โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

ส้มโอเมืองแพร่ ผลไม้ดี มีคุณภาพ จากอดีตถึงปัจจุบัน ตลาดยังตอบรับดี

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 25 ธ.ค. 2563 เวลา 04.41 น. • เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2563 เวลา 04.41 น.

ส้มโอเมืองแพร่ เคยเป็นข่าวคราวถูกเสนอผ่านสื่อกระแสหลัก และสื่อท้องถิ่นช่วงปี พ.ศ. 2557-2560 นั่นคือ ข่าวส้มโอกลิ่นคล้ายใบเตย มีรสชาติเหมือนมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งพบโดยบังเอิญเพียงต้นเดียวที่สวนของเกษตรกรบ้านน้ำจ้อม ตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ ต่อมาส้มโอดังกล่าวได้ตั้งชื่อว่า ส้มโอหอมวิรุณ เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าของต้นส้มโอ ส้มโอหอมวิรุณ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาเพื่อขยายผล

หากย้อนไปในอดีตกว่า 50 ปี ส้มโอเมืองแพร่มีการเพาะปลูกกันมาเมื่อก่อนปี พ.ศ. 2513 ส่วนจะเป็นส้มโอสายพันธุ์อะไรนั้นไม่ได้มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ผู้เขียนก็ได้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกร รุ่นปู่ รุ่นย่าของชาวเมืองลองผู้ซึ่งปลูกส้มโอกันมาตั้งแต่เริ่มทำการเกษตรไม้ผลจากการสืบเสาะประวัติทราบว่า พ่อเลี้ยงวงศ์  ชมพูมิ่ง ชาวเมืองแพร่ ได้นำต้นพันธุ์ส้มโอขาวน้ำผึ้งมาปลูกไว้ที่สวนอำเภอลอง และได้แบ่งปันกิ่งพันธุ์ให้กับเกษตรกรในท้องถิ่นนำไปปลูกขยายพันธุ์ต่อๆ กันไปจนแพร่หลาย

ส้มโอเมืองลอง ปลูกกันมาไม่น้อยกว่า 40 ปี

โดยภาพรวมแล้ว จังหวัดแพร่มีพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกส้มโอทุกอำเภอ แต่อำเภอลองมีพื้นที่ปลูกส้มโอมากที่สุดและมีคุณภาพดี สายพันธุ์ที่นิยมปลูกกันและเป็นที่ต้องการของตลาดก็อย่างเช่น ขาวใหญ่ ขาวน้ำผึ้ง ขาวแตงกวา ทองดี

ส้มโอเมืองลองได้รับการส่งเสริมจาก สำนักงานเกษตรจังหวัดแพร่ ให้เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอมาเมื่อหลายปีก่อน โดยเฉพาะการแนะนำการวางระบบน้ำด้วยสปริงเกลอร์ การดูแลแปลงปลูกส้มโอ ปัจจุบันแปลงของเกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมก็ยังเป็นสวนส้มโอที่มีความสมบูรณ์อยู่ ต้นส้มโอก็ยังคงยืนต้นมาจนถึง 40 ปี ผู้เขียนได้พูดคุยกับผู้บริหารของสำนักงานเกษตรจังหวัดแพร่ เกี่ยวกับรูปแบบ แนวทางการส่งเสริม เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอ รวมทั้งการตลาดส้มโอ ผู้เขียนขอนำมาเสนอไว้ในบทความนี้ก่อนจะไปสู่เรื่องเล่าจาก เกษตรกรต้นน้ำในพื้นที่อำเภลอง

ส่งเสริมเกษตรกรเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพและรายได้

คุณประภาส สานอูป หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดแพร่ (โทร. 054-511-214) ได้กล่าวถึงภาพรวมของส้มโอว่า ส้มโอเป็นไม้ผลเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่มีการปลูกกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีรสชาติและเป็นที่นิยมบริโภคของคนทั่วไป นอกจากนี้ ยังส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ สามารถนำเงินเข้าประเทศได้ปีละหลายสิบล้านบาท จนทำให้มีการขยายพื้นที่ปลูกส้มโอมากขึ้นทุกปี พันธุ์ส้มโอที่ปลูกอยู่ในประเทศไทยมีหลายพันธุ์ บางพันธุ์ก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน แต่ปลูกคนละท้องที่ จึงเรียกชื่อแตกต่างกันไป พันธุ์ส้มโอที่ปลูกเพื่อการค้าแบ่งออกเป็น พันธุ์การค้าหลัก ได้แก่ ขาวพวง ขาวทองดี ขาวน้ำผึ้ง เป็นต้น พันธุ์การค้าเฉพาะแห่ง ได้แก่ ขาวแป้น ขาวหอม ขาวแตงกวา ขาวใหญ่ ทับทิมสยาม เป็นต้น

