โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หนามยอกเอาหนามบ่ง : ยาต้านโควิด-19 จากผู้ติดเชื้อ / ทะลุกรอบ ป๋วย อุ่นใจ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 มี.ค. 2564 เวลา 08.16 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. 2564 เวลา 08.16 น.

ทะลุกรอบ

ป๋วย อุ่นใจ

 

หนามยอกเอาหนามบ่ง

: ยาต้านโควิด-19 จากผู้ติดเชื้อ

 

เลือดผู้ป่วยโควิด-19 ที่หายแล้วหรือกำลังฟื้นตัวจะสามารถต่อต้านการติดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 ได้

ภูมิคุ้มกันในเลือดผู้ป่วยฟื้นตัวที่เรียกว่าแอนติบอดี้จึงมีฤทธิ์ที่อาจจะนำมาใช้เป็นยาชีววัตถุ (biologic) เพื่อบำบัดผู้ป่วยติดเชื้อได้

ในตอนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ติดเชื้อโควิด-19 สมัยที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ หนึ่งในยาหลายขนานที่ถูกประเคนให้ท่านประธานาธิบดีก็คือแอนติบอดี้ค็อกเทล (anitibody cocktail) ของบริษัทรีเจเนรอน ฟาร์มาซูติคัลส์ (Regeneron Pharmaceuticals)

แอนติบอดี้ค็อกเทลนี้เองที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนลงความเห็นว่าน่าจะมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ประธานาธิบดีทรัมป์กลับมาหายเป็นปกติได้ในเวลาอันสั้น

อย่างที่รู้กันว่าคนไข้ที่หายโรคแล้วมักจะมีภูมิต้านโรคไปด้วย

ภูมิคุ้มกันส่วนใหญ่ก็จะมาจากการสร้างแอนติบอดี้ขึ้นมายึดจับและบล๊อกไวรัสเอาไว้ไม่ให้แพร่เชื้อต่อไปได้

ดังนั้น ถ้าเราสกัดแอนติบอดี้ต้านไวรัสออกมาจากเลือดของผู้ป่วยได้ เราก็จะได้ยาชีววัตถุชั้นดีเพื่อจัดการการติดเชื้อ

แอนติบอดี้ค็อกเทลของรีเจเนรอนประกอบไปด้วยแอนติบอดี้สองชนิด คาซิริวิแมบ (casirivimab, REGN10933) และอิมเดวิแมบ (imdevimab, REGN10987) ที่จะเข้าจับบริเวณต่างๆ ที่แตกต่างกันบนโปรตีนหนามของไวรัส SARS-CoV-2 และยับยั้งไม่ให้ไวรัสติดเชื้อเข้าสู่เซลล์ได้

จากการทดสอบ ผู้ป่วยที่ได้รับยาแอนติบอดี้ดูโอของรีเจเนรอนจะมีปริมาณไวรัสในสารคัดหลั่ง (viral load) ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และไม่พบอาการรุนแรงจากการติดเชื้อ

ทำให้ยาชีววัตถุทั้งสองตัวนี้ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (United States Food and Drug Administration, U.S. FDA) ให้สามารถเอามาใช้ได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน (emergency use authorization) กับผู้ป่วยเสี่ยงสูงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2020

รีเจเนรอนถือเป็นหนึ่งผู้นำในสนามแห่งการพัฒนาแอนติบอดี้ต้านโรค

เขาคือผู้พัฒนาอินมาเซบ (Inmazeb) หรือ REGN-EB3 ที่ช่วยลดอัตราการตายจากการติดเชื้อไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of Congo) ลงไปแบบมหาศาล

เรียกว่าให้ผลเหนือชั้นกว่าทั้งยาต้านอีโบลาชื่อดัง ZMapp และยายับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสเรมเดซิเวียร์ (Remdesivir)

จนทำให้อินมาเซบกลายเป็นยาต้านอีโบลาตัวแรกที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ได้ในประเทศสหรัฐอเมริกา

