิมของเด็กเสียชีวิต เด็กก็ยังมีสิทธิได้รับมรดกจากพ่อแม่คนเดิม ในทางกลับกันหากผู้รับบุตรบุญธรรมเสียชีวิต เด็กก็มีสิทธิได้รับมรดกเช่นกัน
  • กรณีที่เด็กเสียชีวิต ผู้รับบุตรบุญธรรมจะไม่มีสิทธิรับมรดกจากบุตรบุญธรรมในฐานะทายาทโดยธรรมได้ มรดกจะถูกตกทอดไปยังญาติของเด็กแทน เว้นแต่เด็กเขียนพินัยกรรมว่าจะมอบมรดกให้ผู้รับบุตรบุญธรรมจึงจะสามารถรับมรดกนั้นได้
  • การรับบุตรบุญธรรม หรือการเลิกบุตรบุญธรรม จะต้องทำหนังสือและจดทะเบียน จึงจะถือว่ามีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

กฎหมายมรดก

มรดก หรือกองมรดก ได้แก่ ทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบต่าง ๆ ของเจ้าของมรดก เมื่อถึงแก่ความตายมรดกเหล่านี้ก็จะตกทอดมาไปยังทายาททันทียกเว้นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ จะไม่ตกทอดเป็นมรดก ทั้งนี้ ทางกฎหมายกำหนดไว้ว่า หากหนี้สินที่ส่งต่อมาให้ทายาท เกินกว่าทรัพย์สินที่ผู้ตายส่งมา ทายาทไม่ต้องชดใช้หนี้สินในส่วนที่เกินมรดกที่ได้รับ

เช่น พ่อแม่มีเงินอยู่ 10 ล้าน แต่มีหนี้ 12 ล้าน เมื่อทายาทรับมรดกมากลายเป็นว่ายังเหลือหนี้อยู่ 2 ล้าน แต่ทายาทไม่จำเป็นต้องชดใช้แทนในส่วนที่เกินมานั่นเอง

ทายาท

นอกเหนือจากทรัพย์สิน และหนี้สิน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมรดกแล้ว สิ่งที่น้องๆ จำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับกฎหมายมรดกก็คือ ทายาท นั่นเองค่ะ เพราะทายาทเป็นผู้มีสิทธิที่จะได้รับมรดกเหล่านั้นโดยตรง แต่ก็จะมีเงื่อนไข และลำดับการรับมรดกที่ต่างกันออกไปโดยทายาทแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  • ทายาทโดยธรรมคือ ผู้ที่มีสิทธิได้รับมรดกตามกฎหมาย ได้แก่ คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสเท่านั้น และญาติ 6 ลำดับประกอบไปด้วย

  • ลำดับที่ 1 ผู้สืบสันดาน หมายถึง บุตร (บุตรชอบด้วยกฎหมาย บุตรนอกกฎหมาย และบุตรบุญธรรม) หลาน และเหลน

    • ลำดับที่ 2 บิดามารดา
    • ลำดับที่ 3 พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
    • ลำดับที่ 4 พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดา
    • ลำดับที่ 5 ปู่ ย่า ตา ยาย
    • ลำดับที่ 6 ลุง ป้า น้า อา

แม้ว่าทายาทโดยธรรมจะมีถึง 6 ลำดับด้วยกัน แต่ไม่ใช่ว่าทุกลำดับจะมีสิทธิได้รับมรดกพร้อมกัน การรับมรดกจะใช้หลัก “ญาติสนิทตัดญาติห่าง” คือ การรับมรดกจะเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ญาติที่อยู่ในลำดับก่อน (ลำดับ 1-2) จะมีสิทธิได้รับมรดกก่อนเสมอตามหลักแล้ว คู่สมรส บุตร และบิดามารดา จะได้รับมรดกของผู้ตายเท่าเทียมกันเสมอ* ส่วนญาติที่อยู่ลำดับถัดมาจะมีสิทธิได้รับมรดกต่อเมื่อไม่มีญาติลำดับก่อนหน้าทีละขั้น เช่น

กรณีที่ 1 : ญาติลำดับที่ 3 จะได้รับมรดกเมื่อผู้ตายไม่มีญาติลำดับที่ 1 และ 2

กรณีที่ 2: ญาติลำดับที่ 4 จะได้รับมรดกเมื่อผู้ตายไม่มีญาติลำดับที่ 1 2 และ 3

กรณีที่ 3: หากผู้ตายไม่มีญาติลำดับที่ 1 แต่ยังมีญาติลำดับที่ 2 อยู่ มรดกก็จะตกเป็นของญาติลำดับที่ 2 ทั้งหมด ลำดับที่เหลือจะไม่ได้อะไรเลย

กรณีที่ 4: หากผู้ตายไม่มีคู่สมรส และญาติทั้ง 6 ลำดับ มรดกจะตกเป็นของแผ่นดินทั้งหมด