จังหวัดแพร่ มีสภาพพื้นที่และภูมิอากาศที่เหมาะสมสำหรับการปลูกไม้ผลหลากหลายชนิด สำนักงานเกษตรจังหวัดแพร่ได้มีวิสัยทัศน์ให้จังหวัดแพร่เป็นเมืองผลไม้หลากหลายหรือเมืองผลไม้รวม ประกอบกับจุดแข็งของจังหวัดแพร่เป็นประตูสู่ล้านนา (ภาคเหนือตอนบน) เป็นเมืองชุมทางรถไฟ การขนส่งสินค้า การกระจายสินค้าเกษตร สามารถกระจายไปสู่จังหวัดอื่นๆ ได้ง่าย ตลอดจนอนาคตซึ่งจะมีรถไฟรางคู่ จากอำเภอเด่นชัยไปถึงจังหวัดเชียงราย ก็สามารถส่งออกสินค้าเกษตรไปสู่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ ปัญหาอุปสรรคที่ต้องรีบดำเนินการแก้ไข คือ ภาครัฐต้องหาแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มเติม เนื่องจากพื้นที่จังหวัดแพร่ประสบกับปัญหาภัยแล้งทุกปี ทำให้คุณภาพและปริมาณของผลผลิตไม่สม่ำเสมอ การขยายพื้นที่เพิ่มทำได้ยาก เพราะน้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการผลิตไม้ผลคุณภาพ หากแก้ไขปัญหานี้ได้แล้ว จะทำให้เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ที่มั่นคงและยั่งยืนแน่นอน

คุณประภาส ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จังหวัดแพร่มีพื้นที่ปลูกส้มโอ 262 ไร่ ปลูกมากที่อำเภอลอง ส้มโอที่นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ พันธุ์ขาวแตงกวา พันธุ์ขาวน้ำผึ้ง และพันธุ์ทองดี โดยพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการปลูกส้มโอและมีชื่อเสียงของจังหวัดแพร่ ได้แก่ พื้นที่ปลูกส้มโออำเภอลอง พันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูกส่วนใหญ่ คือพันธุ์ขาวแตงกวา ขาวน้ำผึ้ง และพันธุ์ทองดี โดยจะเริ่มให้ผลผลิตระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคมของทุกปี โดยตลาดการค้าส่วนใหญ่ส่งจำหน่ายไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และตลาดภายในจังหวัด

การส่งเสริมการผลิตส้มโอจังหวัดแพร่ ปี 2563

คุณประภาส เปิดเผยว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดแพร่ได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาส้มโอจังหวัดแพร่ ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ซึ่งที่ผ่านมาได้ร่วมผลักดันการส่งเสริมการผลิตส้มโอ ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานและปลอดภัย เพื่อพัฒนาสู่ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ในการพัฒนาศักยภาพการผลิตให้มีคุณภาพ เพื่อเป็นการส่งเสริมประชาสัมพันธ์ส้มโอของเกษตรกรจังหวัดแพร่ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ส้มโอ เป็นทางเลือกอีกพืชหนึ่ง ที่มีเกษตรกรปลูกอยู่แล้ว และจังหวัดแพร่ได้มีแนวทางการพัฒนาและการปลูกส้มโอคุณภาพดี ดังนี้

  • เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสวนส้มโอเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น การจัดทำทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอ การเพิ่มคุณภาพ โดยให้แต่ละสวนผลิตส้มโอที่ได้มาตรฐานใกล้เคียงกันหรือมาตรฐานเดียวกัน ลดต้นทุนการผลิต การใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช และการจัดหาตลาดรองรับ
  • 2. สร้างสวนส้มโอใหม่ให้เป็นแปลงเรียนรู้เพิ่มขึ้นอีก 8 แปลง แปลงละ 1 ไร่ โดยใช้พันธุ์ขาวแตงกวา มีการจัดทำระบบน้ำให้กับเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรรายอื่นๆ ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ และมีการแจกกล้าพันธุ์ส้มโอให้กับเกษตรกรที่เข้ารับการอบรม จำนวน 800 ราย รายละ 4 ต้น รวมทั้งหมด 3,200 ต้น เพื่อปลูกภายในบริเวณสวนหลังบ้านหรือพื้นที่ที่เหมาะสมให้เกษตรกรได้เรียนรู้ ฝึกปฏิบัติให้เกิดทักษะความชำนาญ และสามารถขยายพื้นที่ปลูกในอนาคต

