โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แผ่นดินไหวครั้งนี้…บางคู่รักกันมากขึ้น แต่บางคู่ขอเลือกยุติความสัมพันธ์ เพราะ Support System ที่ดีจาก ‘คนรัก’ “สำคัญมาก” ต่อสภาพจิตใจในช่วงภาวะวิกฤต

Mirror Thailand

อัพเดต 01 เม.ย. 2568 เวลา 14.32 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. 2568 เวลา 12.11 น.
ภาพไฮไลต์

“แผ่นดินไหวทำให้รู้ว่าใครรักและเป็นห่วงเราบ้าง”
“แผ่นดินไหวทำให้เรากล้าทักไปหาแฟนเก่า / คนคุยเก่า”
“เราเลิกกับแฟนเพราะแผ่นดินไหว”
“เรารักและเข้าใจกันมากขึ้นเพราะแผ่นดินไหว”
“แผ่นดินไหวทำให้ตัดสินใจไม่ไปต่อในความสัมพันธ์ไม่ชัดเจนและท็อกซิก”
“แผ่นดินไหวทำให้อยากทำดีกับคนที่รักมากขึ้น จะได้ไม่เสียใจทีหลัง”
ฯลฯ

ในช่วงภาวะวิกฤตที่ผ่านมา มีทั้งคนใกล้ตัวเราและคนในโซเชียลมีเดีย ออกมาแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวเองว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้ ทำให้ได้เรียนรู้อะไรอย่างมากในความสัมพันธ์ หลายคนได้รู้ว่า ใครคือคนแรกๆ ที่เรานึกถึงในช่วงเวลานั้น ซึ่งอาจจะใช่หรือไม่ใช่คนที่กำลังอยู่ในความสัมพันธ์โรแมนติกก็ได้…ใครคือคนที่นึกถึงเราบ้าง ซึ่งอาจจะใช่หรือไม่ใช่คนที่อยู่ในความสัมพันธ์โรแมนติกก็ได้เช่นกัน…และเหตุการณ์ครั้งนี้ได้ทำให้หลายคนกลับมาทบทวนความสัมพันธ์ว่าคนที่เรารัก เขาปฏิบัติหรือดูใจเราอย่างไรบ้างในสภาวะที่เรากำลังหวาดกลัวหรือเสียขวัญ และแน่นอนต้องรวมถึงวิธีที่เราปฏิบัติและห่วงใยอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน ซึ่งนำไปสู่การที่หลายคู่รักรู้สึกรักและผูกพันกันมากขึ้น ขณะเดียวกันจากเหตุการณ์ครั้งนี้ก็มีหลายคู่รู้สึกผูกพันน้อยลง รักกันน้อยลง เสียความรู้สึกจากการที่อีกฝ่ายไม่ได้เป็นห่วงความรู้สึกเราเท่าที่ควร จนถึงมองว่า ถ้ามีแล้วเหมือนไม่มี สู้ไม่มีไปเลยดีกว่า จึงตัดสินใจเลิกรากันในที่สุด

ภายใต้สถานการณ์ตึงเครียด Support System นั้นสำคัญมาก เพราะมันส่งผลต่อความมั่นคงทางอารมณ์และความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ โดย ดร. George S. Everly, Jr. ผู้เป็นนักจิตวิทยา เคยพูดถึงประเด็นนี้ไว้ว่า “ภัยพิบัติและเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ต่างๆ สามารถก่อให้เกิดความเครียดอย่างมาก พวกเขามักจะดึงสิ่งที่ดีที่สุดในผู้คนและแย่ที่สุดออกมา” นั่นจึงส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทั้งในทางที่ดีและทางที่ไม่ดีได้อย่างแน่นอน ซึ่งแน่นอนว่ามันมีผลต่อการตัดสินใจของเราไปด้วย

Toby French ผู้เป็นนักบำบัด ตั้งข้อสังเกตว่า หากก่อนหน้านี้เรารู้สึก ‘ไม่มั่นคง’ ในความสัมพันธ์โรแมนติกอยู่แล้ว ยิ่งมีแนวโน้มที่ช่วงภัยพิบัติแบบนี้จะช่วยให้เราได้คำตอบแน่ชัดขึ้นว่าจะเอายังไงต่อไปดี เธอกล่าวว่า “หากคุณรู้สึกไม่มั่นคงและไม่ปลอดภัยในตัวเองและพาร์ทเนอร์อยู่แล้ว ก็มีโอกาสที่คุณอาจรู้สึกไม่ปลอดภัยและไม่แน่ใจในตัวเองและพาร์ทเนอร์ของเรามากขึ้นไปอีก” เพราะผลกระทบของ traumatic event ลักษณะนี้ จะทำให้เราพิจารณาว่า “เรารู้สึกสูญเสียความใกล้ชิด และสูญเสียความรู้สึกสบายใจไปหรือเปล่า เมื่อเรารู้สึกไม่ปลอดภัยและไม่มั่นคง หรือ เมื่อแฟนของเราปลีกตัวไปจากเรา หรือดูเหมือนจะทำให้ความรู้สึกมันแย่ลงไปอีก เมื่อมองให้ลึกลงไป เราอาจกำลังรู้สึกไร้ที่พึ่งและโดดเดี่ยว” เนื่องจากถ้าเรารู้สึกปลอดภัยทางจิตใจมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งจะรู้สึกผ่อนคลายและรู้สึกได้รับความรัก ความห่วงใย และเยียวยาเราจากความเศร้าในช่วงภาวะวิกฤต