Trick จำ การรับมรดก : 1 2 มีชีวิต 3-6 อดหมด / 1 2 ไม่มีชีวิต 3-6 ได้ทีละขั้น

  • ทายาทโดยพินัยกรรมคือ ผู้ที่มีสิทธิได้รับมรดกตามที่พินัยกรรมระบุไว้ แล้วแต่ผู้ตายจะตั้งใจยกมรดกให้ใครบ้างซึ่งทายาทโดยพินัยกรรมเป็นใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นญาติก็ได้ และหากผู้ตายยกมรดกให้กับทายาทตามพินัยกรรมทั้งหมด ทายาทโดยธรรมก็จะไม่มีสิทธิได้รับมรดกเลย

การคำนวณมรดก

ก่อนจะแบ่งมรดกอย่างเป็นการ สิ่งที่ต้องทำมี 3 ขั้นตอน ดังนี้

1.เช็ก- เช็กดูว่าผู้ตายมีพินัยกรรมหรือไม่ ถ้ามีให้ยึดการรับมรดกตามทายาทโดยพินัยกรรม ในกรณีที่ไม่มีพินัยกรรมก็จะยึดตามทายาทโดยธรรม

2.คำนวณกองมรดก- ให้ดูว่าผู้ตายทิ้งทรัพย์สินไว้จำนวนเท่าไหร่ โดยมีวิธีการคิดกองมรดก คือ [สินส่วนตัว + (สินสมรส/2) = กองมรดก] เหตุผลที่ต้องนำสินสมรสมาหาร 2 เพราะว่ามันคือทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา ดังนั้น เมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย ทรัพย์สินครึ่งหนึ่งจะต้องคืนให้กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก่อน ส่วนอีกครึ่งจะถูกนำมารวมในกองมรดก

3.หารกองมรดก - หลังจากที่ได้กองมรดกเรียบร้อยก็ทำการหารมรดกตามจำนวนเท่าๆ กัน โดยแบ่งตามญาติ 6 ลำดับ

กรณีตัวอย่าง เรื่องการแบ่งมรดก

การทำโจทย์เรื่องการแบ่งมรดก น้องๆ ต้องสังเกตให้ดีว่าในโจทย์ให้ข้อมูลอะไรมาบ้าง บางโจทย์อาจจะให้กองมรดกที่สามารถนำมาหารตามจำนวนคนได้เลย แต่ถ้าไม่มีกองมรดกก็ต้องดูว่า โจทย์กำหนดสินส่วนตัว และสินสมรส มาเท่าไหร่ หลังจากนั้นให้นำมาคิดตามสูตรการคำนวณมรดก แล้วค่อยนำมาหารจำนวนคนที่จะได้รับ ซึ่งวันนี้พี่แป้งมีกรณีตัวอย่างมาให้น้องๆ ได้ทำความเข้าใจไปทั้งหมด 3 กรณี มาดูไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ

ตัวอย่างที่ 1

โจทย์ : นาย ก และนาง ข เป็นสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย โดยพ่อแม่ของทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่ และทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 3 คน ก่อนแต่งงาน นาย ก มีเงิน 10,000 บาท นาง ข มีเงิน 20,000 บาท หลังจดทะเบียนทั้งคู่มีสินสมรสร่วมกัน 20,000 บาท จากโจทย์หาก นาง ข เสียชีวิต ใครจะได้รับมรดกบ้าง และแต่ละคนจะได้รับมรดกเท่าไหร่

วิธีคำนวณ :ให้น้องๆ นำสินสมรส 20,000 บาท มาหาร 2 จะได้ 10,000 บาท โดยที่ 10,000 บาทแรก จะถูกคืนให้กับ นาย ก ไปก่อน หลังจากนั้นอีก 10,000 บาทที่เหลือจะถูกนำมาคิดรวมกับสินส่วนตัวของ นาง ข ตามสูตร

สินส่วนตัว + (สินสมรส/2) = กองมรดก

20,000 + (20,000/2) = 30,000

จากโจทย์จะเห็นว่า ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ดังนั้น มรดกจะถูกแบ่งให้ทายาทโดยธรรม นั่นคือ คู่สมรส และญาติ 6 ลำดับ ซึ่งถ้าเรียงตามลำดับจากโจทย์ ลำดับแรกที่จะได้มรดกคือ ลูกทั้ง 3 คน ลำดับที่ 2 ก็คือ พ่อแม่ของผู้ตาย นั่นหมายความว่า จะมีผู้ได้รับมรดกจำนวน 6 คน ได้แก่ นาย ก, ลูก 3 คน และพ่อแม่ของ นาง ข หลังจากรู้จำนวนคนแล้วก็ให้นำ กองมรดก/จำนวนคน ก็จะได้รับมรดกคนละ 30,000/6 = 5,000 บาท

ตัวอย่างที่ 2

โจทย์ :นาย ก และนาง ข เป็นสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย โดยพ่อแม่ของทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่ และทั้งคู่มีลูกชายด้วยกัน 2 คน คือ นาย ค และนาย ง โดย นาย ค และ นาย ง ก็ได้แต่งงานและจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย และยังมีลูกอีก คนละ 1 คน ด้วยกัน วันหนึ่ง นาย ค เสียชีวิต โดยที่เขาทิ้งเงินไว้ทั้งหมด 4,000,000 บาท จากโจทย์ใครจะได้รับมรดกบ้าง และแต่ละคนจะได้รับมรดกเท่าไหร่