โดยมีกิจกรรม ดังนี้

  • กิจกรรมอบรมเกษตรกร จำนวน 800 ราย โดยเชิญวิทยากรจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ และวิทยากรเกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จ มีประสบการณ์ในด้านนี้ มาถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกร
  • 2. กิจกรรมศึกษาดูงาน นำเกษตรกร จำนวน 80 ราย และนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร จำนวน 20 ราย ไปศึกษาดูงานการผลิตและการตลาดส้มโอ เมื่อวันที่ 24-25 กันยายน 2563 ณ แปลงใหญ่ส้มโอตำบลดอนแฝก อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม สวนส้มโอไทยทวี และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้วย และแปลงใหญ่ส้มโอตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อให้เกษตรกรได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ศึกษาเรียนรู้จากเกษตรกรที่ปลูกส้มโอในแหล่งที่มีชื่อเสียงของประเทศ
  • การจัดทำแปลงเรียนรู้ ในพื้นที่ 7 อำเภอ 8 แปลง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเกษตรกรที่ปลูกส้มโอในพื้นที่อำเภอนั้นๆ ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำ

มาถึงเรื่องเล่าจาก เกษตรกร กูรู ด้านส้มโอของเมืองลอง

คุณลุงจงศิลป์ ศีตลาภินันท์ เป็นเกษตรกรรายแรกๆ ของเมืองลอง ที่ปลูกส้มโอโดยได้กิ่งพันธุ์มาจากพ่อเลี้ยงวงศ์ ชมภูมิ่ง ปัจจุบัน คุณลุงจงศิลป์ ยังมีร่างกายเข้มแข็ง เรี่ยวแรงดี แม้จะมีอายุถึง 80 ปีแล้วก็ตาม ช่วงอายุการเป็นเกษตรกรของคุณลุงจงศิลป์ อยู่กับสวนเกษตรไม้ผลมาตลอด นอกจากส้มโอแล้วก็ยังมีมะนาว กล้วย ลองกอง อะโวกาโด

คุณลุงจงศิลป์ อยู่บ้านเลขที่ 90/12 หมู่ที่ 10 ตำบลห้วยอ้อ อำเภอลอง จังหวัดแพร่ โทร. 089-516-0975 ได้เล่าให้ฟังว่า เป็นชาวจังหวัดสมุทรสาคร แต่มาลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวร่วมกับ คุณป้าเสมอใจ ศีตลาภินันท์ ชาวจังหวัดอุทัยธานี มาประกอบอาชีพช่างยนต์ที่อำเภอลอง แต่ก็สนใจการเกษตร ได้ซื้อที่สวนไว้แปลงหนึ่ง แต่ในสวนมีต้นส้มโอติดมา 1 ต้น (สายพันธุ์ปัตตาเวีย แต่ต้นได้ตายไปแล้ว) คิดว่าให้ผลผลิตดี น่าจะเพิ่มพื้นที่ปลูก จึงได้นำต้นพันธุ์ส้มโอขาวน้ำผึ้งมาจากจังหวัดสมุทรสาคร ลงปลูกในพื้นที่ 10 ไร่ เมื่อปี พ.ศ. 2525 และให้ผลผลิตดีมาจวบจนถึงปัจจุบัน

สวนส้มโอของคุณลุงจงศิลป์ก็ได้รับการส่งเสริมจาก สำนักงานเกษตรจังหวัดแพร่ ในการวางระบบน้ำจ่ายน้ำผ่านหัวสปริงเกลอร์ และให้คำแนะนำการดูแลสวน ซึ่งคุณลุงจงศิลป์ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการดูแลส้มโอให้อยู่ยั่งยืน มาถึง 40 ปี ว่า ตั้งแต่เริ่มต้นปลูก ไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องสารเคมี ได้แต่ผลิตสารชีวภาพจากธรรมชาติ ผลิตปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก มาใช้ในสวนส้มโอ

– ผลิตปุ๋ยหมัก, ปุ๋ยคอกใช้เองจากวัตถุดิบจำพวกขี้หมู ขี้ไก่ เศษวัชพืช ใบไม้แห้ง แกลบ และ พด.1 ใช้หว่านรอบโคนต้นส้มโอ ปีละ 2 ครั้ง ช่วงก่อนฤดูฝนและปลายฤดูฝน

