โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจรีไซเคิลรับแรงกระแทก รัฐบาลแบนนำเข้าเศษพลาสติก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 พ.ค. 2566 เวลา 03.19 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2566 เวลา 03.19 น.

คอลัมน์ : ระดมสมอง ผู้เขียน : สุคนธ์ทิพย์ ชัยสายัณห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS

เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2566 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการห้ามนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศ หลังปี 2568 เป็นต้นไป โดยในปี 2566 และปี 2567 ภาครัฐจะยังผ่อนผันการนำเข้าเศษพลาสติกในพื้นที่เขตปลอดอากร

เฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม 14 แห่งที่กำหนด ได้แก่ โรงงานทั้งหมดที่ใช้เศษพลาสติกเป็นวัตถุดิบในการผลิตเพื่อส่งออก ที่ตั้งอยู่ในเขตปลอดอากรให้นำเข้าได้ 100% และไม่เกิน 50% ของความสามารถในการผลิตจริง หรือ 372,994 และ 186,497 ตันต่อปี ตามลำดับ

รวมทั้งผ่อนผันการนำเข้าเศษพลาสติกในพื้นที่ทั่วไป เฉพาะกรณีที่ไม่มีเศษพลาสติกภายในประเทศ หรือมีปริมาณไม่เพียงพอ สำหรับเป็นวัตถุดิบในการผลิตเท่านั้น ก่อนจะยกเลิกการนำเข้าเศษพลาสติกทั้งหมดในปี 2568

มาตรการห้ามนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานพลาสติกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากโรงงานรีไซเคิลจะรับซื้อขยะพลาสติกภายในประเทศ ร่วมกับการนำเข้าเศษพลาสติกเพื่อนำมาผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล

ซึ่งในช่วงปี 2556-2560 ไทยใช้เศษพลาสติกนำเข้าจากต่างประเทศมาแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลเฉลี่ยราว 8 หมื่นตันต่อปี หรือราว 15% ของเศษพลาสติกรีไซเคิลทั้งหมด แต่ในปี 2565 ไทยนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 13%YOY มาอยู่ที่ 1.79 แสนตัน หรือราว 25% ของเศษพลาสติกรีไซเคิลทั้งหมด

Krungthai COMPASS คาดว่าผลกระทบจากมาตรการห้ามนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศ กอปรกับราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มลดลง จะทำให้ราคารับซื้อขยะพลาสติกของโรงงานรีไซเคิลในปี 2568 อยู่ในช่วง 14.8-15.8 บาทต่อกิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้น 10-17% เมื่อเทียบกับราคารับซื้อขยะพลาสติกในปี 2565 โดยราคารับซื้อขยะพลาสติกที่ปรับตัวขึ้นจะส่งผลบวกต่อธุรกิจร้านรับซื้อของเก่าที่ขายให้โรงงานรีไซเคิล

แต่คาดว่าจะส่งผลลบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจโรงงานรีไซเคิลลดลงราว 10% ต่อกิโลกรัม และในระยะสั้น ผู้ประกอบการธุรกิจอาจเผชิญภาวะอุปทานขยะพลาสติกตึงตัว

อย่างไรก็ดี หากไทยมีระบบจัดการขยะพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่าปริมาณขยะพลาสติกภายในประเทศจะสามารถชดเชยปริมาณเศษพลาสติกนำเข้าและเพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศสูงถึงราว 1.2-1.4 แสนล้านบาทต่อปี เนื่องจากในแต่ละปีไทยมีปริมาณขยะพลาสติกหลังการบริโภคเฉลี่ยมากถึง 2-2.5 ล้านตัน

แต่ขยะพลาสติกเหล่านี้ถูกนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพียง 20% หรือประมาณ 5 แสนตันต่อปีเท่านั้น สอดคล้องกับอัตราการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ (recycling rate) ของไทยยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ

อีกทั้งมาตรการห้ามนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศมีแนวโน้มจะเป็นแรงผลักดันให้ภาครัฐส่งเสริมการใช้ขยะพลาสติกภายในประเทศมากขึ้น และจะทำให้ขยะพลาสติกที่ยังไม่ได้นำกลับมาใช้ประโยชน์อีกประมาณ 1.5-2 ล้านตันต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติกประเภท PET, PE และ PP ที่มีอยู่จำนวนมากภายในประเทศ สามารถเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อีกจำนวนมาก ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการนำเข้าของภาคอุตสาหกรรมที่ราว 6.8 แสนตันต่อปี ในปี 2568

นอกจากนี้ หากผู้ประกอบการของไทยนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ 100% ภายในปี 2570 หรือราว 1.5 ล้านตันต่อปี ตามเป้าหมาย roadmap การจัดการขยะพลาสติกของภาครัฐจะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 1.55 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกป่า 130 ล้านต้น คิดเป็นพื้นที่ป่า 1.3 ล้านไร่ หรือราว 1.3 เท่าของพื้นที่กรุงเทพฯ

เนื่องจากการนำขยะพลาสติกภายในประเทศกลับมารีไซเคิลจะช่วยลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงในการผลิตวัตถุดิบตั้งต้นใหม่ (virgin material) รวมทั้งช่วยลดการฝังกลบ หรือการเผาขยะพลาสติก

Krungthai COMPASS แนะนำผู้ประกอบการรีไซเคิลพลาสติกจำเป็นต้องวางแผนจัดหาขยะพลาสติกภายในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่พึ่งพาการนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง รวมทั้งต้องเริ่มปรับตัวในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกให้สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ 100% ขณะที่ภาครัฐควรมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้ประชาชนคัดแยกขยะจากต้นทางอย่างจริงจัง

รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการรีไซเคิล และส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลขยะพลาสติกเพื่อการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ควรออกมาตรการส่งเสริมการใช้ขยะพลาสติกภายในประเทศ เช่น

มาตรการกำหนดสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิลขั้นต่ำ (recycled content) ในการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มหันมาใช้พลาสติกรีไซเคิลภายในประเทศมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...