วิธีคำนวณ :จำนวนเงิน 4,000,000 บาท ในข้อนี้ถูกจัดว่าเป็นกองมรดก จากโจทย์จะเห็นว่า ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ดังนั้น มรดกจะถูกแบ่งให้ทายาทโดยธรรม นั่นคือ คู่สมรส และญาติ 6 ลำดับ ซึ่งถ้าเรียงตามลำดับจากโจทย์ ลำดับแรกที่จะได้มรดกคือ ลูก ลำดับที่ 2 ก็คือ พ่อแม่ นั่นหมายความว่า จะมีผู้ได้รับมรดกจำนวน 4 คน ได้แก่ คู่สมรส นาย ค, ลูก และพ่อแม่ (นาย ก และนาง ข) ส่วน นาย ง ที่เป็นน้องชายจะไม่ได้มรดกเพราะถือเป็นญาติลำดับที่ 3 นั่นเองค่ะ หลังจากรู้จำนวนคนแล้วก็ให้นำ กองมรดก/จำนวนคน ก็จะได้รับมรดกคนละ 4,000,000/4 = 1,000,000 บาท

ตัวอย่างที่ 3

โจทย์ : นาย ก และนาง ข เป็นสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย โดยพ่อแม่ของนาย ก ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งคู่มีลูกชายด้วยกัน 1 คน แต่นาย ก มีภรรยาน้อยอีกคน คือ นาง ค ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน และทั้งคู่ยังมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน วันหนึ่ง นาย ก เสียชีวิต โดยที่เขาทิ้งเงินไว้ทั้งหมด 10,000,000 บาท จากโจทย์ใครจะได้รับมรดกบ้าง และแต่ละคนจะได้รับมรดกเท่าไหร่

วิธีคำนวณ :จำนวนเงิน 10,000,000 บาท ในข้อนี้ถูกจัดว่าเป็นกองมรดก จากโจทย์จะเห็นว่า ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ดังนั้น มรดกจะถูกแบ่งให้ทายาทโดยธรรม นั่นคือ คู่สมรส และญาติ 6 ลำดับ ซึ่งถ้าเรียงตามลำดับจากโจทย์ ลำดับแรกที่จะได้มรดกคือ ลูกชาย และลูกสาว เหตุผลที่ลูกสาวได้เพราะถือว่าเป็นบุตรนอกกฎหมาย ส่วนลำดับที่ 2 ก็คือ พ่อแม่ นั่นหมายความว่า จะมีผู้ได้รับมรดกจำนวน 5 คน ได้แก่ นาง ข, ลูกชาย (ตามกฎหมาย), ลูกสาว (นอกกฎหมาย) และพ่อแม่ ส่วนคนที่จะไม่ได้รับมรดกมีเพียง 1 คน ก็คือ นาง ค เพราะไม่ได้จดทะเบียนสมรสนั่นเองค่ะ หลังจากรู้จำนวนคนแล้วก็ให้นำ กองมรดก/จำนวนคน ก็จะได้รับมรดกคนละ 10,000,000/5 = 2,000,000 บาท

ในวันวันนี้เรามาลองทำข้อสอบเรื่องกฎหมายครอบครัว จากข้อสอบ A-level วิชาสังคมศึกษา จากโครงการ Dek-D Pre-Admission รอบ ธันวาคม 2564

พิจารณาข้อความเกี่ยวกับกฎหมายการหมั้นและการสมรสดังต่อไปนี้ ข้อความใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง

1.การหมั้นคือการที่ชายและหญิงทำสัญญาว่าจะสมรสกัน แต่ไม่สามารถถือเอาเหตุหมั้นมาเป็นเหตุบังคับให้สมรสได้

2.ผู้เยาว์ที่จะสมรสจะต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาเสียก่อน แต่หากไม่ได้เป็นผู้เยาว์แล้วนั้นก็สามารถสมรสกันเองได้

3.การสมรสจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อชายและหญิงได้จัดงานฉลองมงคลสมรสเป็นที่ประจะกษ์แก่สาธารณชน

4.ในกรณีที่ฝ่ายชายเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น ฝ่ายชายไม่สามารถเรียกร้องเอาของหมั้นคืนจากฝ่ายหญิงได้

5.ทรัพย์สินที่ได้มาโดยพินัยกรรมที่ระบุว่าเป็นสินสมรสจะถือว่าเป็นสินสมรสทันที

น้องๆ ชาว Dek-D คิดว่า คำตอบข้อไหนไม่ถูกต้องคะ ลองคอมเมนต์คุยกันด้านล่างได้เลยค่ะ !

สำหรับคอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’ บทความต่อไปจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ฝากติดตามกันด้วยนะคะ หรือถ้าน้องๆ มีเรื่องราวน่าสนใจเรื่องไหน ที่อยากให้นำมาเล่า หรือแจกทริคการจำ ก็สามารถคอมเมนต์เอาไว้ด้านล่างได้เลย!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...