– ผลิตน้ำหมักชีวภาพจากเศษปลา น้ำหมักหรือฮอร์โมนไข่ ทำน้ำหมักจากเศษผลไม้ มะละกอ กล้วย ฟักทอง เพื่อบำรุงต้นและผลส้มโอ

– ผลิตน้ำหมักสมุนไพรไล่แมลง ประกอบด้วยข่า ตะไคร้หอม ฝักคูน บอระเพ็ด

แต่ปัจจุบัน คุณลุงจงศิลป์ บอกว่า จากสภาพอากาศที่แปรปรวน เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อ 10-20 ปี เกิดโรคและแมลงมากขึ้น การพึ่งพาสารเคมีป้องกัน-กำจัดศัตรูของส้มโอเป็นทางเลือกหนึ่งที่ได้ถูกนำมาใช้ผสมผสานกัน แต่ก็ไม่ได้ใช้อย่างพร่ำเพรื่อ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยทั้งภายในสวนและผู้บริโภค

ส้มโอขาวน้ำผึ้งที่มีลักษณะเด่นของสวนลุงจงศิลป์

คุณลุงจงศิลป์ กล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจว่า ผลผลิตส้มโอขาวน้ำผึ้งจากสวนของคุณลุงมีจุดเด่นหลายอย่าง

ถ้าดูจาก ลักษณะภายนอก

– ขนาดผล มีน้ำหนัก 1.5-2.0 กิโลกรัม พอๆ กันกับส้มโอจากแหล่งกำเนิดเดิม

– รูปร่างงามได้สัดส่วน ไม่บิดเบี้ยว มีความสม่ำเสมอของขนาดและรูปร่าง

– ความสมบูรณ์ ผิวเปลือกสะอาด สีผิวผลปกติ คือออกเขียว เมื่อแก่จัดจะเป็นสีเขียวแกมเหลือง

ลักษณะภายใน

– หากปอกเปลือกจะเห็นเนื้อกุ้งใหญ่ สีเหลืองอมน้ำตาลอ่อนหรือสีคล้ายน้ำผึ้ง เนื้อไม่ฟ่าม ไม่เละ

– รสชาติหวาน ไม่มีรสขม หากตัดมาจากต้นปอกกินได้เลย รสชาติอร่อย

– เมล็ดมีขนาดปานกลาง และมีจำนวนเมล็ดน้อยหรือไม่มีเมล็ดเลย

การดูแลส้มโอให้มีคุณภาพและมีผลผลิตออกสู่ตลาดตลอดทั้งปี

คุณลุงจงศิลป์ กล่าวว่า หากเราเข้าใจธรรมชาติของต้นส้มโอแล้วเราดูแลเขาอย่างดี ก็จะได้ผลผลิตที่ดีตลอดทั้งปี จะมากน้อยแตกต่างกันแต่ละฤดูกาล ก็ต้องเน้นในเรื่อง ดิน การให้น้ำ ปุ๋ย การตัดแต่งกิ่ง ดูแลศัตรูของส้มโออยู่ตลอดเวลา

ดิน เรื่องดินนี่ คุณลุงจงศิลป์ ให้ความสำคัญมากๆ ต้องมีการตรวจวิเคราะห์ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน (หรือค่า pH) ทุกๆ 2 ปี เพราะส้มโอชอบดินที่มีค่า pH เป็นกรดอ่อนๆ จึงต้องปรับสภาพดินให้ค่า pH ที่ 6.5 อยู่ตลอด โดยอาศัยเครื่องวัดค่าดิน ซึ่งคุณลุงจงศิลป์บอกว่ามีประจำอยู่ที่สวน และคุณลุงจงศิลป์ยังอธิบายต่อว่า ค่า pH มีส่วนช่วยในเรื่องการดูดซับธาตุอาหารของรากต้นส้มโอมากทีเดียว

