โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

กลยุทธ์คัดหุ้นเข้าพอร์ตอย่างไรไม่ให้ซ้ำรอย STARK

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 ก.ค. 2566 เวลา 07.56 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2566 เวลา 11.01 น.

คุยบทเรียนกรณีหุ้น STARK พร้อมกลยุทธ์คัดหุ้นเข้าพอร์ตอย่างไรไม่ให้ซ้ำรอย STARK กับ “ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่น พาทเนอร์ จำกัด

วันที่ 3 กรกฎาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์หุ้น STARK ขึ้นก็ทำให้ตลาดเกิดการแตกตื่นเป็นอย่างมาก เพราะว่าต้องบอกว่าหุ้น STARK ก่อนหน้านี้เคยถูกลิสต์อยู่ใน SET100 ก็เรียกว่าเป็นหุ้นขนาดใหญ่เลย แต่ว่าการที่เป็นหุ้นขนาดใหญ่ก็ไม่ได้การันตีการดำเนินงานที่ต่อเนื่อง

ซึ่งทำให้ตลาดมีความกังวลทำให้ต้องลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนเกณฑ์กันครั้งใหญ่เลย ซึ่งบทเรียนที่เราได้ในครั้งนี้ของการเกิดเหตุการณ์หุ้น STARK จะเป็นอย่างไร รวมถึงนักลงทุนจะต้องลงทุนต่ออย่างไร มีวิธีในการเลือกหุ้นต่าง ๆ อย่างไรเพื่อไม่ให้ซ้ำรอยกับเหตุการณ์หุ้น STARK ในครั้งนี้

ประชาชาติเวลท์ EP.นี้ ร่วมพูดคุยกับ “ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่น พาทเนอร์ จำกัด

Q : ภาพรวมหุ้น STARK จนมาถึงตอนนี้มองต่ออย่างไรใกล้จะจบลงหรือยัง

ก็จริง ๆ มันจบแล้วนะครับ ได้ข้อสรุปไปในเบื้องต้นแล้วว่าผู้ที่ลงทุนทั้งในตัวตราสารทุน ในส่วนของหุ้นสามัญและในส่วนของหุ้นกู้ รวมไปถึงสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อให้กับ STARK ไปก็ต้องเจ็บและต้องจุก จุกมาก ๆ มันก็ได้ข้อสรุปในเบื้องต้น แต่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะมีผู้กระทำผิด มีการฉ้อฉล มีการทุจริตอย่างไรบ้าง อันนี้อยู่ระหว่างการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตัวกองปราบปรามอาชญากรรมทางด้านเศรษฐกิจ ต้องเป็นคนที่เข้ามาจัดการในการสืบสาวราวเรื่องอีกทีหนึ่ง

แล้วจะผิดอะไรได้บ้างไหม แน่นอนว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ต้องเร่งในเรื่องของการเข้าไปตรวจสอบ และก็มันก็มีความผิดในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการตกแต่งบัญชี ก็จะผิดในส่วนของ พ.รบ.หลักทรัพย์ ก็จะต้องมีการแจ้งฟ้องทางแพ่งแล้วก็ทางคดีอาญาไหม ซึ่งทางคดีอาญาก็ต้องไปเชื่อมกับ DSI และกองปราบปรามอาชญากรรมทางด้านเศรษฐกิจอีกทีหนึ่ง ก็คงต้องรอ

แล้วก็กระบวนการที่จะปกป้องนักลงทุนอะไรได้บ้าง ผมคิดว่าตอนนี้มันมาถึงขั้นที่ STARK ต้องคุยกับบรรดาเจ้าหนี้ เจ้าหนี้ประกอบไปด้วยใครบ้าง ก็ประกอบไปด้วยสถาบันการเงินแล้วก็ผู้ถือหุ้นกู้ต่าง ๆ ก็คงต้องมานั่งคุยกันว่า ทรัพย์สินของ STARK ทั้งหมดที่มีอยู่ตอนนี้จะสามารถกลับไปดำเนินการแล้วก็ก่อให้เกิดรายได้และเอาเงินมาชำระคืนในอนาคตได้ไหม ถ้าเจ้าหนี้คิดว่าทำได้ ซึ่งเจ้าหนี้ตอนนี้มีอำนาจสูงสุดอยู่แล้วเพราะว่าส่วนของนักลงทุนติดลบถูกไหมครับ

เพราะฉะนั้นอำนาจในการจัดการกับกิจการมันเป็นอำนาจของเจ้าหนี้ ซึ่งถ้าเจ้าหนี้เขาคิดว่าประชุมกันแล้ว เจ้าหนี้โหวตกันแล้ว คิดว่าอยากให้ STARK ดำเนินกิจการต่อก็ให้ STARK เข้าสู่แผนฟื้นฟู แต่ถ้าสมมติคิดว่าไม่ไหว บรรดาเจ้าหนี้ก็ต้องยื่นฟ้องล้มละลาย STARK เพื่อขอพิทักษ์ทรัพย์ พิทักษ์ทรัพย์เสร็จ ศาลท่านก็ใช้เวลาไต่สวนสักพักหนึ่ง แล้วก็เมื่อมีคำสั่งว่าพิทักษ์ทรัพย์นะ เอาทรัพย์สินต่าง ๆ ให้มาขายทอดตลาดเพื่อชำระคืนหรือเกลี่ยคืนกับเจ้าหนี้แต่ละคน ก็จะเป็นขั้นตอนนั้นแต่ก็ต้องกินระยะเวลาพอสมควร

