เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ปรับกลยุทธ์ ลงมือทำ สู่เส้นชัยแห่งความสำเร็จ
ธุรกิจของ ไทยออยล์ ในอนาคต จะสอดรับกับเมกะเทรนด์ ของตลาดโลก เป็นธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ มีมูลค่าสูง เน้นสินค้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ ไม่ใช่สินค้า Commodity เช่นในปัจจุบัน ขณะที่ธุรกิจเดิมก็ต้องเสริมความแข็งแกร่ง ธุรกิจไหนที่เป็นช่วงขาลง ก็ต้องปรับตัว และมองหาโอกาส ต่อยอดไปสู่ธุรกิจใหม่ตลอดเวลา
ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันถูกมองว่ากำลังเข้าสู่ยุคถดถอย โดยคาดว่าความต้องการใช้น้ำมันของโลกจะถึงระดับสูงสุด (Peak Oil) ในช่วงปี 2030 และค่อยๆ ปรับตัวลดลง ซึ่งองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (The International Energy Agency : IEA) คาดการณ์ว่าสัดส่วนการใช้พลังงานจากแหล่งต่างๆ จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญในปี 2040 ปัจจัยสนับสนุนความเป็นไปได้คือการที่นานาชาติ ผนึกกำลังกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศและการสนับสนุนพลังงานสะอาดของรัฐบาลทั่วโลก นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) โดยเฉพาะการลดระดับการใช้พลังงานฟอสซิล และแทนที่ด้วยพลังงานทางเลือกอื่นๆ เช่น พลังงานหมุนเวียน พลังงานไฟฟ้า และพลังงานนิวเคลียร์
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานของโลกในแต่ละสำนักยังคงมีมุมมองเรื่อง Peak Oil ที่แตกต่างกันในแต่ละผลิตภัณฑ์ เช่น น้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซล มีแนวโน้มจะถูกทดแทนด้วยไฟฟ้าได้ยากกว่าน้ำมันเบนซิน และน้ำมันอากาศยานจะเติบโตไปได้อีกอย่างน้อย 20 ปีจากข้อจำกัดด้านน้ำหนักของแบตเตอรี่ ความปลอดภัยและความมั่นใจที่จะนำไปใช้ในเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ ขณะที่น้ำมันดีเซลมีโอกาสจะเกิด Peak Demand ได้ในทศวรรษนี้มีอัตราความต้องการใช้ที่ลดลงน้อยมาก เนื่องจากเป็นน้ำมันหลักในการขนส่งสินค้าและมีข้อจำกัดด้านน้ำหนักของแบตเตอรี่ที่มีผลต่อการชาร์จไฟ
บัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ การเงินธนาคาร โดยยอมรับว่า อนาคตของธุรกิจปิโตรเลียมมีความท้าทายสำคัญรออยู่ ดังนั้น ไทยออยล์ จึงเดินหน้าเต็มกำลังเพื่อแสวงหาโอกาสในธุรกิจใหม่ ขณะเดียวกัน ก็ต้องทำธุรกิจเดิมให้มีความแข็งแกร่งเพื่อเป็นรากฐานสำหรับการต่อยอดไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนระดับองค์กร 100 ปี ภายใต้วิสัยทัศน์ “สร้างสรรค์คุณภาพชีวิตด้วยพลังงานและเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน”
ฝ่าความท้าทายธุรกิจพลังงาน
เปลี่ยนผ่านสู่ยุค Energy Mix
บัณฑิต เริ่มให้สัมภาษณ์พิเศษ ด้วยการฉายภาพธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในปัจจุบันว่า ในช่วงปี 2023-2025 ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกได้เพิ่มสูงขึ้น อยู่ที่ระดับ 103 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงกว่าภาวะปกติก่อนการแพร่ระบาดของ Covid-19 ที่อยู่ราว 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะเดียวกัน ผลพวงจาก Covid-19 ยังทำให้ผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันหลายรายต้องปิดกิจการ เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงหายไปอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยาน
นอกจากนี้ ในช่วงต้นปี 2024 ยังเกิดภาวะอากาศหนาวแบบฉับพลัน (Cold Snap) โรงกลั่นหลายแห่งในประเทศสหรัฐอเมริกาต้องหยุดดำเนินการ ทำให้อุปทาน (Supply) มีน้อยกว่าอุปสงค์ ( Demand) ส่งผลให้ค่าการกลั่น (Gross Refinery Margin : GRM) อยู่ในเกณฑ์ที่ดีในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2024
“เมื่อมองไปข้างหน้า เราเห็นแนวโน้ม GRM ยังอยู่ในระดับที่ดี แม้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ อาจมีสัญญาณอ่อนตัวลงบ้าง เนื่องจากมีโรงกลั่นใหม่ทยอยเข้ามาในตลาดมากขึ้น คาดว่า Supply ใหม่ที่เข้ามาในตลาดจะอยู่ที่ 1,400,000 บาร์เรลต่อวันในปีนี้ อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปี 2025-2026 เป็นต้นไป โรงกลั่นใหม่ขนาดใหญ่มีแนวโน้มเข้ามาในตลาดลดลง ในขณะที่ Demand น้ำมันยังเติบโตต่อเนื่อง”
บัณฑิต ให้มุมมองว่า หากมองภาพระยะยาวไปถึงปี 2030 มีความเป็นไปได้ว่าธุรกิจโรงกลั่นอาจเข้าสู่ยุคทองอีกครั้ง เนื่องจากจะไม่มีผู้เล่นรายใหม่ลงทุนโครงการขนาดใหญ่เพื่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันท่ามกลางกระแสความนิยมในรถยนต์ไฟฟ้าและ Energy Transition อื่นๆ หากไทยออยล์สามารถทำตัวเองให้มีความเข้มแข็ง จะสามารถคว้าโอกาสจากสถานการณ์นี้ และนำผลตอบแทนจากธุรกิจปัจจุบันไปลงทุนต่อยอดในธุรกิจใหม่เพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต
ด้านธุรกิจปิโตรเคมีนั้น ปัจจุบันไทยออยล์ มีธุรกิจการผลิตสารอะโรเมติกส์ สารพาราไซลีน สารเบนซีนและธุรกิจสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด รวมถึงการร่วมลงทุนในธุรกิจผลิตสารโอเลฟินส์ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งคาดว่าในปี 2024-2025 ราคาอะโรเมติกส์จะฟื้นตัว เนื่องจากมี Supply ใหม่ไม่มาก เทียบกับ Demand ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ยังเผชิญกับความท้าทายจาก Supply ใหม่ต่อเนื่องอีกหลายปี
บัณฑิต ฉายภาพธุรกิจต่อว่า สำหรับธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน (Lubricant Base) ภาพรวมในปี 2023 ถือว่าเป็นปีที่ดี เนื่องจากในช่วงการระบาดของ Covid-19 มีความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลดลงมาก ทำให้โรงกลั่นหลายแห่งปรับลดกำลังการผลิตลง ส่งผลให้ Supply ที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานลดลงตาม ขณะที่ตลาดยังมี Demand อยู่ ทำให้ในปีที่ผ่านมา ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานเติบโตได้ดี อย่างไรก็ตาม ในอนาคตคาดว่าจะมี Supply ใหม่จากประเทศจีนและอินเดียเข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจนี้ยังคงมีความท้าทายรออยู่
ขณะที่ธุรกิจผลิตไฟฟ้า Generate Stable Income ให้บริษัทในปัจจุบันธุรกิจผลิตไฟฟ้า เรามีสถานที่ผลิตไฟฟ้าเองเพื่อใช้ภายในโรงกลั่นและส่วนที่เหลือส่งขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในลักษณะของผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (Small Power Producer : SPP) นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ถือหุ้นใน บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ของกลุ่ม ปตท. โดยถือหุ้นอยู่ประมาณ 10%
“โดยสรุปในปี 2024-2025 เรามองว่าภาพรวมธุรกิจของกลุ่มไทยออยล์ยังไปได้ดี แม้จะมีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่สามารถควบคุมได้”
ขับเคลื่อนกลยุทธ์ 3Vs
