ขืนใจสาวจีนจนมุม แท็กซี่หื่น ก่อเหตุหลายคดี! แฉสวมทะเบียน "ซีซีทีวี"ทั่วกรุง มีภาพ-โชว์หรา ตร.เจอเบาะแส ตามรวบ-รับสิ้น
ตามจับแท็กซี่มหาภัยสวมทะเบียนก่อเหตุไปทั่ว ล่าสุดลวงนักท่องเที่ยวสาวจีนไปขืนใจและชิงทรัพย์ ตร.ตามเบาะแสจากกล้องวงจรปิดกระทั่งเจอตัว สารภาพสิ้นเผยรับเหยื่อจากย่านนวมินทร์ไปส่งซอยนวลจันทร์ ระหว่างทางเหยื่อเอะใจเพราะเปิดดูแผนที่พบรถวิ่งผิดเส้นทาง พอจะโวยวายถูกมีดจี้แล้วขับไปทางเปลี่ยวถนนกาญจนาภิเษกขาออก ขืนใจก่อนชิงทรัพย์สินทั้งหมดแล้วปล่อยเหยื่อทิ้งไว้
ตร.ตามรอยจากทะเบียนรถพบเป็นคนละคันและคนขับก็คนละคน ถึงทราบว่าคนร้ายสวมทะเบียนนำรถไปก่อเหตุมาหลายครั้งทั้งลักทรัพย์ ไม่จ่ายค่าทางด่วน จนเจ้าของป้ายทะเบียนรถตัวจริงหัวปั่น แจ้งความไว้หลายที่ เมื่อเวลา 10.00 น.
วันที่ 1 ก.ค. พ.ต.อ.สิงห์ สิงห์เดช ผกก.สน.คันนายาว นำกำลังคุมตัวนายชัยพัฒน์ กลิ่นสุคนธ์ อายุ 32 ปี ผู้ต้องหาคดีข่มขืนกระทำชำเราและชิงทรัพย์ ไปชี้จุดก่อเหตุบริเวณเลียบถนนกาญจนาภิเษกขาออก มุ่งหน้าลำลูกกา หลังก่อเหตุกับนักท่องเที่ยวสาวจีนวัย 42 ปี เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจตามเบาะแสจากภาพกล้องวงจรปิด ก่อนตามจับกุมได้ผู้ต้องหาให้การสารภาพ คดีดังกล่าวตำรวจได้รับแจ้งจากสาวจีนเจ้าทุกข์ว่า เรียกรถแท็กซี่ ทะเบียน 1มข 2704 กทม. จากปากซอยนวมินทร์ 103 ไปยังซอยนวลจันทร์ 32 โดยนั่งหน้าคู่กับคนขับ เพราะเบาะด้านหลังวางกระเป๋า เมื่อออกจากจุดดังกล่าว ผู้ต้องหาเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเกษตร-นวมินทร์ ทำให้เจ้าทุกข์เอะใจเนื่องจากดูภาพจากจีพีเอสบนโทรศัพท์มือถือพบว่าไปคนละเส้นทาง เมื่อบอกกับคนขับกลับถูกแย่งโทรศัพท์มือถือไป และคนร้ายชักมีดออกมาขู่ ก่อนขับรถมุ่งหน้าขึ้นทางด่วนบริเวณถนนรามอินทราไปยังถนนจตุโชติ และไปยังจุดเกิดเหตุลงมือขืนใจ ก่อนชิงทรัพย์เป็นเงินสด และโทรศัพท์ รวมทั้งกระเป๋าเดินทางหลบหนีไป จึงเดินออกมากระทั่งพบพลเมืองดีช่วยพามาโรงพัก
ตำรวจสืบเบาะแสจากทะเบียนรถพบว่าเป็นของนายธนากร เพ็ญศรี อายุ 55 ปี เมื่อตามไปที่บ้านปรากฏว่าเป็นรถคนละคันและผู้ขับขี่เป็นคนละคนกับผู้ก่อเหตุ เมื่อสอบถามจึงทราบว่ารถดังกล่าวถูกสวมทะเบียนและเคยก่อเหตุมาหลายครั้ง เจ้าของทะเบียนรถตัวจริงแจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้วหลายคดีแต่ยังตามหาตัวผู้ก่อเหตุไม่พบ เจ้าหน้าที่จึงประสานไปยังหลายพื้นที่เพื่อขอตรวจดูกล้องวงจรปิดกระทั่งพบว่าเป็นนายชัยพัฒน์ จึงตามรอยกระทั่งสามารถจับกุมได้ในที่สุด
ด้านนายธนากรให้ข้อมูลกับตำรวจว่ามาทราบเรื่องครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมา เพราะกรมการขนส่งทางบก ส่งหนังสือเรียกเข้าพบเนื่องจากถูกร้องเรียนจากผู้โดยสารว่านั่งรถแท็กซี่เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ที่ผ่านมาเวลาประมาณ 18.30 น. จากแยกดินแดงไปแยกเหม่งจ๋าย พบว่าผู้ขับไม่แสดงบัตรประจำตัวผู้ขับ และไม่แสดงป้ายทะเบียนภายในรถ ขับรถประมาทน่าหวาดเสียว แต่ยืนยันว่าเป็นรถคนละคันและลงบันทึกข้อมูลไว้ ต่อมาไม่นานได้รับแจ้งจากตำรวจสน.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เรียกเข้าพบเนื่องจากมีพยานและภาพจากกล้องวงจรปิดเห็นรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียนเดียวกันเข้าไปก่อเหตุลักทรัพย์ชุดแต่งรถที่จอดอยู่อาคารจอดรถภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จึงเดินทางไปแสดงความบริสุทธิ์ใจและขอลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน รวมทั้งขอภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่าเป็นนายชัยพัฒน์
ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่ผ่านมา ได้รับหนังสือจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยแจ้งว่าเมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา เวลา 05.35 น. ผู้ขับขี่รถยนต์หมายเลขทะเบียน 1มข 2704 กรุงเทพมหานครใช้ทางพิเศษบูรพาวิถีด่านบางแก้วโดยไม่ชำระค่าผ่านทางพิเศษ หรือชำระค่าผ่านทางพิเศษไม่ครบเป็นเงินจำนวน 20 บาท จึงต้องไปแสดงตัวอีกครั้งและยืนยันว่าไม่ได้ใช้ทางด่วนในเวลาดังกล่าว และเมื่อดูภาพจากกล้องวงจรปิดพบเป็นนายชัยพัฒน์ เช่นเดิม ตำรวจจึงลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเพิ่มเติม และให้นายธนากรเจ้าของทะเบียนรถตัวจริงมาเป็นพยาน โดยขอให้ผู้ที่เคยถูกคนร้ายรายนี้กระทำการได้รับความเสียหายเข้าแจ้งความเพิ่มเติมได้ที่สน. คันนายาว