โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส่องอนาคต STA – STGT ธุรกิจยางพาราและถุงมือยางยังเติบโตดีอยู่ไหม?

Wealthy Thai

อัพเดต 09 ส.ค. 2566 เวลา 23.33 น. • เผยแพร่ 21 ม.ค. 2565 เวลา 01.35 น. • ศุภมาศ ศรีขำ

ปีก่อน STA หรือ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) และ STGT หรือ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากการระบาดของ Covid-19 ทำให้แต่ละไตรมาสผลประกอบการเติบโตโดดเด่นกว่า 100% แต่ระยะหลังแม้ปริมาณความต้องการถุงมือยางในตลาดโลกยังสูง แต่ราคาขายปรับลดลงเนื่องจากลูกค้าไม่ได้เร่งสต็อกสินค้าเหมือนช่วงที่ Covid-19 ระบาดรุนแรง ทำให้แนวโน้มราคาถุงมือยางในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวลดลง ประกอบกับยังมีปัญหาด้านการขนส่งจากตู้คอนเทนเนอร์ที่ขาดแคลน ทำให้แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/64 ตลอดจนครึ่งแรกของปี 65 อาจโดนปัจจัยลบกดดันอย่างหนัก

STA ภาพรวมปี 64 ยังเติบโต แม้ถุงมือยางฉุดกำไร Q4/64 ลด

โดยนักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า คาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/64 ของ STA จะอยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท ลดลง 32.7% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และลดลง 60.5% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน (YoY) ซึ่งมีปัจจัยกดดันมาจากแนวโน้มธุรกิจถุงมือยางที่มีสัดส่วนราว 40% ของรายได้รวมจะอ่อนตัวลง สาเหตุหลักจากแนวโน้มราคาขายถุงมือยางเฉลี่ยในไตรมาส 4/64ปรับลดลงถึง 25.0% QoQ และ 39.1% YoY มาที่ 1.15 บาทต่อชิ้น ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าแนวโน้มปริมาณขายถุงมือยางที่จะปรับเพิ่มขึ้น 3.2% QoQ และ 1.9% YoY มาที่ 7.3 พันล้านชิ้น
ส่วนแนวโน้มธุรกิจยางพาราที่คิดเป็น 60% ของรายได้รวม จะทรงตัวจากไตรมาส 3/64แม้แนวโน้มปริมาณขายยางพาราจะเพิ่มขึ้น 10.8% QoQ และ 26.2% YoY มาที่ 3.45 แสนตัน แต่คาดว่าประสิทธิภาพการทำกำไรธุรกิจยางพาราจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย เพราะประสิทธิภาพการทำกำไรธุรกิจยางพาราของ STA ในไตรมาส 3/64สูงกว่าปกติ โดยรวมแล้วคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2564 ของ STA จะอยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 72.19%จากปี 2563 ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการกำไรสุทธิปี 2564 ที่ฝ่ายวิจัยประเมินว่าจะเพิ่มขึ้น 71.9% จากปี 2563

แนะนำ Switch ไปลงทุน NER

ฝ่ายวิเคราะห์ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2565-2566 ลง 17.4% และ 23.0% โดยคาดว่ากำไรสุทธิปี 2565 จะลดลงถึง 59.9% สาเหตุหลักมาจากธุรกิจถุงมือยางอ่อนตัวลง ผลกระทบจากแนวโน้มราคาขายถุงมือยางปรับลดลง จากแนวโน้มสถานการณ์โควิดทั่วโลกทยอยคลี่คลายดีขึ้น และการขยายกำลังการผลิตของโรงงานถุงมือยางทั่วโลก ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าแนวโน้มธุรกิจยางพาราที่จะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก หนุนแนวโน้มปริมาณขายยางพาราเติบโตต่อเนื่อง
ขณะที่ไตรมาส 1/65 คาดกำไรสุทธิจะอ่อนตัวลงจากไตรมาส 4/64ตามแนวโน้มธุรกิจถุงมือยางที่อ่อนตัว จากแนวโน้มราคาถุงมือยางที่ปรับลดลง ดังนั้น ฝ่ายวิเคราะห์จึงปรับลดคำแนะนำเป็น Switch ไปลงทุน NERที่ธุรกิจยางพารายังเติบโตต่อเนื่องแทน และกำหนด Fair value ปี 2565 ใหม่เท่ากับ 33 บาท โดยราคาหุ้นปัจจุบันเหลือ Upside จำกัด