น้ำ คุณลุงจงศิลป์ อธิบายว่า ต้นส้มโอจะขาดน้ำไม่ได้ เพราะน้ำมีความสําคัญต่อการควบคุม การเปิดตาดอกหลังการอดน้ำ และยังช่วยในการเลี้ยงผลและขยายผล การให้น้ำจึงต้องให้ในช่วงเวลาและปริมาณที่ต้นส้มโอต้องการ โดยพิจารณาจากขนาดทรงพุ่ม แต่ไม่ควรให้น้ำเสียจนท่วมโคนต้น ซึ่งต้นส้มโอต้องการความชื้นจากน้ำ ความชื้นมีผลต่อจุลินทรีย์ในการช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุ คุณลุงจงศิลป์จึงบอกว่ากรณีต้นส้มโออยู่ในช่วงให้ผล จะต้องให้น้ำสม่ำเสมอ ช่วงฤดูร้อนจะให้ที่ 7 วัน/ครั้ง ในปริมาณมาก ส่วนฤดูหนาวปริมาณจะลดลงมา แต่ก่อนเก็บผลส้มโอช่วงเดือนสิงหาคมเป็นช่วงฤดูฝนก็ไม่จำเป็นต้องให้น้ำ

ปุ๋ย คุณลุงจงศิลป์ บอกว่าให้ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ ให้ปีละ 2 ครั้ง เพื่อช่วยปรับปรุงดิน ส่วนปุ๋ยเคมีเพิ่มธาตุอาหาร ให้ปีละ 4 ครั้ง คือ

– หลังเก็บผลส้มโอ ฟื้นฟูต้น จะให้ปุ๋ยที่มีค่าเรโช 2:2:1 (หมายถึง ไนโตรเจน N : ฟอสฟอรัส P 205 : โพแทสเซียม N 20)

– ช่วงก่อนออกดอก ให้ปุ๋ย สูตร 15-0-0

– ช่วงติดผลขนาดเล็ก ให้ปุ๋ยที่มีค่าเรโช 1:1:1

– และช่วงใกล้จะเก็บผล ให้ปุ๋ยที่มีค่าเรโช 1:1:2      

 

มีเคล็ดลับ จากลุงจงศิลป์

คุณลุงจงศิลป์ บอกว่า จะใส่กระดูกป่น โดยหว่านให้ปีละครั้งเพื่อเพิ่มแคลเซียม ทำให้ผลส้มโอมีเปลือกบาง น้ำหนักดี และก็ยังให้เกลือหรือขี้แดดนาเกลือ ซึ่งขี้แดดนาเกลือจะประกอบด้วย สาหร่าย ตะไคร่น้ำ ซากพืชซากสัตว์เล็กๆ ที่ย่อยสลายจับตัวกันเป็นแผ่นในนาเกลือกลายเป็นดินหนังหมา หรือขี้แดดนาเกลือ เมื่อนำมาใส่รอบๆต้นส้มโอ รากส้มโอจะตอบสนองต่อขี้แดดนาเกลือดีมาก ต้นส้มโอจะสมบูรณ์เติบโตดีและช่วยในเรื่องรสชาติของส้มโอ เพราะขี้แดดนาเกลืออุดมไปด้วยแร่ธาตุฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และจุลินทรีย์

การตัดแต่งกิ่ง …คุณลุงจงศิลป์ อธิบายว่าการตัดแต่งกิ่งส้มโอจะช่วยทำให้การออกดอกติดผลดีขึ้น เพราะต้นส้มโอได้รับแสงแดดทั่วถึง ลดการระบาดของโรคและแมลง กิ่ง ต้น แย่งอาหารกันน้อยลง ผลส้มโอจะสมบูรณ์ มีขนาดสม่ำเสมอ

โรคและแมลง …ใช้การกำจัดด้วยน้ำหมักสมุนไพรและเคมีสลับกัน หากเกิดการระบาด แต่ถ้าปีใดไม่มีโรคและแมลงมากนัก สารเคมีก็ไม่จำเป็นต้องใช้

ส้มโอคุณภาพนั้น คุณลุงจงศิลป์อธิบายว่า ต้องเป็นส้มโอที่ปราศจากตำหนิอันเกิดจากโรคหรือแมลงเข้าทำลาย มีร่องรอยจากการกระทบกระเทือน เกษตรกรบางคนเก็บส้มโอแล้วตกลงพื้น แบบนี้เนื้อกุ้งส้มโอแตกไม่ควรนำมาขาย กับอีกคุณภาพหนึ่ง เปลือกบาง เนื้อกุ้งไม่เป็นเมล็ดข้าวสาร (คือเนื้อแข็งและเหนียว) ต้องมีรสชาติหวานไม่ขม

ส่วนวิธีการดูแลส้มโอก่อนออกผลผลิตมาแบบมีคุณภาพ คุณลุงจงศิลป์เน้นย้ำว่าขึ้นอยู่กับอายุต้นส้มโอ ต้องมีอายุตั้งแต่ปีที่ 7 ขึ้นไป และได้รับการดูแลตั้งแต่การปรับปรุงดิน น้ำ การให้ธาตุอาหารตามช่วงอายุของผลจะได้เนื้อที่มีรสชาติหวาน ดูแลสำรวจ ป้องกันโรคและแมลง ดูอายุผลที่พร้อมจะเก็บได้