สร้าง Specialties ลุยตลาดภูมิภาค
บัณฑิต กล่าวว่า จากความท้าทายที่เกิดขึ้นในธุรกิจพลังงาน ทำให้ไทยออยล์ตั้งเป้าที่จะ “เปลี่ยนแปลง” โดยสิ่งแรกที่ดำเนินการทันทีตั้งแต่ปี 2018 คือการเปลี่ยนวิสัยทัศน์เป็น“สร้างสรรค์คุณภาพชีวิตด้วยพลังงานและเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน” มุ่งเน้นการเข้าใกล้ผู้บริโภคและยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยพลังงานหลากหลายรูปแบบ รวมถึงผลิตภัณฑ์และระบบการบริหารจัดการธุรกิจที่ตอบโจทย์ ทั้ง สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG)
จากวิสัยทัศน์ “สร้างสรรค์คุณภาพชีวิตด้วยพลังงานและเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน” ไทยออยล์ใช้กลยุทธ์ 3Vs เพื่อขับเคลื่อนองค์กรก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลง เริ่มจาก
- Value Maximization บูรณาการต่อยอดห่วงโซ่คุณค่าเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่น้ำมันดิบกลั่นเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงปิโตรเลียม ไปสู่ปิโตรเคมีและธุรกิจผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง รวมถึงเคมีภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติพิเศษ
- Value Enhancement ขยายตลาดไปยังภูมิภาคเพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของกลุ่มไทยออยล์ นอกจากฐานการขายหลักในประเทศไทยแล้ว จะขยายต่อไปยังประเทศเป้าหมายที่มีอัตราการเติบโตสูงทั้งด้านเศรษฐกิจและประชากร ได้แก่ ประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย และอินเดีย
- Value Diversification ขยายการลงทุนไปธุรกิจใหม่ (New S-Curve) ที่ตอบโจทย์ Megatrends เช่น ธุรกิจสารเคมีสำหรับยับยั้งและกำจัดเชื้อโรค สารลดแรงตึงผิวที่ใช้ในอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด (Disinfectants & Surfactants หรือ D&S) ธุรกิจชีวภาพและธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ (New Energy) รวมถึงการลงทุนผ่าน Corporate Venture Capital (CVC) โดยปัจจุบันได้เข้าไปลงทุนใน VC จำนวน 4 กองทุน และใน Start-up จำนวน 7 บริษัท ทั้งในประเทศไทย รวมถึงประเทศอื่นๆ ทั่วโลก
เพื่อขับเคลื่อนไทยออยล์ไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยใช้แนวทางการดำเนินธุรกิจ “TOP for the Great Future” ที่เรียกว่า “TOP” ซึ่งประกอบด้วย
T (Transformation) : ทรานส์ฟอร์มองค์กรในทุกมิติ เพื่อให้พร้อมสำหรับการดำเนินธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคต
O (Operational to Business Excellence) : ยกระดับการบริหารจัดการองค์กรเชิงบูรณาการจากความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติงานไปสู่ความเป็นเลิศทางธุรกิจ
P (Partnership & Platform) : สร้างการเติบโตด้วยแนวทางความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างแพลตฟอร์มทางธุรกิจที่สำคัญทั้งในและต่างประเทศ
ธุรกิจ D&S เป็นธุรกิจที่มีโอกาสสูงมากในอนาคต ไทยออยล์ได้เริ่มกระบวนการหาพันธมิตร ทางธุรกิจตั้งแต่ปี 2023 โดยมองไปที่บริษัทในญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกา เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญ ในตลาด รวมถึงมีนวัตกรรมในการปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ ซึ่งขณะนี้มีบริษัทเป้าหมายที่สนใจแล้ว อยู่ระหว่างรอจังหวะ และช่วงเวลาที่เหมาะสม