STGT ปัจจัยลบรุมเร้า

ด้าน STGT นักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส คาดว่ากำไรไตรมาส 4/64 จะอยู่ที่ 2.8 พันล้านบาท ลดลงถึง 37.9% QoQ และลดลง 67.0% YoYซึ่งมีปัจจัยกดดันจาก 1.คาดการณ์รายได้รวมไตรมาส 4/64 ที่ปรับลดลงถึง 22.6% QoQ และ 37.9% YoY มาที่ 8.4 พันล้านบาท สาเหตุหลักจากแนวโน้มราคาขายถุงมือยางเฉลี่ยในไตรมาส 4/64 ปรับลดลงถึง 25.0% QoQ และ 39.1% YoY มาที่ 1.15 บาทต่อชิ้น เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้เร่งสต็อกสินค้าเหมือนช่วงก่อนหน้านี้แล้ว และผู้ประกอบการถุงมือยางสังเคราะห์รายใหญ่ในมาเลเซียและจีนปรับลดราคาขายถุงมือยางสังเคราะห์ตามราคาวัตถุดิบน้ำยางสังเคราะห์ที่ปรับลดลงในไตรมาส 4/64ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าแนวโน้มปริมาณขายถุงมือยางในไตรมาส 4/64ที่จะเพิ่มขึ้น 3.29 QoQ และ 1.9% YoY มาที่ 7.3 พันล้านชิ้น (แต่ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมของ STGT 5%) จากการจัดการปัญหาการขนส่งได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามในปี 2565
2.คาด Gross margin ในไตรมาส 4/64จะลดลงมาที่ 44.0% จาก 51.5% ในไตรมาส 3/64ผลกระทบจากแนวโน้มราคาขายถุงมือยางเฉลี่ยไตรมาส 4/64ที่ลดลงข้างต้น ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าแนวโน้มราคาวัตถุดิบน้ำยางสังเคราะห์ที่ปรับลดลงราว 10% QoQ ขณะที่แนวโน้มราคาวัตถุดิบน้ำยางข้นเฉลี่ยในไตรมาส 4/64ค่อนข้างทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า และ3. คาดการณ์สัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A/Sales ในไตรมาส 4/64จะปรับเพิ่มขึ้นมาที่ 8.3% จาก 5.4% ในไตรมาส 3/64จากแนวโน้มค่าใช้จ่ายขนส่งยังทรงตัวสูงต่อเนื่อง จากปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน และผลกระทบจากแนวโน้มรายได้รวมที่ปรับลดลงข้างต้น โดยรวมแล้วคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2564 อยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 71.4% จากปี 2563 ซึ่งต่ำกว่าประมาณการกำไรสุทธิปี 2564 ที่ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินไว้ที่ 6%

คาดปี 65 กำไรลด 65.8%

จากปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งกดดันแนวโน้มปริมาณขายถุงมือยางให้ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมและค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่สูงขึ้น ส่งผลให้ฝ่ายวิเคราะห์ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2564-2565 ลง 6.0% และ 23.6% โดยภายหลังการปรับลดประมาณการคาดกำไรสุทธิปี 2565จะปรับลดลงถึง 65.8% จากแนวโน้มราคาขายถุงมือยางเฉลี่ยปี 2565 ที่ปรับลดลงถึง 49.4% มาที่ 0.9 บาทต่อชิ้น ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าแนวโน้มปริมาณขายถุงมือยางปี 2565ที่จะเพิ่มขึ้น 26.9% มาที่ 3.4 หมื่นล้านชิ้น ไปได้ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นฝ่ายวิเคราะห์คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/65จะอ่อนตัวลงทั้ง QoQ และ YoY จากแนวโน้มราคาขายถุงมือยางที่อ่อนตัวลงราว 10% QoQ และ 55% YoY หักล้างแนวโน้มปริมาณขายถุงมือยางที่จะเพิ่มขึ้นไปได้ทั้งหมด ดังนั้น จึงปรับลดคำแนะนำเป็น Switch (เดิม ซื้อ) และกำหนด Fair value ปี 2565 ใหม่ 30 บาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...