 

เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา คู่แข่งของรีเจเนรอนอีกสองบริษัทก็ประกาศความสำเร็จในการใช้ยาชีววัตถุ ที่สร้างจากแอนติบอดี้ต้านไวรัสในการรักษาคนไข้ติดเชื้อโควิด-19

บริษัทแรก ยักษ์ใหญ่แห่งวงการยาและเวชภัณฑ์ อิไล ลิลี่ (Eli Lily) ได้ส่งสูตรยาแอนติบอดี้ค็อกเทล ที่ประกอบไปด้วยแอนติบอดี้อยู่สองชนิด แบมลานิวิแมบ (Bamlanivimab) และเอเทซเซวิแมบ (Etesevimab) ไอเดียเดียวกันเลยกับของรีเจเนรอนเข้าร่วมประกวด

แอนติบอดี้ดูโอของลิลี่สามารถประคองอาการโรคโควิด-19 ไม่ให้เปลี่ยนจากเบาเป็นหนักได้ถึง 87 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากจนแพทย์และนักวิทยาศาสตร์หลายคนเริ่มที่จะตื่นเต้น อยากเอามาทดลองใช้

อีกบริษัทหนึ่งที่เป็นที่น่าจับตามอง ก็คือคู่หูพาร์ตเนอร์ระหว่างไวอาร์ ไบโอเทคโนโลยี (Vir Biotechnology) และแกลโซสมิธไคลน์ (GlaxoSmithKline) ที่นำเสนอ VIR-7831 แอนติบอดี้ต้านไวรัสที่แยกออกมาได้จากเลือดของคนไข้ที่หายป่วยจากโรคซาร์ส (severe acute respiratory syndrome, SARS) ตั้งแต่ปี 2003 ที่ดันแจ๊พ็อต สามารถเข้ายึดจับโปรตีนหนามของไวรัส SARS-CoV-2 ที่ก่อโรคโควิด-19 ได้

อย่างที่รู้กันดีว่าไวรัส SARS-CoV-2 จะเข้าเซลล์ผ่านการจับกันของโปรตีนหนามของพวกมันกับโปรตีนตัวรับ ACE-2 บนผิวของเซลล์มนุษย์

VIR-7831 จะเข้าจับกับบริเวณที่แทบจะไม่กลายพันธุ์ไปเลยบนโปรตีนหนาม และกีดขวางทำให้โปรตีนหนามไปจับ ACE-2 ไม่ได้ ทำให้เกิดการสกัดกั้นการติดเชื้อ

VIR-7831 ทรงประสิทธิภาพมากเรียกว่าเอาอยู่ตั้งแต่ไวรัส SARS-CoV-1ไปจนถึงไวรัส SARS-CoV-2 เวอร์ชั่นอู่ฮั่น หรือแม้แต่สายพันธุ์กลายที่กระจายไปทั่วจนเป็นที่น่ากังวลอยู่อย่างสายพันธุ์แอฟริกาใต้ B.1.351 ก็ยังเอาอยู่

VIR-7831 สามารถลดโอกาสในการเสียชีวิตและการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้มากถึง 85 เปอร์เซ็นต์ เทียบชั้นกับของรีเจเนรอน และลิลี่ได้อย่างสบายๆ และนั่นทำให้ราคาหุ้นไวอาร์ไบโอเทคถีบตัวพุ่งสูงขึ้นไปอีก 41 เปอร์เซ็นต์

 

ชัดเจนว่ายาชีววัตถุจากแอนติบอดี้นั้นได้กลายเป็นเทคโนโลยีที่น่าจับตามองในกลุ่มนักลงทุนไปแล้ว