รุกธุรกิจ D&S เต็มกำลัง
บัณฑิต กล่าวว่า การดำเนินการภายใต้กลยุทธ์ 3Vs ทำให้ไทยออยล์พบโอกาสในการเติบโตที่สูงมากในธุรกิจที่มีมูลค่าสูง (High Value Business) เช่น ธุรกิจ “สารทำความสะอาด” (Disinfectant and Surfactant : D&S) ซึ่งประกอบด้วย 2 ผลิตภัณฑ์หลัก คือ
- สารยับยั้งและกำจัดเชื้อโรค (Disinfectant) : เป็นหนึ่งในส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ เช่น เครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว น้ำยาทำความสะอาดต่างๆ และสารทำความสะอาดในโรงงานอุตสาหกรรมหรือสารฆ่าเชื้อในโรงพยาบาล
- สารลดแรงตึงผิว (Surfactant) : เป็นสารที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด การซักล้าง เช่น แชมพู หรือผงซักฟอก โดยไทยอยล์เป็นรายแรกในประเทศไทยที่ผลิตสารตั้งต้น (LAB) ในการผลิตผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้
“ในอดีต ก่อนที่ไทยออยล์จะตั้งโรงงานผลิตสาร LAB ประเทศไทยต้องนำเข้าสาร LAB จากต่างประเทศ 100% แต่หลังจากที่ไทยออยล์ผลิตสาร LAB ได้ ก็สามารถทดแทนการนำเข้าได้มากถึง 90% โดยแบรนด์ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจะนำสาร LAB ไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น ผงซักฟอก น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน หรือน้ำยาทำความสะอาด”
โดยในปี 2030 ไทยออยล์ตั้งเป้าสัดส่วนกำไรจากธุรกิจใหม่ (New S-Curve) ที่ 20%
โค้งสุดท้ายเมกะโปรเจ็กต์ CFP
เตรียมพร้อมทดลองเดินเครื่อง
บัณฑิต กล่าวว่า ไทยออยล์ยังอยู่ระหว่างดำเนินการโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project : CFP) ซึ่งเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดบนพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) และเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดของไทยออยล์ ด้วยการลงทุนสูงถึง 160,000 ล้านบาท ซึ่งไทยออยล์ให้ความสำคัญกับโครงการนี้อย่างมาก เนื่องจากโครงการ CFP จะเป็น Game Changer ที่สำคัญ ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยออยล์ และยังเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการต่อยอดไปสู่ธุรกิจปิโตรเคมีปลายน้ำและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในอนาคต
ปัจจุบัน โครงการ CFP มีความคืบหน้าไปกว่า 96% แล้ว โดยขณะนี้มีการทดลองเดินเครื่องจักรแล้วในหน่วยกำจัดกำมะถันในน้ำมันดีเซลสำหรับการผลิตน้ำมันดีเซลมาตรฐาน Euro 5 ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และในปีนี้จะเน้นการทดสอบและเตรียมความพร้อมสำหรับการทดลองเดินเครื่องระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ที่มาสนับสนุนหน่วยผลิตหลัก เช่น ระบบไฟ ระบบน้ำ ระบบไอน้ำ และระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
โครงการ CFP ทำให้ไทยออยล์มีความสามารถในการกลั่นน้ำมันดิบได้ทั้งชนิด เบา-กลาง-หนัก โดยเฉพาะการกลั่นน้ำมันดิบชนิดหนักซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนวัตถุดิบลดลงอย่างมาก รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการ Upgraded น้ำมันเตาที่มีราคาต่ำ เป็นน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซลที่มีมูลค่าสูงกว่า ไม่เน้นการผลิตน้ำมันเบนซินเพื่อใช้ในรูปแบบเชื้อเพลิง แต่จะเป็นการผลิตที่มุ่งเน้นให้เป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเพื่อต่อยอดธุรกิจปิโตรเคมีปลายน้ำและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในอนาคต หลังจากโครงการ CFP เสร็จสิ้น จะทำให้กำลังการกลั่นน้ำมันดิบของไทยออยล์เพิ่มขึ้นจาก 275,000 บาร์เรล เป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน
สำหรับงบลงทุนของไทยออยล์ในปี 2024 จะอยู่ที่ 700 ล้านดอลลาร์ โดย 560 ล้านดอลลาร์ จะใช้กับโครงการ CFP และอีก 140 ล้านดอลลาร์จะเป็นการปรับปรุงคุณภาพธุรกิจโรงกลั่น การพัฒนาโครงการ Digital Transformation และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่ม Productivity ของไทยออยล์
กลยุทธ์ 3C พิชิต Net Zero ในปี 2060
กุญแจสำคัญคือเทคโนโลยี CCS
บัณฑิต กล่าวว่า การตั้งเป้าหมายสู่ Net Zero Emission ในธุรกิจพลังงานและธุรกิจที่เกี่ยวกับสายการผลิต ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก ซึ่งไทยออยล์พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero Emission ในปี 2060 ด้วยกลยุทธ์ 3C เริ่มจาก
1. Cut Down Existing Emission : ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตในปัจจุบัน ซึ่งเป็น Priority ที่กลุ่มไทยออยล์พยายามจะดำเนินการให้ได้มากที่สุด ผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่องและการใช้เทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) เช่น เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capturing and Storage : CCS) และเทคโนโลยีการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และนำไปใช้ประโยชน์ (Carbon Capturing and Utilization : CCU)
บัณฑิต เน้นว่า กุญแจสำคัญคือ จะต้องสามารถดักจับคาร์บอนที่เกิดขึ้นจากการผลิตให้ได้ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน ยังมีพัฒนาการต่อเนื่อง ขณะที่ไทยออยล์ตั้งเป้า Carbon Neutrality ในปี 2050 และ Net Zero Emission ในปี 2060 ทำให้ ยังมีเวลากว่า 20 ปีในการเดินหน้าเรื่องนี้เต็มกำลัง โดยคาดว่า หลังปี 2030 เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนจะมีความเสถียรมากขึ้น
“ในกลุ่ม ปตท. มองเรื่องนี้ว่า จะต้องเกิดความร่วมมือกันเพื่อให้ได้ Economy of Scale ที่มีต้นทุนถูกลง โดยแนวทางคือแต่ละบริษัทจะดักจับคาร์บอน จากนั้นจะส่งคาร์บอนที่ดักจับได้มารวมกัน และส่งต่อมาตามท่อส่งหรือทางเรือ สู่ Terminal เพื่อนำไปกักเก็บลงสู่หลุมขุดเจาะน้ำมันดิบและก๊าซใต้ทะเล”
2. Compensate Residual Emission : ชดเชยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เหลืออยู่ผ่านโครงการปลูกป่าเพื่อคาร์บอนเครดิตและการจัดซื้อคาร์บอนเครดิตเพิ่มเติมหากจำเป็น
3. Control Future Emission : ควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติมในอนาคต ผ่านการแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจมูลค่าสูงและธุรกิจใหม่ที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ
“การพิชิตเป้าหมาย Net Zero Emission ในปี 2060 ถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก สิ่งที่จะทำให้เป้าหมายนี้เป็นความจริงได้ คือ เทคโนโลยี CCS โดยบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกาล้วนวางเดิมพันกับเทคโนโลยีนี้ เพราะเชื่อว่าเป็นกุญแจสำคัญของธุรกิจพลังงานในอนาคต”
มุ่งหน้าสู่องค์กร 100 ปี
ชูแนวคิด “คนสำราญ งานสำเร็จ”