ส่วนเรื่องของ STARK มันเหมือนจะจบไปแล้ว แต่ว่ามันได้ทิ้งรอยบาดแผลเอาไว้เยอะ คือคำว่าจบในที่นี้คือรู้ว่าต้องไปทางไหน ยังไง แต่ว่าเขาได้สร้างรอยบาดแผลครั้งใหญ่ไว้ เพราะว่าหลังจากที่มีการเปิดงบฯออกมางบฯปี 2565 มันเห็นได้ชัดว่ามีการตกแต่งบัญชีตั้งแต่ปี 2563-2565 การตกแต่งบัญชีจริง ๆ แล้วมันจะมีอยู่ 2 เป้าหมาย อันที่หนึ่งก็คือ ปั่นราคาหุ้น ถ้างบฯออกมาสวย หุ้นมันก็จะได้ขึ้นเยอะ ใช่ไหมครับ

หรือกรณีที่สองก็คือตกแต่งบัญชีนำมาซึ่งการสร้างความน่าเชื่อถือ สร้างภาพลักษณ์เพื่ออะไร เพื่อที่จะได้ไปหลอกคนอื่นเขาให้มาร่วมลงทุนด้วย ซึ่งในกรณีที่สอง ร้อยวันพันปีจะเห็นทีหนึ่ง เพราะว่ามันเป็นเรื่องคดีอาญา เป็นการฉ้อโกง ถ้าเกิดคุณจะทำแบบข้อที่สองแล้วเรื่องมันใหญ่ ถ้าเกิดคุณจะทำทีหนึ่ง ถ้าเรื่องมันแตกขึ้นมา โดนเยอะมาก แล้วด้วยความที่ไซซ์ใหญ่ มันก็จะทำให้คนเสียหายเยอะมาก ๆ เป็นวงกว้าง เขาถึงไม่ได้ทำกันเพราะมันรุนแรง เพราะมันรุนแรงมาก ๆ เขาเลยไม่ทำ แต่ถ้าจะมีการทำตกแต่งบัญชี เขาเลยเป็นข้อหนึ่งกันคือเน้นไปที่ง่ายต่อการสร้างราคาหุ้น

ทีนี้พอมันเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับ STARK ความน่ากลัวมันอยู่ตรงที่ว่า ถ้ามันเกิดสมมติว่าปลายปีที่แล้ว (2565) เขาไม่ได้ เฉลยเรื่องออกมาด้วยการยักยอกเงินออกไป ไม่มีการโอนถ่ายเงินไปจ่ายค่าสินค้าล่วงหน้า ผู้ตรวจสอบบัญชีอาจจะยังให้ผ่านเพราะผู้ตรวจสอบบัญชีก็ยังไม่รู้ว่าจะมีปัญหาขนาดนี้ มันเป็นเรื่องยากที่คุณจะบอกว่า STARK มีการตกแต่งบัญชี เพราะว่าถ้าผู้ตรวจสอบบัญชีเขาเห็นรายการลูกหนี้การค้า แต่ลูกหนี้การค้ามันมีตัวตน ก็บริษัทนี้ยืนยันว่าซื้อของจาก STARK จริง อันนี้จะไปทำอะไรได้เข้าใจความหมายไหมครับ ผู้ตรวจสอบบัญชีก็อาจจะให้ผ่าน

แต่รอบนี้ที่มันเรื่องแดงเพราะว่าพอมันมีเส้นทางทางการเงินที่มันโยกออกไป โยกเงินออกไป ผู้ตรวจสอบบัญชีอาจจะมองว่าไม่ไหว แบบนี้ไม่ได้ พอไม่ได้ งบการเงินก็ไม่ผ่าน เรื่องมันก็เลยแดง โดยสรุปแล้วถ้าเขาไม่ได้มีการโยกเงินออกไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ป่านนี้เราอาจจะยังไม่รู้เลยก็ได้ ว่ามีการตกแต่งบัญชีเกิดขึ้น อันนี้แหละที่มันน่ากลัว แล้วบริษัทอื่น ๆ ตกแต่งบัญชีขนาดไหน มีอีกกี่บริษัทที่เป็นแบบนี้ มันก็ทำให้เราเกิดความไม่สบายใจกับอีกหลาย ๆ บริษัทที่ก่อนหน้านี้ที่บริษัทต่าง ๆ เคยกำไรเวอร์ ๆ โตแบบน็อนออร์แกนิกอย่างนี้ โตแบบขยายไปควบรวมกิจการโน่นนั่นนี่ เพิ่มทุนพวกนี้ของจริงไหม

Q : ในอดีตมันก็มีแบบกรณีแบบนี้เกิดขึ้นหลาย ๆ ครั้ง มองว่าหุ้น STARK รอบนี้บทเรียนที่ได้ต่างจากที่เกิดมาครั้งก่อน ๆ ไหม