ความสามารถในการลดความรุนแรงของโรคได้อย่างชะงัด แถมยังมีตัวอย่างที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ได้จริงแล้วในชั้นคลินิก นวัตกรรมนี้จึงล่อตาล่อใจ แน่นอนว่าผู้เล่นจึงไม่ได้มีแค่รีเจเนรอน ไวอาร์ และลิลี่ แต่ยังมีบริษัทไบโอเทคน้อยใหญ่อีกอย่างน้อยนับสิบเจ้าที่กระโดดลงมาแข่งขันกันในสนามแห่งการพัฒนายาชีววัตถุต้านโควิด-19 จากแอนติบอดี้นี้

ทว่าแพทย์และผู้ป่วยจำนวนมากก็ยังไม่เชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นคำตอบที่จะพาพวกเราให้รอดออกจากวิกฤตโรคระบาดได้

เพราะถึงแม้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุแนวๆ นี้หลายตัวผ่านการอนุมัติขององค์การอาหารและยาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่การตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัยในชั้นคลินิกออกมาในวารสารทางวิชาการที่ได้รับยอมรับในรูปแบบของบทความที่ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (peer reviewed article) นั้นยังไม่เห็น

ซึ่งนั่นก็ทำให้ความเชื่อมั่นของนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ลดลงไปเยอะพอสมควร

คำถามที่โดนถามอยู่ตลอดเวลาก็คือ ถ้ายานี้ถูกออกแบบมาให้ลดความรุนแรงของโรคและทำให้ผู้ติดเชื้ออาการไม่ทรุดหนัก ผู้ป่วยบางส่วนต่อให้ไม่ใช้ยา ก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรอยู่แล้ว จึงต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าที่จริงแล้วที่คนไข้อาการไม่ทรุดและหายป่วยได้นั้นเป็นผลมาจากตัวยาจริงๆ ไม่ได้หายเอง

ซึ่งข้อนี้แก้ไม่ยาก เพราะเท่าที่แต่ละบริษัทแถลงมา ผลก็ดูค่อนข้างน่าเชื่อถือ คงแค่ต้องรอเผยแพร่ผลงานตีพิมพ์ออกมาให้เป็นมาตรฐาน ข้อกังขานี้ก็จะตกไปแบบไม่มีใครแย้งได้

แต่ประเด็นในเรื่องวิชาการไม่ใช่อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด ปัญหาที่แท้จริงของเทคโนโลยีนี้ ก็คือ “ราคา”

 

ต้นทุนทั้งในการพัฒนาและการผลิตยาชีววัตถุนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วจะต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาล

ยิ่งถ้าเทียบกับยาที่มาจากการสังเคราะห์ทางเคมีแล้ว เรียกว่าราคานี่เทียบไม่ติด

ยาชีววัตถุที่ใช้กันอยู่ เจอได้ในท้องตลาดในปัจจุบัน มักจะเป็นยาต้านมะเร็ง ซึ่งมีราคาสูงลิบลิ่ว เรียกว่าถ้าไม่มีประกัน แล้วโดนเข้าไปนี่คือกระเป๋าฉีก

ถึงขนาดล้มละลายกันเลยทีเดียว

อีกทั้งปริมาณยาที่จำเป็นต้องใช้ในการรักษาก็ถือว่าเยอะมากๆ เมื่อเทียบกับยาอื่นๆ อย่างตอนที่รักษาประธานาธิบดีทรัมป์ ถ้ามองในมุมของปริมาณ ยาแอนติบอดี้คู่ของรีเจเนรอนที่ใช้ไปก็เรียกว่าแทบจะเอามาถมแม่น้ำได้เลย

ด้วยราคาและปริมาณที่ต้องใช้ ยานี้จึงจะเหมาะเป็นพิเศษสำหรับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงที่พลาดไปติดเชื้อมาแล้วแต่ยังอาการไม่ค่อยหนักมาก

และที่สำคัญต้องมีทุนทรัพย์แน่นๆ ถึงจะจ่ายไหว!

