โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ภาพหนึ่งใบที่จะเปลี่ยนภูมิทัศน์การเมืองอเมริกันครั้งใหญ่ไปตลอดกาล

The101.world

อัพเดต 22 ก.ค. 2567 เวลา 10.16 น. • เผยแพร่ 22 ก.ค. 2567 เวลา 03.16 น. • The 101 World

ภาพ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ชูกำปั้นขวาขึ้นฟ้าด้วยสีหน้าขมึงทึง ใบหน้าซีกหนึ่งเปรอะเลือดจากใบหู รายล้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ กับผืนธงชาติอเมริกาสะบัดเป็นฉากหลัง -นี่คือภาพเสี้ยววินาทีหลังกระสุนปืนเพิ่งเฉียดผ่านใบหูข้างขวาของเขา และคงไม่เกินเลยหากเราจะบอกว่าเหตุการณ์นี้และภาพใบนี้ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกันร่วมสมัย

13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ระหว่างการออกปราศรัยหาเสียงที่รัฐเพนซิลเวเนีย สื่อมวลชนจำนวนมากเป็นประจักษ์พยานและเป็นผู้บันทึกเหตุการณ์วินาทีที่กระสุนพุ่งเฉียดใบหูของทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้ลงสมัครจากพรรครีพับลิกัน นับตั้งแต่จังหวะที่เสียงปืนลั่นอยู่ไกลๆ ทรัมป์หยุดชะงัก เอื้อมจับใบหูตัวเองด้วยสีหน้าสับสน แล้วจากนั้นความโกลาหลก็กระชากตัวขึ้นถึงขีดสุดเมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกระโจนขึ้นเวที ดึงทรัมป์ให้หลุดพ้นจากแนวกระสุน ท่ามกลางเสียงปืนที่ยังดังขึ้นอีกหลายนัด

อึดใจต่อมา ทรัมป์ลุกขึ้นยืน ใบหน้าเปรอะเปื้อนเลือด เขาชูกำปั้นขึ้นฟ้า มีธงสหรัฐอเมริกาโบกสะบัดอยู่ข้างหลัง ข้างล่างลงไปนั้นอีวาน วักซี (Evan Vucci) ช่างภาพจาก Associated Press (AP) ลั่นชัตเตอร์บันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ นาทีต่อมา มันถูกส่งเข้าระบบของสำนักข่าว AP และถูกเผยแพร่แทบจะในทันที และไม่ว่าเขาจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ภาพที่ทรัมป์ -อดีตประธานาธิบดีและนักการเมืองฝั่งขวาจัด- ชูกำปั้นที่วักซีถ่ายกลายเป็นหนึ่งในภาพประวัติศาสตร์อย่างไม่ต้องสงสัย

“หลายคนบอกว่ามันเป็นภาพที่โดดเด่นที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเห็น” ทรัมป์ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวนิวยอร์กโพสต์ “พวกเขาพูดถูก ผมรอดชีวิตมาได้ ทั้งที่คุณต้องตายเพื่อให้ได้ภาพที่โดดเด่นขนาดนี้”

ภาพของวักซีกลายเป็นภาพที่หนังสือพิมพ์ในออสเตรเลียใช้ขึ้นหน้าหนึ่ง (ภาพโดย AFP)

การลอบสังหารไม่ว่าจะที่ไหน วาระใดก็เป็นเรื่องใหญ่โดยตัวมันเองอยู่แล้ว ยิ่งเป็นการลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีที่ ‘อื้อฉาว’ ที่สุดคนหนึ่งของยุคสมัย จากประเทศที่เคยเกิดการลอบสังหาร จอห์น เอฟ. เคนเนดี (John F. Kennedy) ประธานาธิบดีคนที่ 35 จนสั่นสะเทือนไปทั้งโลก ในช่วงเวลาก่อนหน้าการเลือกตั้งใหญ่ที่จะมาถึงเพียงไม่กี่เดือน ความพยายามลอบสังหารโดนัลด์ ทรัมป์จึงถูกนำไปแทนค่าในสมการทางการเมืองและทางประวัติศาสตร์ต่างๆ มากมาย

และไม่ว่าผลของการแทนค่าจะออกมา ‘หน้าไหน’ อย่างไรคงปฏิเสธถึงแรงสะเทือนที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ และทั่วโลกไม่ได้

ภาพของวักซีถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ทรงพลังมากที่สุดในสมการนี้ มันถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วแทบจะวินาทีต่อวินาที และไม่มากก็น้อย มันได้กลายเป็นภาพที่ ‘นิยาม’ การเมืองสหรัฐฯ และการเมืองโลกในโมงยามนี้ไว้ได้ครบถ้วนที่สุด

วักซีเป็นช่างภาพอาชีพ เขาเคยอยู่ในสมรภูมิที่อิรักกับอัฟกานิสถาน ภายหลังภาพที่เขาถ่ายทรัมป์ถูกเผยแพร่ออกไปและกลายเป็นที่พูดถึงอย่างหนาหูในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เขาให้สัมภาษณ์ว่า “ประสบการณ์ทำให้เรารู้ว่าเวลาเราเจอสถานการณ์แบบนั้นเราต้องทำยังไง การมีประสบการณ์ยาวนานทำให้คุณยังเยือกเย็นอยู่ได้ เพราะมันก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมจึงยังใจเย็น ยังหาทางคิด ยังหาทางจัดวางองค์ประกอบภาพได้ และผมว่าเราทุกคนที่อยู่ตรงนั้นล้วนแล้วก็แต่อยู่กับช่วงเวลาปัจจุบันกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นตรงหน้า

“ผมบอกตัวเองแค่ว่า ‘ช้าลง ช้าหน่อย จัดองค์ประกอบภาพก่อน’ เอาล่ะ ทีนี้จะเกิดอะไรขึ้นต่อ ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ผมแค่พยายามคิดไว้ให้ครบทุกมุมแค่นั้น”

สิ้นเสียงปืน วักซีจึงกระโจนออกจากคอกผู้สื่อข่าวและตรงไปยังเวทีที่ทรัมป์ยืนอยู่ “เวลานั้นมันบ้าบอเหลือเกินเพราะสมองเราหยุดทำงานแทบจะในทันที ผมเอาแต่คิดว่า‘โอเค จะจัดวางองค์ประกอบภาพยังไง แสงมาจากไหน นี่ถ่ายออกมาดีหรือยัง ต้องขยับไปทางขวาหน่อยหรือเปล่า หรือควรจะไปทางซ้าย’ เพราะไม่ว่าจะอย่างไรผมก็ต้องเก็บสีหน้าทรัมป์ไว้ให้ได้

“ตอนที่เขาชูกำปั้นขึ้นฟ้า ผมก็ประหลาดใจอยู่นะ แล้วผมก็เห็นเลือดบนหน้าเขา และตอนนั้นแหละที่ผมรู้เลยว่า ผมเพิ่งถ่ายภาพที่เล่าเรื่องทุกอย่างออกมาได้ครบถ้วน มีเรื่องราวที่อยากถ่ายทอดออกไปแล้ว”

ภาพของวักซีถูกสื่อมวลชนและกลุ่มผู้สนับสนุนนักการเมืองหยิบไปวิเคราะห์และใช้งานแทบจะทุกมุม มันถูกตีความอย่างละเอียดแทบจะทุกมิติ หลายคนคะเนว่าภาพดังกล่าวจะเป็นตัวชี้วัด -และอาจจะตัวเปลี่ยนเกม- การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในปลายปีนี้

“ความมหัศจรรย์ของภาพถ่ายมันก็แบบนี้แหละ คือคนสองคนมองภาพเดียวกันแต่ก็ให้ความเห็นไม่เหมือนกัน” วักซีบอก “งานของผมคือการเป็นสื่อมวลชน ผมฉายโลกให้คนอื่นเห็นผ่านสายตาตัวเอง และพยายามทำงานออกมาให้ได้อย่างดีที่สุด พยายามเป็นมืออาชีพและยุติธรรมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ฉะนั้น ไม่ว่าคนจะมองภาพที่ว่าด้วยมุมมองแบบไหน สื่อมันไปด้วยตรรกะแบบใด หรือกระทั่งใช้มันเพื่อมุมมองทางการเมืองของตัวเอง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องกังวล ผมคิดแค่ว่าเมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ผมรู้สึกว่าตัวเองได้ทำงานอย่างดีและเต็มที่เพื่อฉายให้คุณได้เห็นหนึ่งในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์อเมริกัน”

