โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"ท่องเที่ยว" ฟื้นตัวทั่วโลก มาสเตอร์การ์ดชี้กรุงเทพฯท็อปของ 7 โลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 ส.ค. 2567 เวลา 12.12 น. • เผยแพร่ 08 ส.ค. 2567 เวลา 07.37 น.

คอลัมน์ : สัมภาษณ์

องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติได้คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่า การท่องเที่ยวทั่วโลกจะฟื้นตัวเต็มที่ในปี 2567 นี้ โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่าปี 2562 ประมาณ 2% โดยตลาดเอเชียเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

โดยในปี 2566 การท่องเที่ยวระหว่างประเทศอยู่ที่ 88% ของระดับก่อนการแพร่ระบาดโควิด ดีมานด์การเดินทางในยุโรปและแอฟริกาฟื้นกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดโควิด ขณะที่จุดหมายปลายทางบางแห่ง เช่น ยุโรป เมดิเตอร์เรเนียน แคริบเบียน อเมริกากลาง และอนุภูมิภาคแอฟริกาเหนือ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเกินจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2562 ไปแล้ว

ท่องเที่ยวฟื้นตัวเทียบปี’62

ล่าสุด “เดวิด แมนน์” หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์ เอเชีย-แปซิฟิก ของมาสเตอร์การ์ด ให้สัมภาษณ์ถึงแนวโน้มและการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในปี 2024 สิ่งที่ผลักดันการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ความนิยมของกรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางในอีก 3 เดือนข้างหน้า รวมถึงรูปแบบการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย ไว้ดังนี้

“เดวิด” บอกว่า สถาบันวิจัยด้านเศรษฐกิจมาสเตอร์การ์ด (Mastercard Economic Institute) หรือ MEI ได้จัดทำรายงานเทรนด์การท่องเที่ยวประจำปี 2024 หรือ MEI Travel Report ซึ่งรวบรวมจากข้อมูลทางธุรกิจของผู้ใช้บัตรมาสเตอร์การ์ดโดยไม่ระบุชื่อ ครอบคลุมใน 74 ประเทศทั่วโลก รวมถึง 13 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รองรับการใช้งานในพื้นที่มากกว่า 100 ล้านสถานที่ทั่วโลกโดยปีนี้จัดทำเป็นปีที่ 5 (ฉบับที่ 5) พบว่า ภาพรวมของการท่องเที่ยวมีทิศทางการฟื้นตัวดีขึ้น

ทั้งนี้ แม้ว่าจะยังไม่กลับมาเท่ากับปี 2019 (ก่อนการระบาดของไวรัสโควิด) แต่เชื่อมั่นว่าการท่องเที่ยวของประเทศไทยจะฟื้นตัวเต็มที่ในปีนี้ โดยจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางเข้าประเทศไทยจะกลับสู่ภาวะปกติ หรืออยู่ในระดับเดียวกับปี 2019

อาเซียน-เอเชียใต้ บวกแล้ว 20%

เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยวทั่วโลกที่กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ซึ่งเป็นผลจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคในด้านการท่องเที่ยวยังคงแข็งแกร่งและมีปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น

โดยปี 2567 นี้จะไม่ใช่เพียงแค่เป็นปีที่การท่องเที่ยวฟื้นตัวจากโควิดในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ปีนี้เป็นปีที่มีการฟื้นตัวเกินกว่าระดับก่อนการเกิดโรคระบาด และการฟื้นตัวนี้รวมไปถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน

หากดูสถิติตาม Collider หรือช่องทางการเดินทางของนักท่องเที่ยวจะพบว่า ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2567 พบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทยจากภูมิภาคอาเซียนและภูมิภาคเอเชียใต้ มีอัตราการขยายตัวสูงขึ้นประมาณ 20% เมื่อเทียบกับปี 2562

“สะท้อนว่าตอนนี้นักท่องเที่ยวที่กลับมาไม่ได้กลับมาเท่าเดิม แต่กลับมาได้มากกว่าเดิมแล้ว ขณะเดียวกันการเดินทางในบางพื้นที่ก็ยังคงต่ำกว่าปี 2562 อยู่ แต่ก็ใกล้จะกลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ซึ่งรวมถึงนักท่องเที่ยวที่มาจากอเมริกา เอเชียตะวันออก และจีนแผ่นดินใหญ่”

จีนเดินทางออกนอกประเทศ 85%

“เดวิด” บอกด้วยว่า ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2567 พบว่า อัตราการท่องเที่ยวระหว่างประเทศทั้งขาเข้าและขาออกของจีนแผ่นดินใหญ่ก็กำลังฟื้นตัว และปัจจุบันปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางออกนอกประเทศยังอยู่ในระดับที่ 85% ของปี 2562