 

ในประเทศไทย มีหลายทีมวิจัยทั้งในสถาบันวิจัยระดับชาติ และในหลายมหาวิทยาลัย ที่เริ่มเบนเข็มมาทำการวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตยาชีววัตถุเพื่อการรักษาโรคกันบ้างแล้ว

โดยมีโจทย์สำคัญคือ ราคาต้องจับต้องได้ เพื่อที่ประชาชนคนไทยทุกคนจะได้มีโอกาสในการเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพ

“แม้จะใช้แทนวัคซีนไม่ได้ แต่ยาชีววัตถุก็เปรียบเหมือนแผนสำรอง” เจนส์ ลุนด์เกรน (Jens Lundgren) แพทย์โรคติดเชื้อจากโรงพยาบาล มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน (University of Copenhagen) ให้ความเห็น

“ในสถานการณ์ที่วัคซีนยังไม่สามารถกระจายได้อย่างเพียงพอกับทุกคน ยาชีววัตถุอาจจะเป็นหนึ่งในทางออกที่น่าจะช่วยบรรเทาความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถสร้างภูมิต้านทานโรคได้ แม้จะฉีดวัคซีนไปแล้ว”

แม้ว่าจะมีราคาที่สูงลิ่ว แต่การพัฒนาแบบก้าวกระโดดของเทคโนโลยียาชีววัตถุ ผนวกกับความต้องการในตลาดที่มีอย่างมากมายมหาศาลอาจจะทำให้ราคาในการผลิตตกลงมาจนถึงขั้นที่คนทั่วไปจับต้องได้ก็เป็นได้

ยิ่งถ้ามีการผลิตแบบเป็นล็อตใหญ่ในระดับอุตสาหกรรมได้ในประเทศ ราคาก็จะยิ่งถูกลงไปได้อีก

แล้วยิ่งมีการเริ่มๆ ทำแล้วในประเทศก็ยิ่งน่าสนใจใหญ่

 

แน่นอนว่าการพยายามวางแผนสร้างโรงงานวัคซีนเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ควรริเริ่มทำกันแบบจริงจัง แต่การลงทุนเพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานงานวิจัยในประเทศพัฒนาและต่อยอดงานวิจัยยาชีววัตถุก็อาจจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ภาครัฐควรหันมามองเพราะหนทางนี้อาจจะเป็นหนึ่งในทางออกอาจจะนำพาประเทศให้หลุดจากวิกฤตครั้งนี้ได้ก็เป็นได้

การระบาดใหญ่ของโควิด-19 เป็นหนึ่งในรอยแผลที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แต่มันก็ได้นำพาพวกเราออกจากคอมฟอร์ตโซน ทำให้เกิดเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มากมาย หากเราใช้โอกาสนี้เรียนรู้ และทำความเข้าใจกับบทเรียนเจ็บๆ ที่โควิด-19 ได้ฝากเอาไว้แล้วเริ่มมองไปข้างหน้า เราอาจจะเห็นอะไรที่น่าสนใจ

โควิด-19 จะจากไปเมื่อไรยังไม่มีใครรู้ แต่ที่รู้ก็คือ ไม่ว่าจะทำอย่างไร เราก็คงจะหลีกเลี่ยงที่เผชิญกับโรคอุบัติใหม่ที่จะดาหน้าเข้ามาในอนาคตไม่ได้ การยึดติดและทุ่มหมดหน้าตักไปกับเทคโนโลยีแบบเดียวอาจจะไม่ใช่การลงทุนที่ชาญฉลาด ในสถานการณ์ที่เสี่ยง ความหลากหลายคือหนทางแห่งการอยู่รอด

ไม่แน่นะ ยาชีววัตถุที่ดูเหมือนเป็นตัวสำรองนี้อาจจะกลายเป็นหนึ่งในคำตอบที่จะพลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสในการควบคุมการระบาดของโรคอุบัติใหม่ในอนาคตก็เป็นได้ ใครจะรู้

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...