นั่นจึงมีงานวิจัยออกมารองรับอยู่บ้างว่า การที่คู่รักซัพพอร์ตทางใจซึ่งกันและกันจะทำให้ความรักความสัมพันธ์ของพวกเขาแน่นแฟ้นขึ้น ยกตัวอย่าง งานวิจัยจาก University of Texas at Austin ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science ซึ่งสำรวจคู่รัก 231 คู่ ในเมืองฮิวสตัน ก่อนและหลังพายุเฮอริเคนฮาร์วีย์ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพวกเขา พบว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติสามารถทำให้คู่รักที่แต่งงานแล้วใกล้ชิดกันมากขึ้น (หรืออย่างน้อยๆ ก็ช่วยได้ชั่วคราว) ซึ่งได้เซอร์ไพรส์นักวิจัย เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาพบว่าความเครียดในชีวิตประจำวัน ทำให้คู่รักประสบกับ ‘Stress Spillover’ หรือความเครียดที่ล้นทะลักออกมา ซึ่งสามารถลดความพึงพอใจในความสัมพันธ์ได้ แต่เมื่อมาสู่ช่วงภาวะวิกฤตจริงๆ หลายคู่กลับมองเห็นความสำคัญของกันและกันมากขึ้น

“ภัยพิบัติทางธรรมชาติสามารถทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น ผู้คนเรียนรู้ว่าคนรักของตัวเองนั้นสำคัญต่อพวกเขามากแค่ไหน” Hannah Williamson นักวิจัยและผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านพัฒนาการมนุษย์และวิทยาศาสตร์ครอบครัว ที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส กล่าว

ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่าจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ในไทย ถึงทำให้หลายคนรู้สึกรักแฟนตัวเองมากขึ้น เมื่อเห็นถึงความใส่ใจดูแลขณะที่ต้องหนีภัยด้วยกัน หรือในคู่ที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ได้รับรู้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจโทร.มาหาทันที หรือถ้าไม่สะดวกโทร.มาในตอนนั้น ก็มีข้อความแสดงความเป็นห่วงที่ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังมีบางคน ที่รอแล้วรออีกว่าแฟนจะโทร.หาหรือเปล่า ซึ่งก็เป็นประเด็นที่น่าตั้งคำถามเหมือนกันว่า ทำไมเราถึงไม่เป็นคนที่โทร.ไปเอง? เพราะการคาดหวังให้อีกฝ่ายเป็นไปตามที่คาดหวัง แต่ตัวเองไม่ได้เป็นห่วงเป็นใยเขา อันนั้นก็อาจไม่ถูกเท่าที่ควร แต่หากกรณีที่เราโทร.ไปแล้ว แต่เขาไม่ได้มีท่าทีแสดงความห่วงใย อันนั้นก็คงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่บางคนเก็บมาพิจารณาความสัมพันธ์ หรือปฏิเสธได้ยากว่าเราจะรู้สึกว่ามีแต่ตัวเองฝ่ายเดียวที่เป็นห่วงอีกฝ่าย คอยปลอบอีกฝ่ายอยู่ฝ่ายเดียว

ความสัมพันธ์ที่ทำให้รู้สึก ‘ไม่เท่ากัน’ ทางด้านความรู้สึกแบบนี้ ส่งผลต่อการตัดสินใจให้หลายคนเลือกตัดความสัมพันธ์ แล้วขอมาโฟกัส ‘ตัวเอง’ ซึ่งในแง่หนึ่งก็เป็นวิธีที่แสดงให้เห็นว่าเราเข้มแข็งมากแค่ไหนในช่วงภาวะวิกฤตเหมือนกัน จนถึงบางคนที่อยู่ในความสัมพันธ์ไม่ชัดเจน ในช่วงเวลาที่เรารู้สึกหวาดกลัวหรือกระทั่งต้องการความปลอดภัยทางอารมณ์มากๆ ก็อาจผลักดันให้เรามีความกล้าที่จะขอความชัดเจน บางคู่ก็อาจได้ความชัดเจนกลับมาจากอีกฝ่าย แต่บางคู่ก็อาจได้รู้ว่า อีกฝ่ายยังไม่พร้อมชัดเจน และทำให้เราตัดสินใจได้ต่อว่าจะอยู่หรือจะไป

รวมถึงบางคนที่ยังมีความห่วงใยต่อคนเก่าๆ ก็ใช้โอกาสนี้ทักไปแสดงความเป็นห่วง ซึ่งบางคนก็ทำให้ได้กลับมาสานสัมพันธ์ แต่บางคน ถ้าความรู้สึกไม่ตรงกันแล้ว จะจูนกี่ครั้งก็อาจจะไม่ติด และเราก็คงต้องกลับมาดูแลตัวเองต่อไป

ซึ่งสำหรับหลายคนที่ตัดสินใจยุติความสัมพันธ์กันไปหมาดๆ ในช่วงเหตุการณ์แผ่นดินไหว เราขอส่งกำลังใจ และขอยืนยันว่า คุณมีคุณค่ามากพอ และสามารถใช้ชีวิตที่ดีได้ต่อไป คนที่เหมาะกับเราจริงๆ และพร้อมอยู่เคียงข้างเราทั้งยามสุขและยามเศร้าอาจรออยู่ข้างหน้า อย่างน้อยๆ ตอนนี้คุณก็รักตัวเองมากพอที่จะกล้าออกจากความสัมพันธ์ที่ไม่สบายใจได้แล้ว

อ้างอิง:

https://www.psychologytoday.com/us/blog/when-disaster-strikes-inside-disaster-psychology/201804/relationships-under-stress

https://psychologyeverywhere.com/articles/how-a-natural-disaster-i-e-wildfires-can-affect-your-relationships/

https://www.sciencedaily.com/releases/2021/10/211026124255.htm

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...