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเมื่อถึงสิ้นปีภาพรวมของนักท่องเที่ยวจีนน่าจะกลับมาสู่ภาวะปกติของช่วงก่อนโควิดได้

“การเดินทางขาออกของชาวจีนคาดว่าจะมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

กรุงเทพฯติดท็อป 7

นอกจากนี้ยังพบว่า กรุงเทพฯเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุด ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2024 โดยอยู่ในอันดับที่ 7 สำหรับนักเดินทางทั่วโลก และอันดับที่ 3 สำหรับนักเดินทางจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และอันดับที่ 1 สำหรับนักเดินทางจากสิงคโปร์และฮ่องกง

และพบว่าในปีที่ผ่านมา ตัวเลขการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในหมวดหมู่เครื่องแต่งกายทั่วไปเพิ่มขึ้นถึง 68.6% การใช้จ่ายด้านการรับประทานอาหารไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining) เพิ่มขึ้นถึง 42.5% และการใช้จ่ายด้านการรับประทานอาหารแบบทั่วไปเพิ่มขึ้นถึง 41.6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

โดยประเด็นที่น่าสนใจคือ ประเทศไทย เป็นตลาดเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการใช้จ่ายด้านการรับประทานอาหารไฟน์ไดนิ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าการรับประทานอาหารแบบสบาย ๆ

“ค่าเงิน-อีเวนต์” กระตุ้นเดินทาง

นอกจากนี้ จากสถิติการใช้จ่ายหมวดหมู่การเดินทางทั่วโลกยังพบว่ามี 3 จุดที่น่าสนใจ คือ 1.ข้อมูล ณ มีนาคม 2567 โดยระบุว่า ตัวเลขเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 การท่องเที่ยวของโลกได้ทำลายสถิติไปแล้ว 9 เรื่อง จาก 10 เรื่อง ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่าภาคการท่องเที่ยวของไทยฟื้นกลับมาแล้วจริง

2.สถานที่ที่นักท่องเที่ยวเลือกไปนั้นเป็นประเทศหรือเมืองที่ราคาไม่ได้ขึ้นมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าโรงแรม โดยจากข้อมูลพบว่าหากโรงแรมขึ้นราคาแต่ยังอยู่ในระดับที่รับได้ นักท่องเที่ยวโดยเฉลี่ยจะพักนานขึ้น ซึ่งประเทศไทยอันดับอยู่ช่วงกลาง ๆ คือ เพิ่มขึ้นประมาณ 1 วัน

และ 3.ปัจจัยที่ทำให้รูปแบบการท่องเที่ยว หรือการเลือกสถานที่ท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป โดยมี 2 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย 1.อัตราแลกเปลี่ยน หรือค่าเงิน ซึ่งชัดเจนมากกรณีญี่ปุ่นที่ค่าเงินอ่อนค่า ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าถูก ทำให้การท่องเที่ยวญี่ปุ่นฟื้นตัวอย่างรุนแรงตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 ที่ผ่านมา

และ 2.อีเวนต์ หากประเทศหรือเมืองนั้น ๆ มีอีเวนต์ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น กีฬา คอนเสิร์ต การแสดงต่าง ๆ และความบันเทิงในระดับนานาชาติอื่น ๆ ก็ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นรูปแบบของการเดินทางข้ามพรมแดนได้เช่นกัน

รวมถึงเรื่องของสภาพอากาศด้วย โดยประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งที่สภาพอากาศมีความพอดี ไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนจนเกินไป ทำให้มีความได้เปรียบ และนักท่องเที่ยวอยากพักนานขึ้น

นักท่องเที่ยวนิยมกินหรู

สำหรับประเด็นเรื่องการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้นพบว่า นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นในหมวดหมู่เครื่องแต่งกายทั่วไป รวมถึงการรับประทานอาหารแบบ Fine Dining และการรับประทานอาหารแบบทั่วไป

สำหรับประเทศไทยนั้นรายงานดังกล่าวระบุว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2567 นักท่องเที่ยวใช้จ่ายไปกับการรับประทานอาหารแบบ Fine Dining เพิ่มขึ้นประมาณ 42.5% สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายในการรับประทานอาหารแบบทั่วไป ซึ่งอยู่ที่ 41.6%

และประเทศไทยยังเป็นตลาดเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการใช้จ่ายไปกับการรับประทานอาหารแบบ Fine Dining เพิ่มขึ้นมากกว่าการรับประทานอาหารแบบทั่วไป

และหากเทียบกับตลาดอื่น ๆ เช่น สิงคโปร์ จะพบว่านักท่องเที่ยวใช้จ่ายไปกับการรับประทานอาหารแบบทั่วไปมากกว่าการรับประทานอาหารแบบ Fine Dining ซึ่งอาจเป็นผลมาจากค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์ที่ค่อนข้างแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ๆ ในขณะที่ค่าเงินบาทไม่แข็งค่ามากนัก ดังนั้นการใช้จ่ายเพื่อรับประทานอาหารแบบ Fine Dining จึงอาจถูกมองว่ามีความคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปมากกว่าในประเทศไทย

