spacesunday เอเวอเรสต์ในเทือกเขาหิมาลัย สูงกว่าที่ควรจะเป็น และยังสูงขึ้นได้อีก
#SPACESUNDAY เทือกเขาหิมาลัย ที่อยู่ของยอดเขาเอเวอเรสต์ที่กำลังสูงขึ้นเรื่อย ๆ และ ‘สูงกว่าที่ควรจะเป็น’
ภาพนี้ถูกถ่ายโดย Don Pettit นักบินอวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติหรือ ISS เมื่อเดือนพฤษภาคม 2012 โดยถ่ายออกมาเป็นภาพมุมกว้างของเทือกเขาหิมาลัยที่ทอดยาวกว่า 2,500 กิโลเมตรในระดับที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง
ในภาพเราจะเห็นที่ราบลุ่มแม่น้ำสินธุ-คงคาอยู่ด้านล่างของภาพ และมีที่ราบสูงทิเบตอยู่ด้านบนพร้อมกับทะเลสาบอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเทือกเขาแห่งนี้ได้หล่อเลี้ยงทุกชีวิตที่อยู่ใกล้เคียงมาเป็นเวลาหลายล้านปีด้วยการพัดพาทั้งน้ำและตะกอนอันอุดมสมบูรณ์ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือตามรายงานใหม่ที่พึ่งเผยแพร่บนวารสาร Naure Geoscience เผยให้เห็นว่าระบบแม่น้ำดังกล่าวเหล่านั้น ทำให้ยอดเขาเอเวอเรสต์สูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น โดยนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า แม่น้ำอรุณที่ถูก ‘กลืนกิน’ ด้วยแม่น้ำโคสี ได้กัดเซาะมวลหินมหาศาลใต้เอเวอเรสต์ซึ่งทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า การดีดกลับแบบ isostatic rebound
“มันเหมือนกับการโยนสินค้าลงจากเรือ” Adam Smith นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน กล่าว “เรือจะเบาลงและลอยสูงขึ้นเล็กน้อย ในทำนองเดียวกันเมื่อเปลือกโลกบางลง ก็สามารถลอยสูงขึ้นได้เล็กน้อย
กล่าวคือ โดยปกติแล้วแผ่นเปลือกโลกของเราจะ ‘ลอย’ อยู่บนชั้นแมนเทิลของโลก ซึ่งจะคอยดันแผ่นเปลือกโลกของเราอยู่ตลอดเวลา แต่ในบริเวณดังกล่าวนั้นถูก ‘กดทับ’ โดยเทือกเขาหิมาลัยในระดับที่สมดุลกัน แต่เมื่อแม่น้ำเข้าไปกัดเซาะหินที่อยู่ใต้เอเวอเรสต์แล้วพัดออกไป
มวลปริมาณหลายล้านตันที่คอยกดทับไว้หายไป ชั้นแมนเทิลของโลกจึงค่อย ๆ ดันเอเวอเรสต์ให้สูงขึ้น เหตุการณ์ดังกล่าวพึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 89,000 ปีก่อนและยังส่งต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ตามข้อมูล GPS ระบุว่าทุกวันเอเวอเรสต์เองก็ยังคงสูงขึ้นในอัตรา 0.08 นิ้วต่อปี
“ปฏิสันพันธ์ระหว่างการกัดเซาะของแม่น้ำอรุณและแรงดันที่ดันขึ้นของชั้นแมนเทิลโลก ทำให้เอเวอเรสต์ถูกผลักดันและดันให้สูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น” ดร. Xu Han หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว “การวิจัยของเราแสดงให้เห็นว่าเมื่อระบบแม่น้ำใกล้เคียงกัดเซาะลึกยิ่งขึ้น การสูญเสียวัตถุจะทำให้ภูเขาสูงขึ้น” Smith เสริม
ธรรมชาติยังคงมีแต่เรื่องที่น่าทึ่งอยู่เสมอ ใครจะไปคาดคิดว่าแม่น้ำที่ดูแทบจะมองไม่เห็นในภาพถ่ายใบนี้สามารถสั่นสะเทือนยอดเขาที่สูงกว่า 8,849 เมตรนี้
ที่มา
https://www.nature.com/articles/s41561-024-01535-w
https://earthobservatory.nasa.gov/…/himalayas-near-and-far
Photo: NASA Earth Observatory