ส่องอนาคต STA – STGT ธุรกิจยางพาราและถุงมือยางยังเติบโตดีอยู่ไหม?
ปีก่อน STA หรือ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) และ STGT หรือ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากการระบาดของ Covid-19 ทำให้แต่ละไตรมาสผลประกอบการเติบโตโดดเด่นกว่า 100% แต่ระยะหลังแม้ปริมาณความต้องการถุงมือยางในตลาดโลกยังสูง แต่ราคาขายปรับลดลงเนื่องจากลูกค้าไม่ได้เร่งสต็อกสินค้าเหมือนช่วงที่ Covid-19 ระบาดรุนแรง ทำให้แนวโน้มราคาถุงมือยางในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวลดลง ประกอบกับยังมีปัญหาด้านการขนส่งจากตู้คอนเทนเนอร์ที่ขาดแคลน ทำให้แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/64 ตลอดจนครึ่งแรกของปี 65 อาจโดนปัจจัยลบกดดันอย่างหนัก
STA ภาพรวมปี 64 ยังเติบโต แม้ถุงมือยางฉุดกำไร Q4/64 ลด
โดยนักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า คาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/64 ของ STA จะอยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท ลดลง 32.7% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และลดลง 60.5% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน (YoY) ซึ่งมีปัจจัยกดดันมาจากแนวโน้มธุรกิจถุงมือยางที่มีสัดส่วนราว 40% ของรายได้รวมจะอ่อนตัวลง สาเหตุหลักจากแนวโน้มราคาขายถุงมือยางเฉลี่ยในไตรมาส 4/64ปรับลดลงถึง 25.0% QoQ และ 39.1% YoY มาที่ 1.15 บาทต่อชิ้น ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าแนวโน้มปริมาณขายถุงมือยางที่จะปรับเพิ่มขึ้น 3.2% QoQ และ 1.9% YoY มาที่ 7.3 พันล้านชิ้น
ส่วนแนวโน้มธุรกิจยางพาราที่คิดเป็น 60% ของรายได้รวม จะทรงตัวจากไตรมาส 3/64แม้แนวโน้มปริมาณขายยางพาราจะเพิ่มขึ้น 10.8% QoQ และ 26.2% YoY มาที่ 3.45 แสนตัน แต่คาดว่าประสิทธิภาพการทำกำไรธุรกิจยางพาราจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย เพราะประสิทธิภาพการทำกำไรธุรกิจยางพาราของ STA ในไตรมาส 3/64สูงกว่าปกติ โดยรวมแล้วคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2564 ของ STA จะอยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 72.19%จากปี 2563 ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการกำไรสุทธิปี 2564 ที่ฝ่ายวิจัยประเมินว่าจะเพิ่มขึ้น 71.9% จากปี 2563
แนะนำ Switch ไปลงทุน NER
ฝ่ายวิเคราะห์ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2565-2566 ลง 17.4% และ 23.0% โดยคาดว่ากำไรสุทธิปี 2565 จะลดลงถึง 59.9% สาเหตุหลักมาจากธุรกิจถุงมือยางอ่อนตัวลง ผลกระทบจากแนวโน้มราคาขายถุงมือยางปรับลดลง จากแนวโน้มสถานการณ์โควิดทั่วโลกทยอยคลี่คลายดีขึ้น และการขยายกำลังการผลิตของโรงงานถุงมือยางทั่วโลก ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าแนวโน้มธุรกิจยางพาราที่จะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก หนุนแนวโน้มปริมาณขายยางพาราเติบโตต่อเนื่อง
ขณะที่ไตรมาส 1/65 คาดกำไรสุทธิจะอ่อนตัวลงจากไตรมาส 4/64ตามแนวโน้มธุรกิจถุงมือยางที่อ่อนตัว จากแนวโน้มราคาถุงมือยางที่ปรับลดลง ดังนั้น ฝ่ายวิเคราะห์จึงปรับลดคำแนะนำเป็น Switch ไปลงทุน NERที่ธุรกิจยางพารายังเติบโตต่อเนื่องแทน และกำหนด Fair value ปี 2565 ใหม่เท่ากับ 33 บาท โดยราคาหุ้นปัจจุบันเหลือ Upside จำกัด