บันทึกเหตุการณ์การลอบสังหารเคนเนดีโดย อับราฮัม ซาปรูเดอร์

ฟิลลิป เคนนิค็อตต์ คอลัมนิสต์ของ วอชิงตัน โพสต์ (Washington Post) แสดงความเห็นเทียบเคียงการบันทึกภาพของเหตุการณ์วันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมากับการลอบสังหารเคนเนดี ซึ่งถูกบันทึกไว้โดย อับราฮัม ซาปรูเดอร์ (Abraham Zapruder) ช่างทำเสื้อที่ใช้กล้องวิดีโอเล็กๆ บันทึกเหตุการณ์ระหว่างที่เคนเนดีมาเยือนรัฐเท็กซัส และโดยไม่ได้ตั้งใจ กล้องของเขาเก็บเอาจังหวะที่กระสุนจากมือสังหารพุ่งทะลุร่างของเคนเนดี ฟุตเตจของซาปรูเดอร์ได้รับการพิจารณาว่าเป็นฟุตเทจที่บันทึกนาทีสังหารไว้ได้ครบถ้วนที่สุด

“พลังของภาพ (ที่วักซีถ่ายไว้) เข้มข้นในระดับเดียวกันกับที่ซาปรูเดอร์บันทึกภาพนาทีที่จอห์น เอฟ เคนเนดี ถูกลอบสังหารเมื่อปี 1963 และมันส่งผลสะเทือนต่อภูมิทัศน์การเมืองอเมริกันยิ่งกว่าภาพที่ ไมเคิล ดูคาคิส (Michael Dukakis) อดีตผู้ลงสมัครประธานาธิบดีอยู่บนรถถัง -ซึ่งเพียงแค่เปลี่ยนมุมมองการหาเสียงทางการเมืองเพียงครั้งเดียว- เสียอีก ภาพของทรัมป์ที่ได้รับการเผยแพร่ออกมาเกิดขึ้นแทบจะในเวลาเดียวกันกับเหตุการณ์จริง กระจายออกไปรวดเร็วและกว้างขวางกว่าภาพใดๆ ในลักษณะเดียวกันของยุคแอนะล็อก และความหมายที่ถูกตีความจากภาพก็ปรากฏให้เห็นแทบจะในทันทีโดยแทบไม่ต้องเสียเวลาคิดเสียด้วยซ้ำ

“ภาพของวิกซีจะสร้างความจริงให้ดูจริงเสียยิ่งกว่าความจริงที่เป็น มันเปลี่ยนแปลงความโกลาหลและบ้าคลั่งจากเสี้ยววินาทีเล็กๆ แสนอันตรายบนเวทีที่เพนซิลเวเนีย ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ความกล้าหาญ, ความเด็ดขาดและความเป็นวีรบุรุษของทรัมป์ ภาพทั้งใบอัดแน่นไปด้วยภาพแทนของชาตินิยมและอำนาจ -ผืนธง, เลือด, สีหน้าเครียดเขม็งของเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลกลางในชุดสูทสีเข้ม- มันจะกระตุ้นความปรารถนาอันดำมืดบางอย่างในชีวิตของคนอเมริกันบางกลุ่ม คนที่โหยหาความรุนแรง เชื่อในศักยภาพของความรุนแรงในโลกการเมือง เวลานี้พวกเขาย่อมพูดได้เต็มปากว่าคนฝั่งเขาคือเหยื่อ -ซึ่งทรัมป์ก็เป็นเหยื่อจริงๆ- และนับจากจุดนี้ เราก็แทบไม่อาจหลีกเลี่ยงวงจรแห่งความรุนแรงได้อีกแล้ว

“ความรุนแรงทางการเมืองมีแต่จะทำให้ประชาธิปไตยเสื่อมโทรมลง มันไม่เคยสร้างผลประโยชน์ใดให้ประชาธิปไตย และภาพนี้ก็เป็นหลักฐานอันชวนเจ็บปวดถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ความรุนแรงสร้างเหยื่อซึ่งจะต้องหาทางแก้แค้นเอาคืน และบ่อยครั้ง มันได้ทำให้เป้าหมายของมันแข็งแกร่งขึ้น ทำให้พวกเขากลายเป็นวีรบุรุษหากรอดชีวิตมาได้ หรือกระทั่งว่าทำให้เป้าหมายกลายเป็นผู้พลีชีพแสนยิ่งใหญ่หากว่าความรุนแรงดังกล่าวมีจุดจบอันเลวร้าย”