บัณฑิต กล่าวว่า ปัจจุบันไทยออยล์มีอายุเข้าปีที่ 63 พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นองค์กร 100 ปี ด้วยการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งการไปถึงเป้าหมายองค์กร 100 ปี จะต้องมีการนำกรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาปรับใช้ และต้องผสานลงลึกไปถึงระดับ DNA ขององค์กร โดยเฉพาะการดูแลชุมชน สังคม และยกระดับชีวิต
ผู้คน เพื่อให้เติบโตไปด้วยกัน ซึ่งในมิติเหล่านี้ ไทยออยล์ ให้ความสำคัญมาโดยตลอด
ขณะที่เรื่องของการกำกับดูแลกิจการที่ดี ไทยออยล์มีการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ อย่างเคร่งครัด มุ่งดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม โปร่งใส พร้อมโครงสร้างและระบบที่คอยกำกับดูแล ติดตามและประเมินผลอย่างใกล้ชิด
จิ๊กซอว์สุดท้ายที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการเป็นองค์กร 100 ปี คือเรื่อง “เศรษฐศาสตร์” เพราะนอกจากดูแลสังคม ชุมชน ยกระดับชีวิตผู้คนแล้ว องค์กรจะต้องมีธุรกิจที่สร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม สามารถดูแลผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนทั้งภายในและภายนอกองค์กร และฟันเฟืองสำคัญที่จะทำให้ไทยออยล์ต่อจิ๊กซอว์ชิ้นนี้ได้สำเร็จคือบุคลากรทุกคน
“ทรัพยากรบุคคลถือเป็นจักรกลสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายองค์กร 100 ปี ผมเชื่อในแนวคิด “คนสำราญ งานสำเร็จ” หากงานสำเร็จแต่บุคลากรไม่มีความสุข องค์กรก็อยู่ไม่ได้ และถ้าบุคลากรสำราญอย่างเดียว งานไม่สำเร็จ องค์กรก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น ต้องทำให้บุคลากรมีความสุข และงานก็ต้องสำเร็จไปด้วยกัน”
บัณฑิต กล่าวในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ว่า ไทยออยล์ยังคงมุ่งมั่นในวิสัยทัศน์“สร้างสรรค์คุณภาพชีวิตด้วยพลังงานและเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน” สะท้อนความสำเร็จได้จากการได้รับคะแนนประเมินสูงสุดด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนจากการประเมินผล Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) ประจำปี 2023 เป็นปีที่ 8 ในอุตสาหกรรมการตลาดและการกลั่นน้ำมันและก๊าซ ได้รับการรับรองเป็นสมาชิก DJSI ต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 รวมถึงการได้รับรางวัลเกียรติยศแห่งความยั่งยืน (Sustainability Awards of Honor) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากงาน SET Awards 2023 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
นอกจากนี้ ได้รับรางวัลเกียรติยศด้านความยั่งยืนอีกหลายสถาบัน สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความมั่นใจ และเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย ที่มองว่าในระยะยาวไทยออยล์จะยังเติบโตต่อไป ด้วยการปรับตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
ทรัพยากรบุคคล ถือเป็นจักรสำคัญในการ ขับเคลื่อนเป้าหมายองค์กร 100 ปี ผมเชื่อในแนวคิด “คนสำราญ งานสำเร็จ” เพราะความสุขของพนักงานคือรากฐานของความสำเร็จ ที่ยั่งยืน หากงานสำเร็จแต่บุคลากรไม่มีความสุข องค์กร ก็อยู่ไม่ได้ และถ้าบุคลากรสำราญอย่างเดียว งานไม่สำเร็จ องค์กรก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น ต้องทำให้บุคลากร มีความสุข และงานก็ต้องสำเร็จไปด้วยกัน
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนสิงหาคม 2567 ฉบับที่ 508 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/