STGT ปัจจัยลบรุมเร้า
ด้าน STGT นักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส คาดว่ากำไรไตรมาส 4/64 จะอยู่ที่ 2.8 พันล้านบาท ลดลงถึง 37.9% QoQ และลดลง 67.0% YoYซึ่งมีปัจจัยกดดันจาก 1.คาดการณ์รายได้รวมไตรมาส 4/64 ที่ปรับลดลงถึง 22.6% QoQ และ 37.9% YoY มาที่ 8.4 พันล้านบาท สาเหตุหลักจากแนวโน้มราคาขายถุงมือยางเฉลี่ยในไตรมาส 4/64 ปรับลดลงถึง 25.0% QoQ และ 39.1% YoY มาที่ 1.15 บาทต่อชิ้น เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้เร่งสต็อกสินค้าเหมือนช่วงก่อนหน้านี้แล้ว และผู้ประกอบการถุงมือยางสังเคราะห์รายใหญ่ในมาเลเซียและจีนปรับลดราคาขายถุงมือยางสังเคราะห์ตามราคาวัตถุดิบน้ำยางสังเคราะห์ที่ปรับลดลงในไตรมาส 4/64ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าแนวโน้มปริมาณขายถุงมือยางในไตรมาส 4/64ที่จะเพิ่มขึ้น 3.29 QoQ และ 1.9% YoY มาที่ 7.3 พันล้านชิ้น (แต่ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมของ STGT 5%) จากการจัดการปัญหาการขนส่งได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามในปี 2565
2.คาด Gross margin ในไตรมาส 4/64จะลดลงมาที่ 44.0% จาก 51.5% ในไตรมาส 3/64ผลกระทบจากแนวโน้มราคาขายถุงมือยางเฉลี่ยไตรมาส 4/64ที่ลดลงข้างต้น ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าแนวโน้มราคาวัตถุดิบน้ำยางสังเคราะห์ที่ปรับลดลงราว 10% QoQ ขณะที่แนวโน้มราคาวัตถุดิบน้ำยางข้นเฉลี่ยในไตรมาส 4/64ค่อนข้างทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า และ3. คาดการณ์สัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A/Sales ในไตรมาส 4/64จะปรับเพิ่มขึ้นมาที่ 8.3% จาก 5.4% ในไตรมาส 3/64จากแนวโน้มค่าใช้จ่ายขนส่งยังทรงตัวสูงต่อเนื่อง จากปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน และผลกระทบจากแนวโน้มรายได้รวมที่ปรับลดลงข้างต้น โดยรวมแล้วคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2564 อยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 71.4% จากปี 2563 ซึ่งต่ำกว่าประมาณการกำไรสุทธิปี 2564 ที่ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินไว้ที่ 6%
คาดปี 65 กำไรลด 65.8%
จากปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งกดดันแนวโน้มปริมาณขายถุงมือยางให้ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมและค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่สูงขึ้น ส่งผลให้ฝ่ายวิเคราะห์ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2564-2565 ลง 6.0% และ 23.6% โดยภายหลังการปรับลดประมาณการคาดกำไรสุทธิปี 2565จะปรับลดลงถึง 65.8% จากแนวโน้มราคาขายถุงมือยางเฉลี่ยปี 2565 ที่ปรับลดลงถึง 49.4% มาที่ 0.9 บาทต่อชิ้น ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าแนวโน้มปริมาณขายถุงมือยางปี 2565ที่จะเพิ่มขึ้น 26.9% มาที่ 3.4 หมื่นล้านชิ้น ไปได้ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นฝ่ายวิเคราะห์คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/65จะอ่อนตัวลงทั้ง QoQ และ YoY จากแนวโน้มราคาขายถุงมือยางที่อ่อนตัวลงราว 10% QoQ และ 55% YoY หักล้างแนวโน้มปริมาณขายถุงมือยางที่จะเพิ่มขึ้นไปได้ทั้งหมด ดังนั้น จึงปรับลดคำแนะนำเป็น Switch (เดิม ซื้อ) และกำหนด Fair value ปี 2565 ใหม่ 30 บาท