เคนนิค็อตต์ชี้ว่า ภาพของวิกซีเพียงภาพเดียว ฉายให้เห็นธีมและอุดมการณ์ทางการเมืองของทรัมป์อย่างหมดจด กล่าวคือมันฉายให้เห็นว่าอเมริกาเป็นพื้นที่อันตราย และภาพนี้ก็ยิ่งย้ำเตือนข้อเท็จจริงดังกล่าว “ทรัมป์ออกปากบ่อยครั้งว่า‘ไม่มีนักการเมืองคนใดที่ถูกปฏิบัติได้แย่และปราศจากความเป็นธรรม’ มากเท่าเขา และสิ่งที่เขาย้ำมาตลอดนั้นก็เพิ่งจะเป็นจริง มองเห็นได้จริงขึ้นมา ลำพังแค่ภาพเปรอะเลือดก็ได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว”

การปรากฏตัวของทรัมป์หลังการพยายามลอบสังหาร (ภาพโดย AFP)

รอน เบอร์เน็ตต์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปะในแคนาดาและผู้เขียนหนังสือ Cultures of Vision (1995) ระบุแก่เว็บไซต์วอยซ์ ออฟ อเมริกา (VOA) ว่า “ผลกระทบจากภาพที่ทรงพลังขนาดนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้โดยเด็ดขาด เพราะข้อเท็จจริงนั้นไม่ได้มีพลังเหนือภาพที่โดดเด่นขนาดนี้ ความโดดเด่นของภาพนั้นสร้างผลลัพธ์มากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเสมอ แน่ละว่านี่เป็นเรื่องน่ากลัว แต่เราปฏิเสธมันไม่ได้หรอก

“ภาพดังกล่าวสอดรับกับสิ่งที่ทรัมป์พยายามนำเสนออย่างที่สุด จงเรียกมันว่าการสู้รบ (battle) เถอะ เพราะตัวทรัมป์เองก็มองสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการสู้รบเหมือนกัน และภาพดังกล่าว -ท่ามกลางความคิดเห็นมากมายหลากหลาย- ก็แสดงให้เห็นว่าเขากำลังอยู่ในสงครามและตกอยู่ในอันตรายทุกลมหายใจ”

อีริค บูซี ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารทางยุทธศาสตร์ (Strategic Communication) ระบุแก่เว็บไซต์ว็อกซ์ (Vox) ว่าภาพดังกล่าวของทรัมป์ที่วักซีบันทึกไว้นั้น ไม่ว่าอย่างไรก็จะถูกนำไปขยายผลทางการเมืองในทางใดทางหนึ่งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เหนืออื่นใดคือการฉวยจังหวะของทรัมป์ที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น “ภาพของทรัมป์ที่เปื้อนเลือดและยังอยู่ในภาวะตื่นตระหนก แต่ก็ยังอุตส่าห์ตระหนักได้ว่า ‘เดี๋ยวนะ มีสื่ออยู่ตรงนี้นี่นา ดังนั้น ไม่ว่าจะอย่างไร ก่อนลงจากเวทีก็ต้องทำให้ดีที่สุดก่อน ใครจะไปสนล่ะว่ายังมีมือปืนคนอื่นซุ่มอยู่อีกหรือเปล่า’ มองจากมุมนี้มันก็น่าจดจำอยู่จริงไหมล่ะ” บูซีว่า

“ผมสงสัยเหมือนกันว่านักการเมืองหรือบุคคลสาธารณะคนอื่นๆ จะทำแบบนี้ได้หรือเปล่า มันคือความกล้าที่จะใช้ประโยชน์จากสถานการณ์เช่นนี้ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตา ผมว่าสิ่งนี้แหละสะท้อนทัศนคติของเขา และเป็นคำตอบว่าทำไมเขาถึงได้ปรากฏตัวอยู่บนหน้าสื่อให้เราเห็นตลอดเก้าปีที่ผ่านมานี้”

