โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมหลายคนถึงต้องเสียน้ำตาให้กับ “การหั่นหัวหอม”

INN News

เผยแพร่ 27 มี.ค. 2564 เวลา 03.00 น. • INN News

          ทุกครั้งที่เวลาเข้าครัว ถ้าจะต้องมีการหั่นหัวหอมขึ้นมา แน่นอนว่าคนที่หั่นหัวหอมนั้นส่วนใหญ่จะมีอาการน้ำตาไหลกัน เหตุการณ์แบบบนี้มักจะเป็นเรื่องที่คอยแซวกันในวงการอาหารไทยว่า คนที่หั่นหัวหอมมักจะมีเรื่องที่เศร้าอยู่ในใจเสมอ เพราะหั่นไปน้ำตาไหลไป แต่ทุกคนรู้ไหมว่าคนที่เขาหั่นหัวหอมนั้นไม่ได้มีเรื่องเสียใจอะไรเลย  ซึ่งจริงๆแล้วมันมีเหตุผลว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น วันนี้ทีม INN ได้หาสาเหตุของการเสียน้ำตาในการหั่นหัวหอมมาฝากทุกคนกัน

          หัวหอมเป็นพืชตระกูลแอลเลียม (Allium) ที่เป็นตระกูลเดียวกับกระเทียม ต้นหอม หรือหอมแดง พวกพืชตระกูลนี้จะดูดซับกำมะถันในดินที่ช่วยในการสร้างโมเลกุลของสารอินทรีย์ไอระเหย (Volatile organic compound) หรือสารประกอบอินทรีย์ที่ระเหยเป็นไอและกระจายตัวได้ในอากาศที่อุณหภูมิและความดันปกติที่เรียกว่า Amino acid sulfoxides ที่อยู่ในหัวหอม โดยสารตัวนี้เองแหละทุกคนที่เป็นสาเหตุที่เราต้องเสียน้ำตา 

          เมื่อไหร่ที่เราทำการหั่นหัวหอม ระหว่างที่หัวหอมถูกหั่นออกจากกันนั้นจะทำให้เซลล์ของหัวหอมแตกออกและปล่อยเอนไซม์ที่ชื่อว่า Lachrymatory-factor synthase ออกมา ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในกระบวนการที่ทำให้เกิดน้ำตา และเอนไซม์ดังกล่าวจะทำปฏิกิริยากับ Amino acid sulfoxides เกิดเป็นกรดซัลฟินิค (sulfenic acids) โดยกรดซัลฟินิคจะจัดเรียงตัวใหม่เป็นสารประกอบที่เรียกว่า syn-Propanethial-S-oxide และเมื่อสารตัวนี้ระเหยเข้าไปในอากาศ มันจะเคลื่อนที่ผ่านอากาศไปถึงเยื่อหุ้มตา เส้นประสาทที่อยู่บริเวณปลายประสาทจะส่งสัญญาณไปยังสมองว่ามีอาการระคายเคืองเกิดขึ้น จากนั้นสมองก็จะส่งสัญญาณไปยังต่อมน้ำตา เราจึงน้ำตาไหลออกมานั่นเอง การที่น้ำตาไหลออกมานั้นก็เพื่อที่จะล้างสารเคมีที่อาจจะเป็นอันตรายต่อดวงตาของเราได้

          และนี่คือเหตุผลว่าทำไมทุกครั้งที่เราหั่นหัวหอมถึงเกิดการเสียน้ำตานั่นเอง

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

howstuffworks

food52

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...