ในอดีตมันไม่ได้รุนแรงแบบนี้ แต่อาจจะมีคล้าย ๆ เช่น บมจ.กรุ๊ปลีส ก็จะมีโยกเงินออกไปบ้าง แต่ว่ามันไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบเพิ่มทุน ขอวงเงินสินเชื่ออะไรเยอะขนาดนี้ คือถ้าจะให้เปรียบเทียบ STARK ในอดีตก็มีอย่าง บมจ.กรุ๊ปลีส หรือตกแต่งบัญชีอย่างเช่นสมัยก่อนก็เป็น บมจ.ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น หลาย ๆ บริษัทก็มีแต่ว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่แบบว่ารุนแรง เพราะว่าเล่นใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ หนี้ทั้งหมดมัน 20,000 กว่าล้านบาท เกือบ 30,000 ล้านบาท ถ้ารวมความเสียหายจากคนที่ถือหุ้นสามัญด้วยก็ไม่รู้กี่หมื่นล้านบาท 40,000-50,000 ล้านบาท มันรุนแรงมากรอบนี้

Q : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีการปรับกฎเกณฑ์การรับหลักทรัพย์ใหม่ การเพิกถอน การขึ้นเครื่องหมายเพิ่มของเขา มองว่าจะเข้ามาช่วยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้น้อยลงบ้างไหม

ผมว่ากฎเกณฑ์ปัจจุบันมันดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องเข้มงวดในการบังคับใช้กฎเกณฑ์เท่านั้น กฎเกณฑ์ปัจจุบันแค่นี้คนที่เขาไม่ได้จะทุจริตก็หายใจกันไม่ออกอยู่แล้ว คือต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า ตัวกฎเกณฑ์ผมว่ามันไม่ได้มีปัญหา มันก็จะมีการพัฒนาไปตามยุคตามสมัย แต่ว่ามันอยู่ที่คนที่ขับเคลื่อนตรงนี้มันอาจจะต้องไวกว่านี้ สปีดในเรื่องของการที่จะจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วก็การเข้าไปดับไฟก่อนตั้งแต่แรกหรือการแจ้งเตือนที่จะมีประสิทธิภาพมากกว่าปัจจุบัน

Q : หลังจากนี้จะลงทุนยังไงต่อหรือมีวิธีในการเลือกหุ้นที่จะได้ไม่ซ้ำรอย STARK

การเลือกหุ้นรวมไปถึงการลงทุนในหุ้นกู้ด้วยนะครับ อย่างแรกเราต้องระแวงพวกกลุ่มบริษัทที่เติบโตแบบน็อนออร์แกนิกก่อน การเติบโตแบบน็อนออร์แกนิกก็คือการเติบโตด้วยการแผ่กิ่งก้านอย่างรวดเร็ว ต้องการเร่งเคลื่อนปั่นกำไรให้ได้อย่างรวดเร็วแบบนี้อันนี้มันเสี่ยง เพราะว่าการเติบโตแบบน็อนออร์แกนิกมันจะโตได้จากการควบรวมกิจการชาวบ้านเขา Backdoor Listing และก็ควบรวมอะไรก็ได้ที่จะเร่งโต ถ้าเราจะเอากิจการอะไรเราต้องเอากิจการที่มันเติบโตด้วยลำต้น เติบโตแบบออร์แกนิก เติบโตด้วยกิจการของตัวเองจริง ๆ ซึ่งมันผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ มันเป็นการพิสูจน์แล้วว่าผู้บริหารมีฝีมือ

แล้วก็เราก็ต้องระแวดระวังด้วยว่าพวกบรรดาบริษัทที่มันแบบว่ามีการขอเพิ่มทุนเพื่อที่จะได้ไปลงทุนเพิ่มแบบนี้ไม่โอเค บริษัทที่ดีคือควรที่จะต้องเก็บสะสมกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่มากพอ จนสุดท้ายแล้วก็เอาไปลงทุนเพิ่มได้ ไม่ใช่แบบว่ามารบกวนกระแสเงินสดจากนักลงทุนเรื่อย ๆ แบบนี้ก็ไม่โอเค

Q : ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเวลาจะกลับมา ใช้เวลานานไหม กว่าจะกลับมาซื้อขายได้ปกติหรือเลิกกังวลเรื่องนี้ไป

จริง ๆ แล้วเรื่องนี้แป๊บเดียว โดยตามหลักแล้วมันจะแป๊บเดียว แต่ว่ารอบนี้มันอาจจะหนักหน่อยกับตลาดหุ้นไทย เพราะมันมีเรื่องอื่น ๆ ประกอบ คือมันมีทั้งเรื่องความไม่น่าเชื่อถือเกิดขึ้นแล้วนะ การขาดความเชื่อมั่น ภาพของประเทศก็เติบโตต่ำ โครงสร้างของตลาดตอนนี้คุณจะลงทุนยังไง เก็งกำไรยังไง ก็สะท้อนไปถึงความอับเฉาของตลาด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...