นักท่องเที่ยวพักเฉลี่ย 7.7 วัน

หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์ เอเชีย-แปซิฟิก ของมาสเตอร์การ์ด ยังให้ข้อมูลอีกว่า ค่าเฉลี่ยระยะเวลาในการพักผ่อนทั่วโลก คือ 5.5 วันต่อทริป (ข้อมูลตั้งแต่เมษายน 2566-มีนาคม 2567) เทียบกับ 4.5 วัน ก่อนการระบาดของโควิด-19

สำหรับประเทศไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามามีอัตราการพักเฉลี่ย 7.7 วันต่อทริป เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการระบาดโควิด-19 ที่ใช้เวลาเฉลี่ย 6.7 วัน และถือว่านานกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก

โดยส่วนหนึ่งของเหตุผลที่นักท่องเที่ยวเดินทางมายังประเทศไทย และพักอาศัยนานกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกนั้นเป็นผลจากประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่มีราคาย่อมเยา และสามารถกินหรูอยู่สบายได้

บาหลี-ลอนดอน-กรุงเทพฯ 3 จุดหมายปลายทางมาแรง !

จากรายงานของ MEI Travel Report 2024 โดยสถาบันวิจัยด้านเศรษฐกิจมาสเตอร์การ์ด (Mastercard Economic Institute) ยังได้ระบุถึงจุดหมายปลายทางที่กำลังมาแรงสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกและนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกด้วยว่า จากข้อมูลการจองเที่ยวบินพบว่า กรุงเทพฯ อยู่ในอันดับ 7 จุดหมายปลายทางที่กำลังมาแรงสำหรับนักท่องเที่ยวในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2567 สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อนนี้

นอกจากนี้ ยังเป็นอันดับที่ 3 สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาจากเอเชีย-แปซิฟิก อันดับที่ 1 สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาจากสิงคโปร์และฮ่องกง อันดับที่ 2 สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาจากฟิลิปปินส์ อันดับที่ 3 สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาจากเบลเยียม และอันดับที่ 3 สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาจากสเปน

สำหรับจุดหมายปลายทางที่กำลังมาแรงในหมู่นักท่องเที่ยวทั่วโลกช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2567 ได้แก่ มิวนิก ประเทศเยอรมนี ครองอันดับ 1 เนื่องจากการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2024 กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้นำอันดับที่ 2 สาเหตุหลักมาจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ดี

3.เมืองติรานา ประเทศแอลเบเนีย อยู่ในอันดับที่ 3 อาจเนื่องมาจากความต้องการจุดหมายปลายทางทางเลือกที่มีราคาต่ำกว่า ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น และกรุงเทพฯ อยู่ในอันดับที่ 7

ขณะเดียวกัน ยังพบว่าจุดหมายปลายทางที่กำลังมาแรงในหมู่นักท่องเที่ยวจากเอเชีย-แปซิฟิกช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2567 ได้แก่ บาหลี ลอนดอน และกรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 3 เมื่อผู้คนจองที่พักจากประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

การจัดอันดับจุดหมายปลายทางที่กำลังมาแรงเหล่านี้ MEI Travel Report 2024 วิเคราะห์จากข้อมูลการจองเที่ยวบินของเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2567 สำหรับแต่ละประเทศ หรือเมืองปลายทาง จากนั้นเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลง หรือการเพิ่มขึ้นของการจองเที่ยวบินในเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2567 กับช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2562

โดยจุดหมายปลายทางต่าง ๆ จะได้รับการจัดอันดับตามเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด ซึ่งหมายถึงเมืองต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มการจองมากที่สุด ไม่ใช่การจัดอันดับเมืองตามส่วนแบ่งการจองการเดินทางทั่วโลกตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม 2567

ไม่เพียงเท่านี้ ยังพบอีกว่าจุดหมายปลายทางยอดนิยมในประเทศไทย เมื่อพิจารณาจากการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศปี 2567 (ตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2567) ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี (พัทยา) เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ และเชียงราย

นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่าสัดส่วนการใช้จ่ายเงินภายในโรงแรมมีจำนวนลดลง การใช้จ่ายในค้าปลีกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

จากแนวโน้มดังกล่าวสะท้อนชัดเจนว่า ปี 2567 นี้เป็นปีแห่งการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวของไทยได้อย่างเต็มรูปแบบแล้ว…

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ท่องเที่ยว” ฟื้นตัวทั่วโลก มาสเตอร์การ์ดชี้กรุงเทพฯท็อปของ 7 โลก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...