สำหรับบูซี ภาพที่วักซีถ่ายทรัมป์มานั้นเต็มไปด้วยองค์ประกอบที่เป็นภาพแทนของชาตินิยมแบบอเมริกัน ยิ่งกับผู้ที่สนับสนุนทรัมป์ สิ่งที่พวกเขาเห็นคือผืนฟ้าแห่งเสรีภาพ, ทรัมป์ที่ท้าทายความเป็นตายแม้จะได้รับบาดเจ็บ และรายล้อมด้วยเจ้าหน้าที่รัฐมหาศาล “คนคนนี้เป็นคนที่ทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น คุณอาจคิดว่าโดนัลด์ ทรัมป์ไม่ใช่คนแบบที่ผมว่าก็ได้ แต่ถึงอย่างไร การจะทำอย่างที่เขาทำขณะเผชิญหน้ากับภัยคุกคามก็เป็นเรื่องกล้าหาญเอาจริงๆ”

ยิ่งกับการเมืองสหรัฐฯ ความรุนแรงกับกระสุนปืนนั้นเป็นหมุดหมายบางอย่างที่ฉายภาพ ‘เนื้อตัว’ ของผู้นำประเทศ “สิ่งที่เกิดขึ้นกับทรัมป์ทำให้คนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกใครเป็นประธานาธิบดี หวนนึกถึงธีมหลักของการเมืองอเมริกัน นั่นคือ ‘ผู้อยู่รอดคือวีรบุรุษ’ คุณลองนึกถึงเมื่อครั้งที่ ธีโอดอร์ รูสเวลต์ (Theodore Roosevelt -อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ) โดนลอบยิงแล้วยังกล่าวปาถกฐาต่อไปว่า ‘แค่นี้ไม่พอหรอก! ผมแข็งแกร่งเท่ากับกวางมูสนั่นแหละ’ หรือ จอร์จ วอชิงตัน (George Washington -อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ) ที่ถูกพูดถึงอย่างหนาหูเพราะไม่เคยถูกยิงสมัยสงครามปฏิวัติแม้แต่นัดเดียว มันเป็นไปได้ยังไงกัน แต่เรื่องนี้แหละที่ยิ่งทำให้เขาดูลึกลับน่าค้นหา และตอนนี้ ทรัมป์ก็มีภาพจำแบบนั้นไปแล้ว”

ไม่ว่าอย่างไร ภาพชายผู้ชูกำปั้นขึ้นฟ้า จะแสดงความอหังการ์ ความท้าทายหรือประกาศชัยที่รอดชีวิตมาได้นั้นก็แล้วแต่จะตีความ แต่ถึงที่สุดแล้วเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพหนึ่งใบของทรัมป์ย่อมส่งผลต่อการเมืองสหรัฐฯ ทั้งองคาพยพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายหลังจากการถอนตัวจากศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของ โจ ไบเดน (Joe Biden) ผู้ส่งไม้ต่อให้ กมลา แฮร์ริส (Kamala Harris -รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ) ขึ้นเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูถึงความสั่นคลอนภายใน -ทั้งจากตัวสมาชิกและนายทุน- ของเดโมแครต ยิ่งทำให้ดุลอำนาจโน้มเอียงไปทางรีพับลิกันอย่างชัดเจน ยิ่งพินิจจากบริบทสังคมอเมริกันที่เคว้งคว้างสุดขีดจากสภาพเศรษฐกิจทรุดโทรมลงในรอบหลายปีที่ผ่านมา American Dream และค่านิยมแบบเก่าๆ ที่หลายคนรู้จักมาทั้งชีวิตใช้ไม่ได้จริงอีกต่อไปในโลกอันง่อนแง่น บทบาทการเป็น ‘พี่ใหญ่’ ที่สหรัฐฯ เล่นมาหลายปีกำลังอ่อนแรงลงเรื่อยๆ เหตุนี้นโยบาย America First (อเมริกาต้องมาก่อน) จึงเป็นพื้นสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2016 และดูจะยังเป็นพื้นสำคัญของการหาเสียงในปี 2024 ขณะที่หากขยับมองออกไปยังภาพใหญ่ของโลก ก็น่าจับตาว่าสหรัฐฯ จะวางตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองในสถานการณ์อันเต็มไปด้วยสงคราม ความขัดแย้งและความรุนแรงในหลายๆ พื้นที่อย่างไร

และทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ยังผลให้สนามการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่จะเกิดขึ้นในปลายปีที่จะถึง กลายเป็นฉากทัศน์ที่ไม่อาจคาดเดาผลลัพธ์ใดได้เลย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...