สรุปว่า ส้มโอสวนคุณลุงจงศิลป์เป็นส้มโอที่มีคุณภาพสวนหนึ่งของอำเภอลอง เลยทีเดียว

 

ส้มโอคุณภาพ เป็นความต้องการของตลาด

เรื่องตลาดส้มโอเมืองลองนั้น จะมีแหล่งรับซื้อจากภายนอกเข้าไปเจรจาซื้อขายกับเกษตรกรด้วยวิธีการเหมาสวน ผู้ซื้อเก็บผลเอง ขนส่งบรรทุกเอง เกษตรกรคอยนั่งนับเงิน แต่ส่วนใหญ่เกษตรกรจะมีลูกค้าประจำกันอยู่แล้ว สวนของเกษตรกรที่ขายผลส้มโอด้วยวิธีการนี้ มักจะเป็นสวนที่มีพื้นที่หรือสวนขนาดใหญ่ ส่วนเกษตรกรที่ปลูกส้มโอกันในปริมาณไม่มาก ก็มักจะซื้อขายกันภายในตลาดท้องถิ่น แต่เกษตรกรก็ยังได้รับราคาที่ไม่สูงมากนัก เพราะยังต่างคนต่างขาย

ส่วนตลาดส้มโอของสวนคุณลุงจงศิลป์ คุณลุงบอกว่า แต่ละปีจะมีผู้ซื้อเข้าไปขอเหมาสวน 2-3 ราย ใครมาก่อนก็จะเข้ามาเจรจาข้อเสนอด้านราคา โดยจะขายเหมาสวนแต่ชั่งกิโล ซึ่งคุณลุงจงศิลป์จะตั้งราคาเอง เพราะส้มโอที่สวนจะออกผลผลิตก่อนแหล่งอื่น ถ้าตกลงกันก็จะทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งเมื่อถึงเวลาเก็บผลผู้ซื้อจะเข้ามาดำเนินการเอง ส่วนส้มโอที่ออกผลต่อเนื่อง มีจำนวนไม่มากนักก็จะตัดขายเอง ส่งไปขายที่จังหวัดแพร่บ้าง ขายที่บ้านในวันที่มีตลาดนัดบ้าง การขายวิธีนี้ได้ราคา กิโลกรัมละ 25 บาท เป็นราคาขั้นต่ำ ผลผลิตส้มโอแต่ละปีที่ได้คุณลุงจงศิลป์บอกว่ามีปริมาณต่ำสุด 15 ตัน และสูงสุด 25 ตัน

“ปลูกส้มโอ แล้วไม่จน ลงทุนน้อยเฉพาะ 4 ปีแรก แต่เก็บผลผลิตไปยาวนาน เพราะส้มโออายุยืน ให้ผลผลิตสูง ตลาดยังต้องการ” เป็นบทสรุปสุดท้ายของ คุณลุงจงศิลป์ ศีตลาภินันท์ กูรูด้านส้มโอของเมืองลอง

ก้าวต่อไปของส้มโอเมืองลองที่ควรจะเป็น        

หลายภาคส่วนต้องการจะนำเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอมาจับมือกันให้เป็นกลุ่มก้อน เป็นกลุ่มผู้ผลิตส้มโอเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อให้เกิดการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่ รวมทั้งได้ผลผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด มีการผลิตร่วมกันเป็นกลุ่มและมีการเชื่อมโยงกันด้านการตลาด โดยมีผู้จัดการแปลงใหญ่มืออาชีพ ซึ่งจะต้องใช้ทั้งหลักวิชาการและประสบการณ์ในการประสานสิบทิศเพื่อให้สมาชิกได้รับข้อมูลในการตัดสินใจที่จะปฏิบัติหรืองดการปฏิบัติ เช่น การแจ้งแผนการผลิต ช่วงเวลาที่ควรให้น้ำ ให้ปุ๋ยแก่ส้มโอ การตัดแต่งกิ่ง การสำรวจตรวจสอบโรคและแมลง จนถึงเรื่องการตลาด

ที่สุดแล้ว ส้มโอเมืองแพร่ จะได้รับการกล่าวขานในวงกว้างและตลาดส้มโอจะมีความยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...